LNCrawler

บทที่ 228 หอจวี้เซียน

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 228 หอจวี้เซียน

บทที่ 228 หอจวี้เซียน

 

​“พรวด!” ลู่หยวนเปาหลุดหัวเราะขบขันจนพ่นน้ำลายออกมา ​ฉีผูจื่อเอ่ยปากด้วยท่าทางอวดดีทระนงตน

“หรือว่าคำพูดที่ข้าเอ่ยบอกกล่าวออกไปมันไม่ถูกต้องกันเล่า ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าตำแหน่งบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งเมืองเว่ยโจวฝั่งนี้แต่งตั้งขึ้นมาได้อย่างไรกัน 

คนปัญญาอ่อนปานนั้นยังมีความคู่ควรจะถูกเรียกขานว่าเป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกหรือ! เป็นเพียงแค่พวกประเภทสร้างชื่อเสียงจอมปลอมลวงโลกเท่านั้นแหละ”

​“แล้วเหตุใดเจ้าถึงยังต้องไปลอกเลียนแบบเขาอีกเล่า!” ลู่หยวนเปาเอ่ยปากประชดประชันแดกดัน ​ฉีผูจื่อถลึงตาครั้งหนึ่ง ก่อนจะยกขาขึ้นมานั่งไขว่ห้าง พลางเอ่ยปากดึงดัน 

“เล่นสนุกขบขันไม่ได้หรืออย่างไรกัน”

​“ได้ๆๆ!”

ลู่หยวนเปานับได้ว่าไร้ซึ่งหนทางจะไปจัดการต่อกรกับเขาได้จริงๆ ไม่รู้เลยว่านิสัยใจคอขนาดนี้ถูกเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนมาได้อย่างไรกัน ทว่าขอเพียงแค่เจ้าหมอนี่ไม่ได้เกิดความเลอะเลือนบ้าคลั่งไปทำบทกวีแม่นางโฉมงามไร้สาระพรรค์นั้นขึ้นมาภายในสนามสอบก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

ผ่านไปไม่นานพวกของเฟิงเฉิงอวี่ก็เดินออกมาเช่นกัน กลุ่มคนพากันเดินทางกลับมายังเรือนพักแยกตระกูลลู่ หลังจากจับเข่าพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการทำข้อสอบกันคร่าวๆ แล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเข้าสอบในรอบถัดไป

​ในตอนนี้ลู่ตงซานที่ออกไปข้างนอกมาทั้งวันก็เดินทางกลับมาถึงแล้ว เมื่อเห็นว่าฉีกวงไห่ใช้ชีวิตผ่านพ้นไปอย่างสุขสำราญใจยิ่งนัก เขาก็พลันเกิดความรู้สึกเอือมระอาจนพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่ 

“ข้าว่าท่านช่างทำตัวได้น่าเหลือเชื่อเหลือเกิน ต่อให้คิดจะละทิ้งกิจการค้าขายฝั่งเมืองเว่ยโจวนี้ไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องคอยอุดอู้อยู่แต่ในเรือนชานตลอดทั้งวันปานนี้ ออกไปเดินทอดน่องจับจ่ายซื้อข้าวของไปฝากพี่สะใภ้กับพวกเด็กๆ บ้างก็ยังดี 

วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นการสอบระดับมณฑลขั้นสุดท้ายรอบสุดท้ายแล้ว หลังจากสอบเสร็จและรอคอยผลประกาศออกมา ไม่ว่าผลจะดีหรือร้ายอย่างไร พวกเราต่างก็ต้องออกเดินทางมุ่งหน้ากลับแล้ว”

​ดวงตาของฉีกวงไห่พลันแปรเปลี่ยนเป็นทอประกายแสง ก่อนจะตบหน้าขาตนเองฉาดใหญ่พลางเอ่ย

“หากเจ้าไม่เอ่ยปากบอกกล่าว ข้าคงหลงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท อย่างไรเสียเมื่อเดินทางกลับไปในครั้งนี้ ครอบครัวของพวกเราทั้งสองฝ่ายก็ควรจะมานั่งจับเข่าหารือเรื่องการแต่งงานกันให้เป็นมั่นเป็นเหมาะเสียที 

