LNCrawler

บทที่ 230 ปลายพู่กันพิสูจน์ฝีมือ

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 230 ปลายพู่กันพิสูจน์ฝีมือ

บทที่ 230 ปลายพู่กันพิสูจน์ฝีมือ

 

เมื่อทั้งสี่คนได้ฟังการวิเคราะห์ของคังผิงซี ต่างก็ไม่มีคำใดจะโต้แย้ง ​เนื่องจากจะต้องลงแข่งขัน ถัดจากนี้พวกจึงเขาไม่กล้าทำตัวปล่อยเนื้อปล่อยตัวอีก ได้แต่เฝ้ามองดูการประลองรอบแรกอยู่ภายในห้องรับรองบนชั้นสองจนจบ 

ผู้ชนะคือบัณฑิตคนหนึ่งจากฝั่งฉูโจว หน้าตาหล่อเหลาไม่เลว ทว่าดูจากอายุอานามค่อนข้างมากแล้ว กะประมาณยี่สิบกว่าปี บรรดาผู้คนรอบข้างต่างส่งเสียงเชียร์แสดงความยินดี อีกทั้งยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเผยสีหน้าท่าทางเสียดาย

ลู่หยวนเปาไม่ได้ใส่ใจ เมื่อเสียงฆ้องด้านล่างดังขึ้น เขาก็ผุดลุกขึ้นยืน ​เฟิงเฉิงอวี่และฉีผูจื่อตบไหล่ของเขาพร้อมกันพลางเอ่ยกระตุ้น

“สู้ๆ นะ!”

​“อืม” 

ลู่หยวนเปาสับฝีเท้าก้าวเดินออกไปด้วยความหนักอึ้ง ราวกับเหล่านักรบผู้กล้าที่ยอมสละชีพ รูปการณ์นี้ส่งผลให้พวกของเฟิงเฉิงอวี่พลันเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกตกใจตามไปด้วย ต่างพากันยื่นศีรษะชะโงกหน้ามองลงไปด้านล่างพร้อมกัน

​ทางฝั่งนี้ลู่หยวนเปาก้าวขึ้นสู่ลานประลองเรียบร้อยแล้ว หลังจากเอ่ยปากแนะนำตัวบอกชื่อสำนักศึกษา ฝ่ายตรงข้ามกลับส่งเสียงแค่นหัวร่อเยาะออกมาครั้งหนึ่ง

ลู่หยวนเปาทอดสายตามองไป ประสานสายตากับอีกฝ่าย ฝ่ายตรงข้ามหาได้มีความคิดปิดบังซ่อนเร้นไม่ ส่งรอยยิ้มเยาะหยันประชดประชันมาให้เขาตรงๆ

​รอยยิ้มนี้ส่งผลให้คนของสำนักศึกษาม่านซานที่อยู่ด้านล่างโมโหจนแทบจะกระโดดโลดเต้น กลุ่มคนพากันรุมล้อมเปาซานหยวนเอาไว้ตรงใจกลาง แทบอยากจะลงมือทุบตีสักยก ​ทว่าเปาซานหยวนกลับไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิด ซ้ำยังรู้สึกดีกับตัวเองพลางส่ายหัวไปมาทอดถอนใจ

“ช่างเป็นลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือเสียจริง ขนาดตัวข้ายังไม่ผ่านแม้แต่รอบแรกเลย เจ้าเด็กนี่คงหมดหวังยิ่งกว่า”

​“เจ้าหุบปากซะ!” ทุกคนส่งเสียงคำรามตะคอกขึ้นพร้อมกัน

​เปาซานหยวนหันกลับมามองด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ภายในแววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความไม่เข้าใจ 

“ทำไมหรือ หรือว่าข้าเอ่ยบอกกล่าวสิ่งใดผิดไปหรือ”

​ผู้คนเหล่านั้นไม่อยากจะเอ่ยปากอธิบายความสิ่งใดให้มากความอีกต่อไป ยื่นมือไปอุดปากของเปาซานหยวนเอาไว้ทันควัน พร้อมทั้งเผยรอยยิ้มส่งไปให้ลู่หยวนเปาที่อยู่บนเวที เพื่อส่งแรงใจเชียร์ให้แก่เขา

