LNCrawler

บทที่ 229 กอบกู้ศักดิ์ศรีสำนักศึกษาม่านซาน

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 229 กอบกู้ศักดิ์ศรีสำนักศึกษาม่านซาน

บทที่ 229 กอบกู้ศักดิ์ศรีสำนักศึกษาม่านซาน

 

ในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น บนเวทีด้านล่างก็มีกลุ่มบัณฑิตที่สวมใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแบ่งแยกฝักฝ่ายชัดเจนก้าวขึ้นสู่เวที เฟิงเฉิงอวี่พลันตื่นตระหนกเมื่อพบว่าภายในกลุ่มคนเหล่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะปรากฏคนจากสำนักศึกษาม่านซานของพวกเขาร่วมอยู่ด้วย 

เขาจึงรีบส่งเสียงให้ทุกคนมองตรงไป ​เมื่อทอดสายตามองไป สีหน้าของทุกคนก็พลันย่ำแย่ขึ้นมาทันที โดยเฉพาะฉีผูจื่อถึงขั้นเอ่ยปากสบถคำหยาบออกมาตรงๆ 

“ไอหยา! ใครมันช่างมอบความกล้าให้เจ้าคนสวะกระสอบฟางคนนั้นขึ้นไปบนเวทีกันหึ”

คนที่ฉีผูจื่อเอ่ยปากด่านั้นก็มาจากสำนักศึกษาม่านซานเช่นกัน มีนามว่าเปาซานหยวน ฟังจากชื่อนี้ก็รู้แล้วว่าตระกูลเปาคาดหวังในตัวเขาไว้สูงมากเพียงใด ทว่าน่าเสียดายที่เปาซานหยวนเป็นพวกคุณชายเสเพล เรื่องกินดื่มเที่ยวเล่นนั้นเชี่ยวชาญที่สุด 

เป็นประเภทคนโง่เงินหนาอย่างแท้จริง ส่วนในเรื่องการเล่าเรียนศึกษานั้นเรียกได้ว่าไม่รู้ความเลยสักนิด อย่าว่าแต่สอบได้เลย แม้แต่ครั้งเดียวเขาก็ยังคว้ามาไม่ได้

​จนถึงตอนนี้อายุก็จวนจะสามสิบกว่าแล้วเพิ่งจะฝืนคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลขั้นสุดท้ายมาได้ ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ถึงขั้นสวมใส่ชุดศิษย์ของสำนักศึกษาม่านซานขึ้นไปบนเวที 

ต้องรู้ก่อนนะว่าการที่เขาจะสามารถเข้าเรียนที่สำนักศึกษาม่านซานได้นั้น ทางบ้านต้องใช้กำลังความพยายามและเงินทองไปมหาศาล อีกทั้งยังต้องใช้เส้นสายเข้าประตูหลังมา 

หากว่าเขาไปทำลายชื่อเสียงของสำนักศึกษาม่านซานจนเน่าเหม็นบนเวที เกรงว่านอกจากตัวเขาเองจะซวยแล้ว ยังจะพลอยทำให้ลามปามมาถึงพวกศิษย์ร่วมสำนักที่มาเดินดูความครึกครื้นเช่นพวกเขาไปด้วย

​เกี่ยวกับเรื่องนี้ ภายในใจของทุกคนต่างล่วงรู้แจ่มแจ้งดี และเป็นเพราะเหตุนี้เองสีหน้าของทุกคนถึงได้เปลี่ยนเป็นดำคล้ำลง ​คนที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้ยินคำพูดของฉีผูจื่อก็ทอดสายตามองลงไปด้านล่าง ทว่ากลับมองไม่ออกถึงสาเหตุตื้นลึกหนาบาง

​พวกของลู่หยวนเปาหลังจากเอ่ยปากขอบคุณแล้ว ก็รีบเร่งก้าวเท้าลงจากชั้นสองอย่างรีบร้อน ต้องเสียเงินตำลึงไปจำนวนหนึ่งถึงจะสามารถเบียดเสียดผู้คนเข้าไปจนถึงแถวหน้าสุดได้ 