ประจวบเหมาะยิ่งนักที่ข้าจะได้ออกไปจับจ่ายซื้อข้าวของ เพื่อตระเตรียมจัดทำสินสอดทองหมั้นให้แก่ผูจื่อเอาไว้ล่วงหน้า ฮ่าๆๆ”

ลู่ตงซานสำลักคำพูดไปคำหนึ่ง พลันเกิดความรู้สึกไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับฉีกวงไห่ขึ้นมาทันควัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าเจ้านี่คอยแต่จะจ้องวางแผนส่งบุตรชายมาลักพาตัวบุตรสาวสุดที่รักของตนเองไปอยู่ตลอดเวลา

​วันถัดมา หลังจากพวกของลู่หยวนเปาก้าวเท้าออกเดินทางไปเข้าร่วมการสอบแล้ว ฉีกวงไห่ก็พกเงินตำลึงปึกใหญ่ติดตัวก้าวเท้าออกจากประตูเรือนไปจริงๆ 

​ทว่าต้องยอมรับจริงๆ ว่า ตัวเมืองมณฑลของเว่ยโจวแห่งนี้ช่างมีความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูกว่าเมืองอี้โจวของพวกเขามากมายนัก ลำพังเพียงแค่ขนาดพื้นที่อาณาเขตก็มีขนาดใหญ่โตกว่ากันถึงสองสามเท่าตัวแล้ว 

หอสูงตึกรามบ้านช่องงดงามตระการตา ทั่วทั้งสายตาเต็มไปด้วยเครื่องประดับมุกและอัญมณีล้ำค่า เปี่ยมล้นไปด้วยความร่ำรวยและมั่งคั่งเป็นอย่างมาก 

ขนาดลำพังเพียงแค่ตัวเมืองมณฑลเว่ยโจวยังน่าทึ่งและยิ่งใหญ่ปานนี้ แล้วถ้าหากเป็นเมืองหลวงจริงๆ เล่า จะมีความรุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่เกรียงไกรปานใดกัน

​ฉีกวงไห่ส่ายหัวไปมา ไม่อาจจินตนาการวาดภาพออกมาภายในหัวได้ เขาเดินทอดน่องเวียนวนเข้าออกร้านขายเครื่องประดับอัญมณีอยู่หลายร้าน ทว่าต้องยอมรับจริงๆ ว่าลวดลายและรูปโฉมภายนอกของเครื่องประดับที่นี่ช่างดูแปลกใหม่ล้ำสมัยยิ่งนัก 

แม้ว่าในเรื่องของราคาจะมีความแพงกว่าฝั่งบ้านพวกเขาอยู่หลายร้อยอีแปะ ทว่าเงินทองจำนวนเล็กน้อยปานนี้ ฉีกวงไห่ย่อมมีความสามารถจับจ่ายออกไปได้อย่างสบายใจ

​ในยามนั้นเขาจึงได้สั่งจองชุดเครื่องประดับทองคำไปสี่ชุด ชุดเครื่องประดับเงินอีกสี่ชุด รวมไปถึงกำไลหยกและจี้หยกอีกเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เงินตำลึงที่ตนเองพกติดตัวมาถูกจับจ่ายใช้สอยไปจนหลงเหลืออยู่เพียงสองสามส่วนเท่านั้น

​เนื่องจากข้าวของเครื่องประดับที่เลือกสรรซื้อมีจำนวนมากมายมหาศาลเกินไป หลงจู๊ของร้านเครื่องประดับจึงได้แสดงความต้อนรับขับสู้ด้วยความกระตือรือร้น เสนอตัวว่าจะจัดส่งข้าวของทั้งหมดไปให้ถึงที่พักภายในเรือน

​ฉีกวงไห่นับตั้งแต่ผ่านเหตุการณ์พบพานกลุ่มโจรผู้ร้ายมาก็หาได้มีความกล้าหาญอวดดีทำตัวเหลวไหลอีกต่อไป หลังจากแจ้งที่อยู่พักอาศัยให้แก่หลงจู๊รับทราบเสร็จสิ้นเรียบร้อยเขาก็ก้าวเท้าเดินจากไป 