ลู่หยวนเปาละสายตากลับคืนมา ภายในใจรู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างมาก ทว่าหลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนี้เขากลับไม่ได้เกิดความตื่นเต้นตึงเครียด ละสายตามองสำรวจคนที่เอ่ยปากเยาะหยันเขาผู้นั้น 

ภายในจิตใจพลันจุดประกายเพลิงโทสะในการต่อสู้ขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ประเดี๋ยวเขาต้องแสดงฝีมือออกมาให้ประจักษ์แก่สายตา ดูซิว่าคนพวกนี้ยังจะกล้าใช้สายตามองคนต่ำต้อยอีกได้อย่างไร!

​“การประลองเริ่มต้นขึ้นได้!” พิธีกรเคาะฆ้องส่งเสียงประกาศก้อง

​บุรุษชุดขาวคนหนึ่งก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างไม่เร่งรีบ อายุราวๆ สี่สิบปี หน้าตาดูเป็นมิตรละมุนละไม เผยรอยยิ้มส่งให้แก่ทุกๆ คน ตรงบริเวณหางตาปรากฏริ้วรอยย่นขึ้นมาหลายเส้น ส่งผลให้ดูเป็นกันเองและโอบอ้อมอารีมากยิ่งขึ้น

​“การประลองในรอบนี้ ตัวข้าจะเป็นผู้ตั้งโจทย์ เพื่อความยุติธรรมและเท่าเทียม หัวข้อโจทย์ทุกข้อจะถูกสุ่มจับขึ้นมาจากในกล่องลับ ยามนี้จะให้ทุกท่านได้พิจารณากล่องลับใบนี้กันก่อน”

​บุรุษผู้นั้นจัดการเปิดกล่องลับออก ด้านในเต็มไปด้วยม้วนกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากมาย เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน บุรุษผู้นั้นจึงเอ่ยปากกล่าวต่อ

“เอาล่ะ ยามนี้เริ่มต้นการประลองรอบแรก หัวข้อโจทย์คือ... กวนจวี”

​หัวข้อโจทย์นี้ช่างเรียบง่ายยิ่งนัก คนทั้งยี่สิบคนต่างจับพู่กันขึ้นมาพร้อมกัน และจรดพู่กันเขียนตอบเสร็จสิ้นลงในเวลาไล่เลี่ยกัน ​กระดาษคำตอบของคนทั้งยี่สิบคนถูกนำไปแขวนเอาไว้ เพื่อให้บรรดาผู้ผ่านไปมาได้ร่วมวิจารณ์ประเมินผล 

ลายมืออักษรของลู่หยวนเปาโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมาจากท่ามกลางกลุ่มบัณฑิตที่เข้าร่วมการประลองอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้ไม่อาจเอ่ยอ้างว่าเป็นอันดับหนึ่ง ทว่าตำแหน่งหนึ่งในสามอันดับแรกย่อมไม่มีทางหลุดลอยไปแน่นอน

​คนที่เอ่ยปากเยาะหยันลู่หยวนเปาเมื่อครู่นี้ พลันเกิดความไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันควัน เอ่ยปากคัดค้านประชดประชันด้วยน้ำเสียงกึ่งหนักกึ่งเบา

“สำนักศึกษาม่านซานก็มีฝีมืออยู่แค่ระดับนี้เองหรือ”

​น้ำเสียงนั้นหาได้เบาหรือดังจนเกินไป ทว่าประจวบเหมาะส่งผลให้ผู้คนรอบกายสามารถแว่วได้ยินอย่างทั่วถึง ​สีหน้าของลู่หยวนเปาพลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนเคร่งขรึม เอ่ยปากตอกกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ตัวข้าเพิ่งจะเริ่มเข้าศึกษาเล่าเรียนในสำนักศึกษาม่านซานได้เพียงปีเศษ ย่อมไม่อาจเป็นตัวแทนของสำนักศึกษาม่านซานได้ ทว่าหลังจากได้พิจารณาบทประพันธ์กวีของท่านแล้ว ตัวข้ากลับรู้สึกว่าบทประพันธ์กวีของตนเองยังพอจะมีหน้ามีตาไปอวดผู้คนได้อยู่ขอรับ”

​ถ้อยคำนี้ชัดเจนยิ่งนักว่าต้องการจะสื่อว่าบทประพันธ์ของอีกฝ่ายสู้ตนเองไม่ได้ นับเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ตรงๆ อย่างไร้ความปรานี

​“เจ้า...”