คังผิงซีสอดส่ายสายตามองไปทั่วบริเวณ จึงพบว่านอกจากเปาซานหยวนแล้ว ยังมีคนของสำนักศึกษาม่านซานอยู่อีกหลายคน เขาจึงรีบเบียดกายเข้าไป พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ซานหยวนขึ้นไปบนเวทีได้อย่างไร” ทุกคนเองก็จวนเจียนจะร้องไห้อยู่แล้ว รีบเอ่ยปากปัดความรับผิดชอบทันควัน 

“ผิงซี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราเลยนะ พวกรวมตัวมาดูความครึกครื้นด้วยกัน ใครจะไปรู้ว่าซานหยวนพอได้ยินว่าหากชนะการประลองบุ๋นที่หอจวี้เซียนแห่งนี้จะสามารถสร้างชื่อเสียงโด่งดังได้ เขาไม่สนใจสิ่งใดรีบไปลงชื่อทันที 

พวกเราคอยเอ่ยปากตักเตือนแล้ว ทว่ากลับไม่อาจรั้งเอาไว้ได้เลย ยามนี้จะทำอย่างไรดี ด้วยความรู้ความสามารถของซานหยวน อย่าว่าแต่ไปประลองบุ๋นกับผู้อื่นเลย แม้แต่จะรังสรรค์บทกวีให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาสักบทเขายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ” คังผิงซีเกิดความโมโมาก

“พวกเจ้ารู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขาดี เหตุใดถึงยังคอยรั้งเอาไว้ไม่ได้! ต่อให้ต้องมัดตัวเอาไว้ก็ต้องลงมือมัด!”

​ทุกคนพลันนิ่งอึ้งไป คล้ายดั่งไม่เคยขบคิดมาก่อนเลยว่าจะสามารถหยิบยกวิธีการที่ดูหยาบคายไร้อารยธรรมปานนี้มาใช้ได้ ลู่หยวนเปาเบียดกายเข้ามา ยื่นมือไปดึงเสื้อผ้าของคังผิงซี พลางเอ่ยปากด้วยสีหน้าท่าทางไม่สู้ดี

“ช่างเถอะ ยามนี้หนทางเดียวที่เหลืออยู่คือต้องให้คนที่มีพื้นฐานความรู้ดีๆ ไปลงชื่อ แล้วขึ้นไปกอบกู้ชื่อเสียงล้างความอับอายในครั้งก่อนกลับคืนมา”

​ลองฟังถ้อยคำคำพูดนี้ดูเถอะ การแข่งขันยังไม่ทันจะเริ่มต้นขึ้นเลย ทว่าทุกคนต่างก็ปักใจเชื่อมั่นไปแล้วว่าจะต้องเกิดผลเช่นไรออกมา ​คังผิงซีพยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าท่าทางหนักอึ้ง พลางทอดถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง 

“ดูท่าแล้วคงทำได้เพียงเท่านี้ เรื่องนี้ข้าจะไปจัดการเอง เจ้ากับเจิ้งซือและคนอื่นๆ ขึ้นไปเฝ้าสังเกตการณ์บนชั้นสองก่อนเถอะ ตรงนั้นมีทัศนียภาพกว้างไกล”

ลู่หยวนเปาไม่ได้เอ่ยปากตอบรับหรือปฏิเสธ เดินถอยกลับมาข้างกายของฉีผูจื่อ พลางซุบซิบกระซิบกระซาบกับพวกเขาอยู่สองสามประโยค กลุ่มคนก็พากันก้าวขึ้นสู่ชั้นสอง

คังผิงซีปลีกตัวจากไปอยู่พักใหญ่ถึงได้ก้าวเท้ากลับขึ้นมา เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องรับรองส่วนตัว เขาก็เผยสีหน้าท่าทางราวกับยกภูเขาออกจากอก พลางเผยรอยยิ้ม

“โชคดีที่ไม่ทำให้ขายหน้า ในที่สุดก็จัดการเรื่องราวเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว”

​จากหน้าต่างของห้องรับรองแห่งนี้ประจวบเหมาะสามารถมองเห็นความคืบหน้าของสถานการณ์ด้านล่างได้อย่างชัดเจน ในยามนี้การประลองบุ๋นรอบแรกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เปาซานหยวนตกรอบไปตั้งแต่รอบแรกตามความคาดหมาย 

และเดินจากไปอย่างเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง เขาหาได้เกิดความตื่นตระหนกตกใจอันใดไม่ ​พอเปาซานหยวนก้าวเท้าลงจากเวที ลู่หยวนเปาก็ละสายตากลับคืนมา เขาทนดูต่อไปไม่ไหวจริงๆ ก่อนเอ่ยปากถามคังผิงซี

“พี่คัง ท่านเลือกผู้ใดให้เป็นตัวแทนออกศึกเพื่อสำนักศึกษาของพวกเรากันหรือ”

​“ตัวเจ้า!”

