LNCrawler

บทที่ 22 ลุยป่าฝ่าฝน ตามหาทางสู่ทะเล

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 22 ลุยป่าฝ่าฝน ตามหาทางสู่ทะเล

บทที่ 22 ลุยป่าฝ่าฝน ตามหาทางสู่ทะเล

 

เมื่อคิดได้ดังนี้ มุมปากของลู่ตงซานก็อดไม่ได้ที่จะโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ทว่ากลับถูกเฉินสวี่อันจับสังเกตได้พอดี

​“ยิ้มอะไรหรือเจ้าคะ” เฉินสวี่อันถามด้วยความฉงน ลู่ตงซานจึงฉีกยิ้มกว้าง 

“ข้ากำลังคิดว่าเมียข้าช่างงดงามเหลือเกิน แถมยังดีกับข้าถึงเพียงนี้ เมียที่ดีขนาดนี้ต่อให้จุดโคมหาทั่วหล้าก็คงหาไม่เจอ”

​“คิก!” เฉินสวี่อันอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา นางปรายตามองเขาด้วยความขัดเขิน 

“ปากหวานนักนะเจ้าคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คนซื่อๆ อย่างท่านกลายเป็นคนกะล่อนแบบนี้”

​“เปล่าเสียหน่อย ข้าจะกะล่อนก็แค่กับเมียข้าคนเดียวเท่านั้นแหละ!” 

พูดจบลู่ตงซานก็รู้สึกร้อนวูบวาบในช่องท้อง เขาพลันดึงเฉินสวี่อันเข้าไปกอดแน่น ซุกใบหน้าลงกับลำคอของนาง สูดกลิ่นหอมกรุ่นเฉพาะตัวที่อบอวลอยู่รอบกาย 

ยิ่งสูดดมก็ยิ่งรู้สึกใจสั่นไหวจนยากจะระงับ นับว่าโชคดีที่เด็กๆ ไม่อยู่ในห้อง หากไม่ติดว่าต้องรีบเดินทางออกไป เขาคงจะจัดการรวบหัวรวบหางนางเสียตรงนี้เลย ​เฉินสวี่อันถูกเขาหยอกเย้าจนหัวเราะคิกคัก ใบหน้าแดงก่ำพลางเอ่ยค้อน 

“อย่าซนสิเจ้าคะ! กลางวันแสกๆ มาทำเจ้าชู้ประตูดินแบบนี้ ไม่กลัวพี่ๆ เจ้าหน้าที่ในบ้านมาจับท่านไปหรือไง!”

​“ถ้าเจ้าไม่ร้องก็ไม่มีใครรู้หรอก เมียจ๋า... รอให้ข้ากลับมาคืนนี้ พวกเราค่อยมาใกล้ชิดกันให้เต็มที่นะจ๊ะ” 

พูดจบลู่ตงซานก็หอมแก้มเฉินสวี่อันฟอดใหญ่ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยความอิ่มเอมใจ ​เฉินสวี่อันกระทืบเท้าเบาๆ ทั้งเขินทั้งอาย ทว่าในใจกลับเปี่ยมไปด้วยความสุข 

ในอดีตเป็นเพราะนางดูแคลนลู่ตงซาน เขาจึงปฏิบัติต่อนางอย่างระแวดระวังเสมอมา แม้แต่เรื่องบนเตียงเขาก็ยังต้องรอให้นางหลับไปก่อนแล้วค่อยแอบทำอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวจะทำให้นางขุ่นเคือง 

ทุกครั้งหลังจากร่วมหอเขามักจะหาทางแอบนางจางซื่อไปหาของดีๆ มาเอาใจนาง ตั้งแต่แต่งงานกันมาจนมีลูกถึงห้าคน จำนวนครั้งที่ได้ร่วมหอกันจริงๆ นั้นนับด้วยนิ้วมือทั้งสิบยังถ้วนเลยด้วยซ้ำ

​เมื่อก่อนนางไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ทว่าภายหลังนางถึงได้ตระหนักว่าชีวิตคู่แบบนี้มันไม่ปกติเอาเสียเลย หลังจากเกิดใหม่นางเคยคิดจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ 

