บทที่ 24 กำไรครั้งใหญ่ของบ้านตระกูลลู่
บทที่ 24 กำไรครั้งใหญ่ของบ้านตระกูลลู่
บทที่ 24 กำไรครั้งใหญ่ของบ้านตระกูลลู่
ลู่ตงซานเมื่อเห็นภรรยาอารมณ์ดี เขาก็พลอยมีความสุขไปด้วยจนเอ่ยขึ้น
“เมียจ๋า วันมงคลเช่นนี้พวกเราต้องฉลองกันให้เต็มที่เสียหน่อย เจ้าชอบกินกุ้งแม่น้ำ เดี๋ยวข้าจะไปเดินดูที่แม่น้ำยงเสียหน่อย แล้วจะแวะขึ้นเขาไปดูหลุมพรางด้วยว่ามีอะไรติดมาบ้าง”
เขาเริ่มวางแผนงานให้คนในบ้านอย่างกระฉับกระเฉง ลูกคนโตและลูกคนรองให้ออกไปขุดผักป่า และลองหาดูว่าพอจะมีไข่ไก่ป่าหรือไข่เป็ดป่าบ้างหรือไม่
ตัวเขาเองจะต้องเข้าตำบลอีกรอบเพื่อเอาเนื้อกระต่ายป่าไปขาย และถือโอกาสซื้อเนื้อหมูติดมันกลับมาสักจิน เพื่อให้ทุกคนในบ้านได้กินมื้อที่อิ่มหนำสำราญกันสักวัน
ลู่หยวนเซินพอได้ยินว่ามีเนื้อ แววตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที นางรีบคว้าตะกร้าใบเล็กขึ้นสะพายหลังโดยไม่ต้องรอให้เฉินสวี่อันสั่งการ จากนั้นก็ฉุดกระชากลู่หยวนเปาให้รีบออกเดินทางไปด้วยกัน
เฉินสวี่อันเห็นแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ นางรีบวิ่งตามออกไปที่ประตูรั้วแล้วตะโกนไล่หลัง
“ระวังตัวด้วยนะลูก อย่าให้ล้มล่ะ!”
แผ่นหลังของเด็กทั้งสองหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว เฉินสวี่อันส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พอนางหันกลับมาก็สบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของลู่หยวนเว่ย ทำให้นางยิ่งรู้สึกหมดเรี่ยวแรง
“เจ้าเองก็อยากไปด้วยใช่ไหม” ลู่หยวนเว่ยพยักหน้าอย่างซื่อตรง เฉินสวี่อันถอนหายใจเบาๆ พลางเกลี้ยกล่อม
“ลูกสาม ถ้าเจ้าออกไปอีกคนก็จะไม่มีใครช่วยแม่ดูแลน้องๆ แล้วนะ ไม่สู้เจ้าอยู่ช่วยแม่ที่นี่ดีกว่า คืนนี้ไม่ว่าพี่ๆ จะหาอะไรกลับมาได้หรือไม่ แม่ก็จะทำเนื้อให้เจ้ากินแน่นอน ตกลงไหม”
ลู่หยวนเว่ยทำท่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดของเนื้อได้ จึงเอ่ยปากตกลง ทางด้านเฟิงไห่และพวกทั้งสี่คนเดินทางกลับถึงที่ว่าการอำเภอในสภาพฝุ่นตลบ ทันทีที่เข้าถึงข้างในก็มุ่งตรงไปรายงานต่อเสิ่นโหย่วทันที
“ใต้เท้า ผู้น้อยทั้งสี่คนได้ไปสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ นั้นมาแล้วขอรับ ที่นั่นไร้ร่องรอยผู้คนโดยสิ้นเชิง แนวชายฝั่งทั้งยาวและแคบ พื้นที่ก็ไม่ได้กว้างขวางนัก
อย่างมากก็น่าจะประมาณ 40-50 หมู่ (ประมาณ 16-20 ไร่) รอบด้านมีแต่หน้าผาสูงชัน คลื่นทะเลก็โหมกระหน่ำรุนแรง ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ชัยภูมิที่ดีเลย ลู่ตงซานไม่ใช่ชาวประมง ต่อให้เปิดไร่ทะเลไปก็คงไม่ได้ประโยชน์อันใด
ผู้น้อยได้อธิบายสถานการณ์อย่างละเอียดให้แม่นางลู่ฟังแล้ว แต่แม่นางลู่ยังคงยืนกรานจะเลือกที่นั่น นางบอกว่าที่อื่นมีชาวประมงจับจองอยู่แล้ว
ไม่อยากไปแย่งผลประโยชน์กับพวกเขาจนทำให้ใต้เท้าต้องลำบากใจ ผู้น้อยไม่เคยพบเห็นสตรีที่รู้จักกาลเทศะและเห็นแก่ส่วนรวมเช่นแม่นางลู่มาก่อนเลยขอรับ” เฟิงไห่ร่ายยาวด้วยความซึ้งใจ
คำพูดของเฟิงไห่นั้นเจือไปด้วยอารมณ์ส่วนตัวอยู่ไม่น้อย หลังจากไปกินนอนที่บ้านตระกูลลู่มาสองวัน เขารู้ดีว่าฐานะที่บ้านนั้นขัดสนเพียงใด ทว่าสองสามีภรรยาตระกูลลู่กลับเป็นคนซื่อสัตย์และใฝ่ดี
