บทที่ 23 ชายหาดร้างที่นางเห็นว่าดีที่สุด
บทที่ 23 ชายหาดร้างที่นางเห็นว่าดีที่สุด
บทที่ 23 ชายหาดร้างที่นางเห็นว่าดีที่สุด
เมื่อลู่ตงซานได้ยินอย่างนั้น ความหวาดกลัวก็มลายหายไปสิ้น เขารู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดโลดเต้น แม้แต่ฝีเท้าที่ก้าวเดินก็เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
เมื่อกลุ่มคนปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขา และได้เห็นท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ไร้ขอบเขต ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในความเงียบ โดยเฉพาะลู่ตงซาน เขาถึงกับยืนอึ้งตะลึงงันไปเลยทีเดียว
ในอดีตเขาเคยแต่ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับทะเล แต่ไม่เคยรู้เลยว่าของจริงเป็นอย่างไร เขามักจะคิดเสมอว่ามันคงไม่ได้ใหญ่ไปกว่าแม่น้ำยงหลังบ้านสักเท่าไหร่ จะมีอะไรน่าแปลกประหลาดนักเชียว
ทว่าเมื่อได้เห็นความยิ่งใหญ่และคลื่นที่โหมกระหน่ำด้วยตาตัวเอง เขาก็ถูกความทรงพลังของมันสยบเอาไว้ได้อย่างสิ้นเชิง เขารู้สึกราวกับมีหินก้อนมหึมากดทับอยู่ที่หน้าอกจนหายใจไม่ออก เมิ่งเสวี่ยเหลือบมองท้องฟ้าแล้วเอ่ยขึ้น
“พวกเราหาทางลงเขาไปดูสถานการณ์ข้างล่างกันก่อนเถอะ”
“ล... ล... ลงไปข้างล่างหรือ”
ลู่ตงซานถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ท้องทะเลทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างลึกซึ้ง ยามนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ถ้ารู้ว่าเป็นเช่นนี้สู้เอาเงินชดเชยเสียยังดีกว่า
แต่พอฉุกนึกถึงคำพูดของเฉินสวี่อัน เขาก็ส่ายหน้า... จะเอาเงินก็ไม่ได้ เห็นทีมีแต่ต้องกัดฟันเดินหน้าต่อไปเท่านั้น โชคดีที่ภูเขาติดทะเลส่วนใหญ่เป็นโขดหิน ไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบัง มีเพียงหญ้ารกชัฏบ้างเล็กน้อยซึ่งไม่เป็นอุปสรรคต่อสายตา
ไม่นานนักทุกคนก็ลงมาถึงชายหาด ทว่าสภาพที่นี่กลับแตกต่างจากที่ทุกคนคาดหวังไว้โดยสิ้นเชิง เฟิงไห่ขมวดคิ้วสั่งการให้คนอื่นๆ แยกย้ายกันไปสำรวจ แม้แต่ตัวเขาเองก็เข้าไปช่วยด้วย
มีเพียงลู่ตงซานที่ยืนจ้องมองเกลียวคลื่นที่ซัดโถมเข้าหาฝั่งตาไม่กะพริบ หูแว่วเสียงคำรามกึกก้องของท้องทะเลจนแทบจะทรุดเข่าลงไปกอง เขาเอ่ยถามเฟิงไห่ที่เดินกลับมาหาด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก
“พี่เฟิง เป็นอย่างไรบ้าง แถวนี้มีบ้านคนบ้างไหม” เฟิงไห่ส่ายหน้า สีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ข้าลองเดินดูรอบๆ คร่าวๆ แล้ว ที่นี่ถูกล้อมด้วยภูเขา ชายฝั่งทั้งหมดเป็นภูเขาหิน ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยเลย อย่าว่าแต่บ้านคนเลย แม้แต่รังนกสักรังยังไม่มีให้เห็น”
ที่นี่มันคือแดน ‘อาถรรพ์ที่นกไม่ถ่าย ไก่ไม่ไข่’ โดยแท้ (เปรียบเปรยถึงที่ที่แห้งแล้งและทุรกันดารมาก) ทว่าเฟิงไห่ไม่กล้าพูดประโยคนี้ออกมาต่อหน้าลู่ตงซาน
ไม่นานนักเมิ่งเสวี่ยและคนอื่นๆ ก็กลับมา ผลการสำรวจก็ไม่ต่างจากเฟิงไห่ ยามนี้ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ที่นี่ชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ไร้ร่องรอยผู้คน
แม้แต่ชาวประมงก็ยังไม่ผ่านมาแถวนี้ แสดงว่าไม่ใช่ชัยภูมิที่ดีแน่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรกร้างว่างเปล่า หากจะมาทำไร่ทะเลที่นี่จริง มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า
อย่าว่าแต่พวกเฟิงไห่เลย แม้แต่ลู่ตงซานเองก็ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง ทว่าเมื่อนึกถึงแววตาแห่งความคาดหวังของเฉินสวี่อันก่อนออกจากบ้าน ลู่ตงซานจึงยังไม่ยอมแพ้
เขาเดินไปสำรวจด้วยตัวเองรอบหนึ่ง สุดท้ายลองเอาไม้ไผ่ยาวๆ ทิ่มลงไปในดินเลนบนชายหาด ทว่าพอทิ่มลงไป ไม้ไผ่ยาวเหยียดนั้นกลับถูกดินเลนดูดกลืนหายวับไปทันที ทำเอาลู่ตงซานหน้าถอดสีด้วยความตกใจ
ขากลับทุกคนต่างก็หมดเรี่ยวแรงและไร้ซึ่งความกระตือรือร้น เฟิงไห่เห็นลู่ตงซานเดินคอตกจึงเอ่ยปลอบ
“ไม่เป็นไรหรอก หากที่นี่ไม่เหมาะสมก็เลือกที่อื่นเสีย ท่านนายอำเภอคงไม่ปล่อยให้พวกเจ้าต้องเสียเปรียบแน่นอน”
ลู่ตงซานพยักหน้าอย่างอ่อนแรง จิตใจเหม่อลอยไปไกล เมื่อทุกคนกลับมาถึงหมู่บ้านซานฝู ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว พวกเฟิงไห่ทั้งสี่คนต้องพักค้างคืนที่บ้านตระกูลลู่อีกหนึ่งคืน
เฉินสวี่อันเตรียมมื้อค่ำไว้รอท่าตั้งนานแล้ว ยังคงเป็นโจ๊กทรงเครื่องเหมือนเมื่อวาน ต่างกันตรงที่เครื่องเคราที่ใส่ลงไป และมีผักคลุกซีอิ๊วหนึ่งจาน กับไข่ต้มอีกหกฟอง ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนส่งมาให้ ลู่ตงซานเปิดประตูบ้านนำทางพลางตะโกนบอก
“เมียจ๋า พวกเรากลับมาแล้ว!”