ทว่าเรื่องราววุ่นวายกลับถาโถมเข้ามาไม่หยุดจนไม่มีเวลาใส่ใจ คิดไม่ถึงเลยว่าชายคนนั้นจะเป็นฝ่ายรุกเข้าหาก่อน ​เมื่อคิดได้แบบนี้ มุมปากของเฉินสวี่อันก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้น

​ทางด้านลู่ตงซานก็ได้ไปยืมเสื้อคลุมหญ้าคาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านมาได้หลายตัว เขาหยิบอุปกรณ์ที่ใช้เข้าป่าเป็นประจำ ทั้งเคียวขึ้นสนิมและธนูที่มีอายุการใช้งานมานานหลายปี แล้วนำกลุ่มคนเดินทางออกจากบ้านไปอย่างกระฉับกระเฉง

​ระหว่างทางเข้าป่า เฟิงไห่คอยสังเกตสนับแข้งที่สวมอยู่ที่หน้าแข้งสลับกับตะกร้าสะพายหลังของลู่ตงซาน ก่อนจะอดถามไม่ได้

“น้องลู่ ปกติเจ้าใช้อุปกรณ์พวกนี้ล่าสัตว์หรือ” ลู่ตงซานยิ้มซื่อ 

“ที่บ้านฐานะขัดสนน่ะขอรับ ข้าเลยไม่มีปัญญาซื้อธนูอันใหม่ เลยต้องใช้ของเก่าไปตามสภาพ โชคดีที่พวกเราไม่ได้เข้าป่าลึก ปกติก็วนเวียนอยู่แค่ภูเขาแถวนี้ที่มีแต่สัตว์ตัวเล็กๆ 

ใช้แค่นี้ก็พอแล้วขอรับ หากบังเอิญเจอสัตว์ร้ายอย่างหมูป่า ถ้าสู้ไม่ไหวก็เผ่นลูกเดียว แต่พวกเราก็พยายามจะไม่ไปตอแยพวกมันหรอกขอรับ”

​พูดเป็นเล่นไป หมูป่าน่ะไม่ใช่ของที่คนทั่วไปจะรับมือได้ง่ายๆ ต่อให้นายพรานมือฉมังมาเจอเข้าก็ยังต้องขมวดคิ้ว ​พวกเฟิงไห่พยักหน้าเล็กน้อย ทุกคนเดินไปคุยไปจนกระทั่งเข้าสู่เขตป่าลึกโดยไม่รู้ตัว 

หญ้ารกชัฏในแถบนี้เติบโตหนาแน่นกว่าด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด สูงถึงระดับเอวของผู้ใหญ่จนมองไม่เห็นว่าฝีเท้าจะเหยียบลงไปโดนอะไรบ้าง โชคดีที่ลู่ตงซานมีประสบการณ์ เขาเหลาไม้ไผ่จนแหลมแจกจ่ายให้ทุกคนถือไว้เพื่อใช้เขี่ยทางและค้ำยันในการเดิน

​ในระหว่างนั้น ลู่ตงซานคอยใช้เคียวถางหญ้าอยู่ข้างหลังพวกเขาอย่างขะมักเขม้น เฟิงไห่เห็นแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน 

“เจ้าถางไปแบบนี้เมื่อไหร่จะถึงเล่า แถมถ้าทางข้างหน้ามันไปไม่ได้ เจ้าไม่เสียแรงเปล่าหรือ”

​“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าแค่ถางไว้เป็นระยะ เผื่อว่าทางข้างหน้าไปไม่ได้ พวกเราจะได้อาศัยรอยถางนี้หาทางกลับไปทางเดิมได้โดยไม่หลงทิศขอรับ” ลู่ตงซานเอ่ยปนหอบ

​ทุกคนเห็นว่ามีเหตุผล แม้แต่หยงเหอและหวังเชาก็ยังเข้ามาช่วยลู่ตงซานถางหญ้า พวกเขาใช้ดาบประจำกายที่ทางการมอบให้ ซึ่งคมกริบกว่าเคียวสนิมๆ ของลู่ตงซานมากนัก 

คนหนึ่งทำหน้าที่รวบหญ้า อีกคนทำหน้าที่เหวี่ยงดาบ ความเร็วในการเดินทางจึงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลู่ตงซานเห็นแบบนั้นก็วางใจ ยามนี้เขาไม่ต้องเหนื่อยถางหญ้าเองแล้ว