ดูอย่างไรก็น่าคบหา คำพูดคำจาของเขาจึงเอนเอียงเข้าข้างไปโดยไม่รู้ตัว เสิ่นโหย่วลูบเคราครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“บ้านตระกูลลู่ลำบากถึงเพียงนี้ แต่แม่นางลู่ยังมีความคิดเช่นนี้ได้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง ในเมื่อนางช่วยแบ่งเบาความกังวลให้ข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะปล่อยให้พวกเขาเสียเปรียบได้อย่างไร
เอาอย่างนี้แล้วกัน ยกพื้นที่ชายหาดตรงนั้นทั้งหมดให้ตระกูลลู่ไปเลย ถือเป็นค่าชดเชยจากข้าก็แล้วกัน”
เฟิงไห่มุมปากกระตุก ที่ดิน 40-50 หมู่นั้นฟังดูไม่ใช่น้อยๆ หากเป็นที่นาทำกินคงจะรวยเละไปแล้ว แต่นี่เป็นชายหาดรกร้างที่ไร้คนอาศัย แม้แต่ชาวประมงยังไม่ชายตามอง แล้วจะเอาที่ดินพวกนั้นไปทำอะไร
ต่อให้ยกให้ 400-500 หมู่ ในสายตาของเขาก็ยังเทียบไม่ได้กับไร่ทะเลนากุ้งหอยผืนเก่าของตระกูลติ้งเลย ทว่าเขาเป็นเพียงหัวหน้ามือปราบตัวเล็กๆ แม้ในใจจะคิดอย่างไรก็ไม่กล้าคัดค้านออกมาตรงๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสิ่นโหย่วกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้นางอันซื่อฟังหรือไม่ วันต่อมาเมื่อหวังเชาเลยต้องนำโฉนดที่ดินไปส่งที่หมู่บ้านซานฝู ท่านที่ปรึกษากลับมอบเงินให้อีก 2 ตำลึง โดยบอกว่าเป็นเงินชดเชยเพิ่มเติมให้แก่บ้านตระกูลลู่
หวังเชารีบเร่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านซานฝู เขาอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้สองสามีภรรยาตระกูลลู่ฟัง ก่อนจะมอบเงิน 2 ตำลึงให้แก่เฉินสวี่อัน เฉินสวี่อันตั้งใจจะรั้งเขาไว้กินมื้อเที่ยงด้วยกัน
แต่หวังเชากลับยืนกรานปฏิเสธ เขาพลิกตัวขึ้นขี่ม้าแล้วควบจากไปอย่างรวดเร็ว ลู่ตงซานคาดไม่ถึงเลยว่าท่านนายอำเภอจะยกที่ดินชายหาดถึง 40-50 หมู่ให้แก่พวกเขา
แถมยังให้เป็นโฉนดที่ดินอีกด้วย เพราะที่ตรงนั้นยังไม่ได้เปิดเป็นไร่ทะเล ในโฉนดจึงระบุว่าเป็นที่ดิน ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ชายหาดทั้งหมดนั้นได้กลายเป็น
ทรัพย์สินส่วนตัวของตระกูลลู่อย่างสมบูรณ์ ต่อไปไม่ต้องกังวลว่าทางการจะเรียกคืนเพื่อนำไปจัดสรรใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเงินอีก 2 ตำลึงที่ได้มาเปล่าๆ นับเป็นลาภลอยโดยแท้
“เมียจ๋า เจ้าช่างฉลาดจริงๆ ครั้งนี้พวกเราได้กำไรมหาศาลเลยล่ะ เพียงแต่ข้ายังนึกไม่ออกว่าชายหาดนั่นจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง”
ลู่ตงซานเกาหัวพลางยิ้มซื่อ ทว่าในใจกลับรู้สึกไม่มั่นคงเพราะคิดอะไรไม่ออกเลย ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่เฉินสวี่อัน เฉินสวี่อันสบตาที่จ้องมาอย่างรอคอยของเขาก็หลุดยิ้มออกมา
“ท่านพี่อย่ารีบร้อนไปเลยเจ้าค่ะ ค่อยๆ คิดไป ท่านลองคิดดูสิ ครั้งนี้แม้ข้าจะบาดเจ็บแต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดี ที่บ้านเราก็แทบไม่ได้เสียเงินอะไรเลย แถมยังได้เงินชดเชยจากตระกูลติ้งมาอีก นับว่ากำไรแล้วเจ้าค่ะ
ส่วนที่ดินชายหาดเหล่านั้น ต่อให้เปิดใช้ประโยชน์ไม่ได้พวกเราก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร แต่ถ้าเปิดใช้แล้วได้ผลผลิตกลับมาแม้เพียงนิด ก็นับว่าเป็นของแถมที่ได้มาเปล่าๆ คิดเช่นนี้แล้วท่านสบายใจขึ้นบ้างไหมเจ้าคะ”
“จริงด้วย!”