คนผู้นั้นนึกไม่ถึงเลยว่าลู่หยวนเปาที่มีอายุเพียงเท่านี้จะมีฝีปากกล้าปานนี้ ไม่มีมารยาทคุณธรรมในการเคารพผู้ที่อาวุโสกว่าเลยสักนิด ลงมือหักหน้าทำลายเกียรติของเขาตรงๆ ขนาดนี้ 

ส่งผลให้เขาโมโหเดือดดาลจนควันออกหู แทบอยากจะเปิดฉากทุ่มเถียงเหตุผลกับลู่หยวนเปาตรงนั้นทันที ​บุรุษชุดขาวส่งเสียงไอเบาๆ ครั้งหนึ่ง พลันเบนสายตาลงต่ำเอ่ย

“เอาล่ะ รอบแรกไม่มีผู้ใดทำผิดพลาด เข้าสู่รอบที่สองได้”

​การประลองรอบที่สองยังคงเป็นการจับสุ่มขึ้นมาจากกล่องลับ ทว่าในครั้งนี้ได้ทำการผลัดเปลี่ยนกล่องใบใหม่ หัวข้อโจทย์ที่อยู่ด้านในเกรงว่าจะต้องมีความยากกว่ารอบแรกอยู่มากอย่างแน่นอน

​และก็เป็นไปตามคาด เมื่อบุรุษชุดขาวเอ่ยปากเผยรอยยิ้มบอกกล่าวว่าหัวข้อโจทย์รอบที่สองคือกู่เกอ บนลานประลองก็ปรากฏผู้คนสามสี่คนเผยสีหน้าท่าทางลำบากใจ หลังจากลังเลใจอยู่นานแสนนานสุดท้ายก็เลือกที่จะถอดใจยอมแพ้ไป

​ทว่าลู่หยวนเปากลับลงมือจรดพู่กันเขียนคำตอบของตนเองลงไปอย่างสุขุมและไร้ซึ่งความรีบร้อน ​กระดาษคำตอบของคนสิบกว่าคนถูกนำไปแขวนเอาไว้ หลังจากทุกๆ คนร่วมประเมินวิจารณ์อยู่ครู่หนึ่ง

ลู่หยวนเปาย่อมผ่านเข้าสู่รอบถัดไปได้ตามความคาดหมาย ลายมืออักษรยังคงได้รับถ้อยคำชื่นชมจากบรรดาผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าอายุของเขายังเยาว์วัยยิ่ง ยิ่งนับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก

​ในรอบนี้มีผู้คนตกรอบไปถึงห้าคน มีคนหนึ่งที่ไม่สามารถเขียนตอบออกมาได้ จึงเขียนบทกวีมั่วซั่วขึ้นมาบทหนึ่งเพื่อหลอกลวงตบตา สุดท้ายย่อมถูกคัดชื่อทิ้งไปตามระเบียบ

​หัวข้อโจทย์ในรอบที่สามคือจีร่างเกอ โจทย์ข้อนี้ช่างเรียบง่ายยิ่งนัก ทว่านั่นย่อมเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ที่ล่วงรู้แจ้งแจ่มแจ้งเท่านั้น ฝั่งของลู่หยวนเปามีตำราหายากที่หลงเหลืออยู่มากมายมหาศาลที่ถูกเฒ่าจี้ ไป๋หลี่ถิง และเสิ่นเทียนเสาะแสวงหามาให้ 

ย่อมต้องรู้แจ้งถึงบทกวีบทนี้เป็นธรรมดา ​ในระหว่างที่ลู่หยวนเปากำลังลงมือเขียนคำตอบอยู่นั้น คนที่คอยจ้องแต่จะขัดแข้งขัดขาหาเรื่องเขาผู้นั้นก็พลันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเคียดแค้น