​ในเมื่อมีคนช่วยเปิดทาง เขาก็ไม่อาจอยู่เฉยได้ จึงคอยสอดส่องหาเป้าหมายระหว่างเดินไปด้วย ปรากฏว่าสัตว์ป่าในป่าลึกมีมากกว่าข้างนอกมากนัก เพียงแค่เขาสังเกตดูครู่เดียวก็พบกระต่ายป่าซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้มากมาย บางครั้งยังมีไก่ป่าบินโฉบผ่านหน้าไปอย่างอวดดี

​เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้แม้แต่เฟิงไห่ก็ยังทนไม่ได้ พูดเป็นเล่นไป ไก่ป่าตัวหนึ่งกล้ามาหยามศักดิ์ศรีต่อหน้าเขา ใครจะไปทนไหว ทว่าเขาเป็นหัวหน้ามือปราบ เรื่องจับคนน่ะเก่งอยู่หรอก 

แต่เรื่องจับไก่ป่านี่ถือเป็นพวกมือสมัครเล่นโดยแท้ ในช่วงเวลาสำคัญลู่ตงซานจึงลงมือ เพียงธนูดอกเดียว ไก่ป่าที่เคยกระโดดโลดเต้นก็สงบนิ่งทันที

​ด้วยเหตุนี้ลู่ตงซานจึงเดินไปล่าไปตลอดทาง ทว่ายังไม่ทันจะถึงชายทะเล ตะกร้าสะพายหลังของเขาก็เต็มเสียแล้ว ในนั้นมีไก่ป่าสี่ตัว กระต่ายป่าสามตัว และงูพิษอีกสองตัวที่พยายามจะลอบทำร้ายพวกเขา

​หนึ่งในนั้นเกือบจะกัดหวังเชาเข้าให้แล้ว โชคดีที่ทุกคนสวมสนับแข้งที่เฉินสวี่อันทำมาให้ จึงไม่ได้รับบาดเจ็บ ​หลังจากข้ามภูเขามาได้สามลูก เหลือเพียงลูกสุดท้ายก็จะถึงชายทะเลแล้ว ทุกคนจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ลู่ตงซานในฐานะคนในพื้นที่ แม้จะไม่เคยเข้าป่าลึกขนาดนี้มาก่อนแต่เขาก็พอมีประสบการณ์บ้าง ไม่นานเขาก็พาคนทั้งหมดไปพบแหล่งน้ำ แถมยังพบซอกหินใต้หน้าผาใกล้แหล่งน้ำที่พอจะใช้หลบแดดหลบฝนได้ 

พื้นที่แม้ไม่กว้างขวางนักแต่ข้อดีคืออยู่ในจุดที่สูง รอบด้านเป็นหินปิดมิดชิด ไม่ต้องกังวลเรื่องงูเงี้ยวเขี้ยวขอหรือสัตว์ป่าจะลอบเข้ามาทำร้าย ​ทุกคนวางสัมภาระลง ลู่ตงซานอาสาไปจัดการชำแหละสัตว์ป่าที่ริมน้ำ ส่วนพวกเฟิงไห่รับหน้าที่เก็บฟืนเพื่อจุดไฟ

​ในขณะที่ลู่ตงซานอยู่ริมน้ำ เขายังแว่วเสียงเฟิงไห่บ่นเรื่องดินฟ้าอากาศ จึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองขึ้นไป ตอนออกจากบ้านท้องฟ้ายังมืดครึ้มและมีฝนปรอยๆ เดิมทีนึกว่าเข้าป่ามาแล้วฝนจะค่อยๆ หยุด 

ทว่ากลับกลายเป็นว่ายิ่งตกก็ยิ่งหนัก ยามนี้การจะหาฟืนแห้งมาจุดไฟช่างไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โชคดีที่หยงเหอและเมิ่งเสวี่ยมีวรยุทธ์สูงส่ง ทั้งคู่หายไปเพียงครู่เดียว เมื่อกลับมาอีกครั้งในอ้อมแขนก็มีฟืนแห้งกองโตติดมือมาด้วย