เฉินสวี่อันล้างมือแล้วเดินออกมาจากครัว ก่อนจะช่วยลู่ตงซานยกของลงจากหลัง พอเห็นของข้างในนางก็ยิ้มร่า
“โอ้! มีไก่ป่าหนึ่งตัว กระต่ายป่าสองตัว ดีทีเดียวๆ” เมื่อเห็นภรรยายิ้มได้ ลู่ตงซานก็รู้สึกดีขึ้นมาก เขาหัวเราะตอบ
“จะว่าไปเข้าป่าวันนี้ก็ได้ของมาไม่น้อย ไก่ป่าน่ะจัดการเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่กระต่ายที่ยังไม่ได้ชำแหละ เจ้าวางไว้ข้างๆ เถอะ เดี๋ยวคืนนี้ข้าจัดการเอง”
“ได้ งั้นกินข้าวกันเถอะ ข้าทำเสร็จหมดแล้ว” เฉินสวี่อันเอ่ยเชิญพวกเฟิงไห่เข้าบ้าน
หลังจากได้ซดโจ๊กร้อนๆ ทุกคนก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เมื่อกินเสร็จเฉินสวี่อันยังเตรียมน้ำร้อนให้พวกเขาได้อาบน้ำชำระกาย ดูแลเอาใจใส่อย่างครบถ้วนจนเฟิงไห่รู้สึกเกรงใจ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูดก่อนจะเล่าสภาพที่ชายหาดให้ฟัง
“หากแม่นางลู่รู้สึกว่าที่นั่นไม่เหมาะสม ข้าจะกลับไปรายงานท่านนายอำเภอให้อีกครั้ง” เฉินสวี่อันหลุบตาลงครุ่นคิด ครู่ใหญ่จึงคลี่ยิ้มบางๆ
“ไม่ต้องลำบากหัวหน้ามือปราบเฟิงหรอกเจ้าค่ะ เอาที่นั่นแหละ” ทุกคนต่างตกตะลึง และหันไปมองเฉินสวี่อันเป็นตาเดียว เฟิงไห่ถึงกับขมวดคิ้วเตือน
“แม่นางลู่ เจ้าต้องคิดให้ดีนะ ที่นั่นนอกจากจะไร้ผู้คนแล้ว ชายหาดยังเป็นเลนตม ก้าวลงไปเพียงก้าวเดียวอาจจะจมหายไปทั้งตัวเลยก็ได้”
“หัวหน้ามือปราบเฟิง สถานการณ์ที่ท่านว่ามาข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ เพียงแต่ไร่ทะเลแห่งอื่นล้วนไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งพวกเราไม่ใช่ชาวประมง ไม่จำเป็นต้องไปแย่งผลประโยชน์กับใครให้ท่านนายอำเภอต้องลำบากใจ
ที่นั่นแม้จะมีข้อเสียสารพัด แต่ข้อดีคืออยู่ใกล้บ้านเรา เดินทางไปกลับวันเดียวได้ ต่อไปค่อยๆ คิดหาทางจัดการไปก็คงจะได้เองเจ้าค่ะ” เฉินสวี่อันเอ่ยเสียงเรียบ
ท่าทางที่ดูรู้ความและเห็นแก่ส่วนรวมของนาง ทำเอาทุกคนรู้สึกละอายใจและนับถือนางอย่างสุดซึ้ง ผู้หญิงที่พวกเขามักจะพบเจอส่วนใหญ่มักจะชอบจู้จี้จุกจิกและคิดเล็กคิดน้อย ต่อให้ดูเป็นกุลสตรีเพียงใดก็คงทำใจกว้างแบบเฉินสวี่อันไม่ได้
“แม่นางลู่ช่างมีคุณธรรมสูงส่ง วางใจเถอะ เรื่องนี้ข้าจะรายงานตามความจริงต่อท่านนายอำเภอ จะไม่ยอมให้พวกเจ้าต้องเสียเปรียบแน่นอน” เฟิงไห่ตบหน้าอกรับประกัน
เฉินสวี่อันยิ้มรับเพียงบางๆ โดยไม่เอ่ยรับคำชมนั้น คืนนั้นเมื่อลู่ตงซานกลับเข้าห้อง เขาอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามย้ำ
“เมียจ๋า เจ้าจะเลือกที่นั่นจริงๆ หรือ ไม่ใช่ข้าจะว่าหรอกนะ แต่ที่นั่นนอกจากใกล้บ้านแล้วก็ไม่มีอะไรดีเลย ต่อให้เขายกชายหาดทั้งหมดนั่นให้เรา มันก็ไม่มีมูลค่าถึงสิบตำลึงเงินหรอกนะ!”
“ท่านจะรีบร้อนไปใย” เฉินสวี่อันค้อนเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างใจเย็น
“ตระกูลติ้งมีความแค้นกับข้าชนิดไม่เผาผี ท่านคิดว่าข้าจะยอมปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบในเรื่องนี้จริงๆ หรือ”
ลู่ตงซานส่ายหน้าโดยสัญชาตญาณ หากดูจากนิสัยอันเด็ดเดี่ยวของเฉินสวี่อันในช่วงนี้ มีแต่คนอื่นที่จะเสียเปรียบให้นาง เขายังไม่เคยเห็นนางเสียเปรียบให้ใครเลย เฉินสวี่อันยิ้มให้เขา
“นั่นแหละคือคำตอบ วางใจเถอะ การค้าครั้งนี้เรามีแต่ได้กับได้ แถมยังจะทำให้คนบ้านตระกูลติ้งต้องกล้ำกลืนความแค้นโดยพูดไม่ออกด้วย!”