เดินทอดน่องท่องเที่ยวต่ออยู่อีกครู่ใหญ่ เมื่อกะประมาณเวลาว่าการสอบระดับมณฑลขั้นสุดท้ายน่าจะจวนเจียนเสร็จสิ้นลงแล้วถึงได้เดินทางกลับเรือน ​เท้าของเขาเพิ่งจะก้าวพ้นเข้าประตูเรือนมา 

ก็พลันได้ยินสุ้มเสียงพูดจาหัวร่อต่อกระซิกอันแจ่มใสสำราญใจของบรรดาเด็กหนุ่มดังแว่วมาจากทางด้านใน มุมปากของเขาจึงอดไม่ได้ที่จะหยักยกผุดรอยยิ้มขึ้นมา ก่อนสับฝีเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าไปด้านในด้วยความมั่นใจ พลางเอ่ยปาก

“ทุกสิ่งเสร็จสิ้นลงแล้วสินะ! ยินดีด้วยกับพวกเจ้าทุกๆ คนด้วย!”

​ฉีผูจื่อเมื่อเหลือบเห็นพ่อแท้ๆ ของตนเองเดินทางมาถึง ก็พลันส่งสัญญาณขยิบหูขยิบตาให้อย่างตื่นเต้นปรีดา ฉีกวงไห่พลันล่วงรู้เข้าใจความหมายได้ในทันควัน สองพ่อลูกลอบเผยรอยยิ้มอย่างรู้กันอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเอ่ยปากออกมา

ลู่หยวนเปารู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกของท่านลุงฉีดูคล้ายดั่งจะเปลี่ยนเป็นดียิ่งขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จึงเกิดความฉงนใจยิ่งนัก ก่อนจะเอ่ยปากทักทายไปตามมารยาท

“ท่านลุงขอรับ ในวันนี้มีเด็กรับใช้จากร้านค้าเดินทางมาจัดส่งของบางอย่าง บอกว่าเป็นข้าวของที่ท่านซื้อเอาไว้ล่วงหน้า ตัวหลานชายจึงสั่งการให้บ่าวไพร่นำไปเก็บวางไว้ภายในห้องพักของท่านเรียบร้อยแล้วขอรับ”

​“ดีๆๆ ลำบากหลานชายผู้ปราดเปรื่องแล้ว” ฉีกวงไห่เผยรอยยิ้มกว้างก้มหน้าก้มตาหัวเราะราวกับพระสังกัจจายน์ไม่มีผิด

ลู่หยวนเปาลอบมองดูแล้ว ในใจย่อมรู้สึกว่าเรื่องในครั้งนี้ช่างดูไม่ธรรมดายิ่งนัก ทว่าตัวเขาเองก็ไม่อาจเอ่ยปากซักไซ้ไล่เลียงถามไถ่ออกมาตรงๆ ได้ ​ทว่าคนอื่นๆ กลับไม่ได้ล่วงรู้สนใจไยดีในเรื่องรายละเอียดนี้ 

ในเมื่อการสอบเสร็จสิ้นผ่านไปแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็จะสามารถปล่อยเนื้อปล่อยตัวพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างสำราญใจสักสองวัน คังผิงซีนัดแนะพูดคุยกับคนอื่นๆ เอาไว้ว่าจะเดินทางไปร่ำสุรากินอาหารร่วมกัน 

เจิ้งซือเพิ่งจะพ้นจากช่วงไว้ทุกข์ เรื่องความครึกครื้นรื่นเริงปานนี้ย่อมไม่มีทางพลาดโอกาสไปแน่นอน ทางฝั่งของเฟิงเฉิงอวี่เป็นเพราะภายในจิตใจสามารถขบคิดจนทะลุปรุโปร่งปล่อยวางได้แล้ว 