เฟิงไห่เห็นดังนั้นก็พลันเบิกบานใจ ความขุ่นมัวที่แบกมาทั้งร่างมลายหายไปสิ้น เขารีบเข้าไปช่วยจัดการทันที ​เมื่อนำไก่ป่าขึ้นย่างบนกองไฟ ทุกคนถึงได้มีโอกาสพักผ่อนกันเสียที 

ยามนี้หวังเชาจึงได้สำรวจที่หน้าแข้งของตนอย่างละเอียด เมื่อได้เห็นเขาก็ต้องตกใจ เพราะเขาพบว่าสนับแข้งที่ลู่ตงซานให้มานั้น ต่อให้ถูกงูพิษกัดก็ยังไม่มีรอยทะลุเลยสักนิด

​“พี่ลู่ สนับแข้งนี่ทำอย่างไรหรือขอรับ แม้แตงูพิษยังกัดไม่เข้าเลย”

​ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันหันมามองเป็นตาเดียว ต้องรู้ก่อนว่าเขี้ยวของงูพิษนั้นแหลมคมเพียงใด มันแทบไม่ต่างจากเข็มเย็บผ้าเล่มหนา อีกทั้งแรงกัดของงูพิษยังมหาศาล 

การที่กัดเพียงครั้งเดียวแล้วไม่ทะลุนั้นช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก ลู่ตงซานก้มมองหน้าแข้งของตัวเองพลางยิ้มอย่างเขินๆ 

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ทั้งหมดนี้เมียข้าเป็นคนทำ เอาไว้กลับไปข้าจะลองถามนางให้นะ”

​หวังเชาพยักหน้าแกนๆ เขาแค่สงสัย จะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เพราะปกติเขาไม่ได้ล่าสัตว์ และภารกิจทั่วไปก็แทบไม่ได้เข้าป่าลึกขนาดนี้อยู่แล้ว โอกาสจะได้ใช้งานคงมีไม่มากนัก ​ทว่าเมิ่งเสวี่ยกลับพิจารณาดูอย่างละเอียดก่อนจะเอ่ยอย่างลังเล 

“คาดว่าน่าจะทาด้วยน้ำแป้งข้าวเหนียว ผ้าป่านหยาบนั้นเหนียวและทนทานอยู่แล้ว สนับแข้งนี่ไม่ได้มีผ้าแค่ชั้นเดียว เห็นได้ชัดว่าแม่นางลู่ใส่ใจทำสิ่งนี้มากทีเดียว”

​นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งเสวี่ยเป็นฝ่ายพูดเยอะขนาดนี้ แถมยังเป็นคำชมที่มีต่อเฉินสวี่อันเสียด้วย ลู่ตงซานได้ยินก็เบิกบานใจทันที แม้ปากจะเอ่ยถ่อมตัวแต่สีหน้าแห่งความภาคภูมิใจนั้นปิดไม่มิดเลย

​ระหว่างที่คุยกัน ไก่ป่าทั้งสี่ตัวก็สุกได้ที่ เดินทางมาไกลขนาดนี้ทั้งห้าคนต่างก็หิวโซ เพียงครู่เดียวเนื้อไก่ก็ถูกจัดการจนเกลี้ยง ​ก่อนจะจากไป ลู่ตงซานยังตั้งใจขุดหลุมฝังกระดูกไก่และเศษซากต่างๆ ลงไปเพื่อให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไปข้างหน้า

อาจเป็นเพราะใกล้จะถึงชายทะเลแล้ว เดินไปได้เพียงครึ่งทางทุกคนก็ได้ยินเสียงคลื่นทะเลซัดสาด ลู่ตงซานไม่เคยไปทะเลมาก่อน เลยยิ่งไม่เคยได้ยินเสียงเช่นนี้มาก่อน 

เขาจึงสะดุ้งโหยงคอยหันมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวงราวกับนกต้องเกาทัณฑ์ ทว่าเมิ่งเสวี่ยกลับเอ่ยปลอบเขาว่า

​“ไม่เป็นไรหรอก คาดว่าเราใกล้จะถึงแล้ว นั่นคือเสียงคลื่นทะเลน่ะ”

​“ดูท่าทางเส้นทางนี้จะไปได้จริงๆ ไม่เสียแรงที่พวกเราดั้นด้นลำบากกันมาตลอดทาง” หวังเชากล่าวพลางปาดน้ำฝนบนใบหน้าและหอบหายใจแรง