ลู่หยวนเปาคล้ายดั่งจะสัมผัสรับรู้ได้บางอย่างจึงเงยหน้าขึ้น ประจวบเหมาะกับประสานสายตาสบเข้ากับแววตาเปี่ยมไปด้วยเพลิงโทสะลุกโชนของอีกฝ่าย มุมปากของเขาหยักยกผุดรอยยิ้มขึ้นมาเล็กลง 

ก่อนจะส่งมอบกระดาษคำตอบของตนเองให้แก่คนที่อยู่ด้านหลังอย่างสงบนิ่ง ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปแขวนเอาไว้ พลางเผยรอยยิ้มส่งไปให้อีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบโดยไร้สุ้มเสียง

“เจ้าพ่ายแพ้แล้ว”

ถูกต้องแล้ว คนผู้นั้นพ่ายแพ้แล้ว เพราะในรอบนี้เขาไม่แม้แต่จะจรดพู่กัน ชัดเจนว่าไม่สามารถเขียนตอบออกมาได้ ​คนผู้นั้นสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปด้วยความโกรธแค้น 

ยามก้าวลงจากเวทีได้หันมาจับจ้องลู่หยวนเปาด้วยสายตาล้ำลึก เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ แน่นอน ​ในห้องรับรองบนชั้นสอง ฉีผูจื่อขมวดคิ้วมุ่น 

“คนผู้นั้นเป็นใครกัน เหตุใดถึงได้มีความจงเกลียดจงชังลู่หยวนเปาลึกซึ้งปานนี้ พวกเขาเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนหรือ” ​เจิ้งซือที่อยู่ด้านข้างส่ายหน้า 

“หากจะพูดให้ถูกต้อง คนผู้นั้นน่าจะมีอคติต่อสำนักศึกษาม่านซานเสียมากกว่า พูดได้เพียงว่าหยวนเปาดันไปอยู่ถูกที่ผิดเวลาจึงได้ปะทะเข้าจังๆ หลังจากนี้พวกเราคงต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น”

​“กลัวอะไรกัน! ตัวข้าหาใช่คนที่จะถูกข่มขู่ได้ง่ายๆ หรอกนะ!” ฉีผูจื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ

​ในยามนี้บนเวทีได้เข้าสู่การแข่งขันรอบที่หกแล้ว จากคนยี่สิบคนหลงเหลืออยู่เพียงสี่คน และลู่หยวนเปาก็เป็นหนึ่งในนั้น ​เมื่อการแข่งขันรอบที่เจ็ดเริ่มต้นขึ้น บุรุษชุดขาวก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“หัวข้อโจทย์ข้อที่เจ็ด คัมภีร์พิธีการแห่งราชวงศ์โจว ที่บันทึกว่าด้วยงานช่าง ผู้ใดเขียนเนื้อหาได้ยาวที่สุดย่อมเป็นฝ่ายชนะ กำหนดเวลาหนึ่งก้านธูป”

​ทุกคนต่างหันมามองตากันไม่กล้าชักช้าเนิ่นนาน รีบจับพู่กันตลบตวัดขีดเขียนอย่างรวดเร็ว ลู่หยวนเปาเขียนไปพลางนึกลอบยินดีไปพลาง ในหมู่คนเหล่านี้เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดจะคุ้นเคยกับตำราคัมภีร์พิธีการแห่งราชวงศ์โจว ที่บันทึกว่าด้วยงานช่าง มากไปกว่าเขาอีกแล้ว 

เนื่องจากลู่ตงซานเป็นช่างไม้ ส่วนเฉินสวี่อันเป็นช่างทอผ้า ในอดีตเขาจึงได้ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าตำราเล่มนี้อยู่ไม่น้อย ด้วยหวังใจว่าจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระความทุกข์ยากของท่านพ่อท่านแม่ได้บ้าง 

จนกระทั่งในภายหลังเมื่อเขาอ่านตำราเล่มนี้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว ทางบ้านก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้เขาคอยช่วยเหลืองานอีก ​นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้นำมาใช้ประโยชน์ในเวลาเช่นนี้