​“พรวด!” น้ำชาภายในปากของลู่หยวนเปาพ่นกระจายใส่ใบหน้าของคังผิงซีเต็มแรง ทั้งตื่นตระหนกและตกใจยิ่งนัก 

“ท่านบ้าไปแล้ว ตัวข้ามีความสามารถอยู่กี่มากน้อยข้าย่อมรู้ดี! ก็แค่ดีกว่าเจ้าคนสวะกระสอบฟางผู้นั้นขึ้นมาหน่อยเดียวเท่านั้น ส่งข้าขึ้นลานประลองย่อมไม่มีทางสำเร็จแน่นอน” คังผิงซียื่นมือไปเช็ดคราบน้ำชาบนใบหน้าอย่างใจเย็น พลางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“นอกเหนือจากเจ้าแล้ว ยังมีเฉิงอวี่ ผูจื่อ และเจิ้งซือ”

​“แค่กๆๆ” 

ภายในห้องรับรองพลันเกิดสุ้มเสียงไอโขลกดังสนั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ผู้คนที่เดินผ่านไปมาข้างนอกโดยไม่รู้เรื่องราวต่างคิดว่าเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้นด้านใน

​ฉีผูจื่อที่ถูกข่มขู่ตื่นตระหนกจนไอออกมาอย่างรุนแรงพยายามตั้งสติกลับคืนมา ยื่นมือไปกระชากคอเสื้อของคังผิงซีด้วยความร้อนรนใจ 

“เป็นท่านที่บ้าไปแล้วหรือเป็นข้าที่บ้าไปแล้วกันแน่! ส่งข้าขึ้นลานประลองงั้นหรือ ไม่ได้ๆ เด็ดขาด ย่อมไม่ได้แน่นอน...”

​“เจ้าสงบสติอารมณ์ลงหน่อยเถอะ” คังผิงซีเอ่ยปากปลอบประโลม ​เจิ้งซือที่อยู่ด้านข้างก็พลันเกิดความร้อนรนใจตามไปด้วยเช่นกัน 

“เรื่องนี้จะให้สงบสติอารมณ์ได้อย่างไร คนของสำนักศึกษาที่เดินทางมาที่นี่มีตั้งมากมาย เหตุใดท่านถึงผลักไสพวกเราออกไปเล่า มีคนประเภทไหนกันที่ทำเช่นนี้ เหตุใดตัวท่านถึงไม่ก้าวเท้าขึ้นไปเอง”

​“ก็ใครใช้ให้พวกเจ้าเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์กันเล่า” คังผิงซีเอ่ยปากอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทรุดกายลงนั่งด้วยท่าทางสงบนิ่งพลางเอ่ยวิเคราะห์

“พวกเจ้าลองพิจารณาดู ชื่อเสียงของสำนักศึกษาพวกเราถูกเจ้าคนสวะนั่นทำลายจนพังพินาศไปแล้ว การจะกอบกู้สถานการณ์กลับคืนมาพร้อมทั้งกู้ชื่อเสียงให้แก่สำนักศึกษานั้นนับเป็นโจทย์ที่ยากยิ่ง 

ประจวบเหมาะยิ่งนักที่พวกเจ้าทั้งสี่คนมีช่วงอายุไล่เลี่ยกัน ทั้งยังเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลขั้นสุดท้ายตั้งแต่อายุยังน้อย อนาคตย่อมรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด หากว่าพวกเจ้าทั้งสี่คนสามารถคว้าชัยชนะในการประลองบุ๋นมาได้ 

ไม่เพียงแต่จะกอบกู้ชื่อเสียงให้แก่สำนักศึกษาของพวกเราเท่านั้น ทว่ายังจะช่วยประกาศชื่อเสียงของสำนักศึกษาให้ขจรขจายไปไกลอีกด้วย ตัวพวกเจ้าเองก็ย่อมจะได้รับผลประโยชน์ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เหตุใดถึงไม่ยินดีจะทำเล่า”