เขาจึงไม่ได้เกิดความนึกรังเกียจต่อต้านที่จะออกเดินทางไปคบค้าสมาคมสร้างมิตรไมตรีกับผู้คนข้างนอกอีกต่อไป ดังนั้นจึงได้เอ่ยปากตอบตกลงรับคำไปเช่นกัน ลู่หยวนเปาเองก็คิดอยากจะเดินทางไปด้วย 

ทว่าในขณะเดียวกันก็อยากจะอยู่คอยช่วยเหลือแบ่งเบาภาระงานของลู่ตงซานบ้าง ภายในใจจึงเกิดความลังเลใจตัดสินใจไม่ได้อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ทว่าทางฝั่งของฉีผูจื่อกลับมีความผ่าเผยและปล่อยวางยิ่งกว่า 

เขายืนหยัดทำตัวไร้ซึ่งจิตสำนึกยื่นมือไปฉุดกระชากลากถูพาตัวของลู่หยวนเปาให้ร่วมเดินทางออกไปด้วยกันทันที เมื่อกลุ่มคนเดินทางมาถึงหอจวี้เซียนตามที่นัดแนะกันไว้ 

ถึงได้พบว่าสถานที่แห่งนี้ถูกบรรดาบัณฑิตที่เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลขั้นสุดท้ายเหมาจองไปเสียแล้ว ทั้งด้านในด้านนอกเต็มไปด้วยผู้เล่าเรียนหนังสือ แทบจะใช้คำว่ามืดฟ้ามัวดินมาพรรณนาได้เลยทีเดียว

​พวกของลู่หยวนเปาต้องใช้ความพยายามอย่างยากเย็นกว่าจะเบียดเสียดผู้คนขึ้นมาถึงชั้นสองได้ ในที่สุดก็สามารถหายใจหายคอได้คล่องขึ้นมาบ้าง ​ฉีผูจื่อมองดูเวทีขนาดใหญ่ที่หรูหรางดงามตระการตาตรงชั้นล่างด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางเอ่ยถาม

“นี่คือการแข่งขันประลองอะไรกันหรือ” ​คนข้างๆ เมื่อได้ยิน จึงช่วยอธิบายให้ด้วยความหวังดี

“ทุกท่านคงเพิ่งเคยมาเยือนหอจวี้เซียนเป็นครั้งแรกกระมัง! หอจวี้เซียนของพวกเรามีทั้งหมดสี่ชั้น ปลูกสร้างเป็นโครงสร้างรูปสี่เหลี่ยมซ้อนสี่สี่เหลี่ยมตรงใจกลางของชั้นหนึ่งคือเวทีขนาดใหญ่ ในยามปกติสามารถให้บรรดาบัณฑิตมาจับพู่กันเขียนหมึก

หรือให้พวกคนถึกคนกล้ามาประหมัดเตะต่อยกันได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีคณะละครหรือแม่นางนักขับร้องมาเปิดการแสดงอยู่บ่อยครั้ง ยามนี้การสอบระดับมณฑลขั้นสุดท้ายเพิ่งผ่านพ้นไป ทุกคนต่างก็หาโอกาสผ่อนคลายได้ยาก จึงได้มีกลุ่มบัณฑิตนัดแนะมาประลองบุ๋นกันที่นี่” ​ทุกคนเข้าใจแจ่มแจ้งทันที ต่างประสานมือคำนับให้อีกฝ่าย 

“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยคลายความกระจ่างขอรับ ตัวคุณชายเองก็มาร่วมการประลองบุ๋นในครั้งนี้ด้วยเช่นกันหรือ” ​ฝ่ายตรงข้ามรีบส่ายหน้าปฏิเสธ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางเปิดเผยตรงไปตรงมา

“ตัวข้าเองมีความสามารถอยู่กี่มากน้อยเท่าใดย่อมรู้ดี ย่อมไม่กล้าขึ้นไปแสดงความเขลาให้ผู้คนหัวเราะเยาะหรอก ก็แค่ตามผู้คนมาดูความครึกครื้นเท่านั้น แล้วทุกท่านเล่า” ​ฉีผูจื่อฉีกยิ้มกว้าง 

“ฮ่าๆ พวกเราเองก็มาดูความครึกครื้นเช่นกันขอรับ”