ก่อนหน้านี้เฉินสวี่อันไม่เข้าใจว่าทำไมตระกูลติ้งที่ไม่มีเงินถึงไม่ยอมขายไร่ทะเลผืนนั้นคืนให้ทางการเพื่อแลกเป็นเงินเพิ่ม แต่ช่วงไม่กี่วันนี้นางคิดตกแล้ว
หมู่บ้านจงสุ่ยนั้นเป็นถิ่นของเมียเติ้งเหล่าซาน และอยู่ไกลจากหมู่บ้านซานฝูมาก ต่อให้ยกที่ดินตรงนั้นให้พวกนาง พวกนางก็คงยากจะเข้าไปครอบครองอำนาจจัดการได้อย่างแท้จริง
หากพวกนางเลือกที่จะขายที่ดินตรงนั้นทิ้งเพื่อเอาเงิน แม้จะมีเหตุผลรองรับ แต่ในสายตาของท่านนายอำเภอนางก็จะกลายเป็นคนโลภ ยิ่งถ้าคนตระกูลติ้งที่เหลือแต่คนแก่และเด็กมาแสร้งทำตัวน่าสงสาร ร้องห่มร้องไห้เรียกร้องความเห็นใจ
ท่านนายอำเภออาจจะใจอ่อนลดหย่อนโทษให้ติ้งเหล่าซานกับลูกชายก็เป็นได้ ดังนั้นไม่ว่าบ้านลู่จะทำอย่างไร ตระกูลติ้งก็ไม่มีทางขาดทุน ทว่าน่าเสียดายที่พวกนั้นมาเจอกับนาง นางย่อมไม่มีทางปล่อยให้พวกคนชั่วได้สมใจเด็ดขาด!
เช้าวันรุ่งขึ้นเฟิงไห่ และพวกทั้งสี่คนกินโจ๊กไก่ที่เฉินสวี่อันตั้งใจต้มให้ก่อนจะเดินทางกลับตัวเมือง ก่อนจะจากไปเฟิงไห่ได้แวะไปหาหัวหน้าหมู่บ้านอีกรอบหนึ่ง
ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาพูดกำชับอะไรไว้บ้าง เพราะหลังจากที่พวกเขาจากไป หัวหน้าหมู่บ้านก็รีบส่งลูกชายไปเร่งเร้าที่บ้านตระกูลหวงทันที ในวันเดียวกันนั้นเอง
เฉินสวี่อันก็ได้รับข่าวว่าหวงเหมินได้จัดการขายที่ดินและบ้านให้แก่คนในตระกูลที่มีแซ่เดียวกันเพื่อแลกเป็นเงิน แล้วพาทั้งครอบครัวแอบหนีออกจากหมู่บ้านไปอย่างเงียบเชียบ
มีชาวบ้านบางคนที่สอดรู้สอดเห็นแอบเดินตามไปส่งจนกระทั่งพวกเขาก้าวพ้นเขตตำบลซานตงไปแล้วจึงค่อยกลับมารายงาน เมื่อเฉินสวี่อันทราบข่าว นางเพียงยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ
ในยุคสมัยเช่นนี้ การต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปดิ้นรนเอาดาบหน้าในต่างถิ่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ยิ่งนิสัยของหวงเหมินที่ขี้เกียจสันหลังยาวและเจ้าเล่ห์เพทุบาย ผสมโรงกับ นางโจวที่ขี้อิจฉาริษยาและปากคอเราะร้าย
นางเพียงแค่หลับตาคิดก็พอมองออกว่าจุดจบของพวกเขาจะเป็นเช่นไร หนี้แค้นจากชาติปางก่อน ยามนี้ถือว่าได้รับการสะสางแล้วในชาตินี้