ลู่หยวนเปาฟื้นคืนสติจากภาพวาดในอากาศ ที่คังผิงซีวาดฝันเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว พลางเอ่ยปากด่าทอ

“ผายลม! ที่ท่านเอ่ยบอกกล่าวมาล้วนเป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้น แล้วหากพวกเราเกิดความพ่ายแพ้ขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า”

​“พ่ายแพ้ก็หาได้ขายหน้าไม่ ใครใช้ให้พวกเจ้าอายุยังน้อยกันเล่า! คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนมีอายุมากกว่าพวกเจ้า ต่อให้พวกเขาชนะพวกเจ้าไปก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องภาคภูมิใจเอ่ยอ้างไม่ใช่หรือ” คังผิงซีกะพริบตาปริบๆ

ลู่หยวนเปาถึงกับน้ำท่วมปาก จนปัญญาจะเอ่ยคำใดไปชั่วขณะ ได้แต่หันไปมองตาประสานสายตากับอีกสามคนที่เหลือ ​คังผิงซีเมื่อเห็นว่าพวกเขายอมโอนอ่อนผ่อนตามแล้ว ก็รีบเร่งรุกคืบต่อไป

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ข้าได้ไปสืบความมาเรียบร้อยแล้ว การประลองบุ๋นรอบแรกในครั้งนี้เป็นรอบที่เรียบง่ายที่สุด สิ่งที่ทดสอบก็คือความรอบรู้และการจดจำ 

โดยผู้ตั้งโจทย์จะร่ายบทกวีหรือบทความออกมาบทหนึ่ง แล้วให้ผู้เข้าแข่งขันบอกกล่าวถึงที่มาที่ไป นึกไม่ถึงว่าขนาดทดสอบเช่นนี้เปาซานหยวนยังยื้อไม่รอดแม้แต่รอบเดียว ไม่เอ่ยถึงย่อมจะดีกว่า”

คำพูดนี้ส่งผลให้ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก การประลองประเภทนี้ แถมยังเป็นรอบแรก หัวข้อโจทย์ที่ตั้งขึ้นมาต้องไม่ลึกซึ้งจนเกินไปอย่างแน่นอน คนปกติทั่วไปย่อมไม่มีทางตกรอบตั้งแต่รอบนี้ 

ทว่าเปาซานหยวนกลับทำได้ดียิ่ง ก้าวเท้าขึ้นไปก้นยังไม่ทันจะอุ่นก็ต้องเดินลงมาแล้ว นี่หาใช่เรื่องขายหน้าธรรมดาไม่ ทว่านับเป็นความอัปยศอดสูครั้งยิ่งใหญ่ของสำนักศึกษาม่านซานเลยทีเดียว คังผิงซีกวาดสายตามองทุกคนรอบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีก

“ถัดจากนี้ยังคงเหลืออีกสี่รอบ รอบที่สองสิ่งที่จะทดสอบคือการเขียนตามคำบอก หัวข้อโจทย์จะถูกตั้งขึ้นมาตามใจชอบของผู้ตั้งโจทย์ ข้ารู้ดีว่าหยวนเปามีความได้เปรียบในด้านนี้ 

เจ้ามีความจำที่เป็นเลิศ ทั้งยังพากเพียรเรียนอ่าน พื้นฐานแน่นหนามั่นคง ประกอบกับลายมืออันงดงามสละสลวยที่แม้กระทั่งท่านอาจารย์ในสำนักศึกษายังเคยเอ่ยปากชื่นชม ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะให้เจ้ารับหน้าที่ลงแข่งในรอบที่สองนี้

​รอบที่สามคือการคิดบทกวี ด้านนี้คือสิ่งที่ผูจื่อมีความเชี่ยวชาญ รอบที่สี่คือการคิดบทพรรณนาให้เฉิงอวี่รับหน้าที่ไป ส่วนรอบสุดท้ายคือการโต้วาที จะมีคนหนึ่งเป็นผู้เปิดศึกหลัก และสามารถพาสหายร่วมศึกไปช่วยหนุนหลังได้ 

จะบอกว่าเป็นรอบการแข่งขันแบบกลุ่มก็ว่าได้ รอบนี้ให้เจิ้งซือเป็นผู้เปิดศึกหลัก ส่วนพวกเจ้าคอยเป็นกองหนุน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นอย่างไร”