ลู่ตงซานตบหัวตัวเองฉาดใหญ่ รู้สึกเหมือนดวงตาเห็นสัจธรรมขึ้นมาทันที ยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่หอมหวานเขาก็ยิ่งเลื่อมใสในสติปัญญาของเฉินสวี่อัน ยามนี้เขาปักใจเชื่อมั่นในตัวภรรยาอย่างที่สุด อย่างไรเสียเชื่อฟังเมียย่อมไม่มีทางผิดพลาด
ดูเอาเถอะ... เพียงไม่นานบ้านตระกูลลู่ก็มีทั้งเงินทองและที่ดิน ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนไม่รู้กี่เท่าตัว หากพยายามต่อไปอีกสักนิด การส่งลูกๆ ไปเรียนหนังสือก็คงไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป
ในขณะที่บ้านตระกูลลู่กำลังเปี่ยมไปด้วยความสุข ทางฝั่งตระกูลติ้งกลับเหมือนรังแตนแตก นางเหอภรรยาของติ้งเหล่าซานนั่งตบขาแผดเสียงอาละวาดอยู่กลางลานบ้านอย่างบ้าคลั่ง
“ไอ้หยา! ชีวิตข้าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว นังผู้หญิงคนนั้นมันกะจะตัดเส้นทางทำกินของพวกเราให้สิ้นซาก น่าเวทนาเหลือเกินที่ข้าต้องเสียทั้งสามีและลูกชายไป ยามนี้แม้แต่ที่ดินสินเดิมก็ยังถูกขายไปอีก แล้วข้าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร!”
เสียงร้องไห้ฟูมฟายของนางเหอดึงดูดคนในตระกูลให้มามุงดู เดิมทีคนในตระกูลติ้งนั่นแหละที่เป็นคนออกความคิดให้นางยกที่ดินทั้งผืนชดเชยให้ตระกูลลู่
โดยหวังว่าหากโชคดีท่านนายอำเภอจะเห็นใจลดโทษให้ หรือหากไม่ลดโทษ อย่างน้อยนางก็ยังให้ญาติพี่น้องทางฝั่งเดิมของนางไปก่อกวนที่ไร่ทะเลผืนนั้น เพื่อไม่ให้เฉินสวี่อันได้ประโยชน์อะไรไปง่ายๆ
นางเหอตั้งใจจะช่วยคนจึงยอมทำตามคำแนะนำของคนในตระกูล ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่านังผู้หญิงคนนั้นจะกล้าขายไร่ทะเลทิ้งจริงๆ และที่ร้ายยิ่งกว่าคือท่านนายอำเภอกลับนิ่งเฉย ไม่ยอมมอบค่าชดเชยใดๆ ให้พวกตนเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันผิดจากที่คนในตระกูลเคยรับปากไว้
ยามนี้นางเหอเริ่มลนลานจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ดิ้นพล่านเรียกหาความรับผิดชอบจากหัวหน้าตระกูลติ้งให้ช่วยหาทางออก หัวหน้าหมู่บ้านติ้งเมื่อได้รับข่าวก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ามืดมน
เขาตวาดด่านางเหอไปรอบหนึ่ง ก่อนจะส่งคนในตระกูลสองสามคนรีบเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปสืบข่าว ทุกคนรอคอยอย่างกระวนกระวาย จนกระทั่งคนเหล่านั้นกลับมา ทว่าข่าวที่ได้รับกลับทำเอาทุกคนแทบสิ้นสติ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ พวกเขาคืนไร่ทะเลให้ทางการหรือ ไม่ใช่ขายหรอกหรือ”
หัวหน้าหมู่บ้านติ้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเขียวปัด ใบหน้าบูดบึ้งราวกับเมฆดำที่ตั้งเค้าพายุ ชาวบ้านที่ไปสืบข่าวรายงานด้วยท่าทางตัวสั่นงันงก
“เป็นความจริงแท้แน่นอนขอรับ ผู้น้อยสืบอยู่นาน ได้ความว่าอีกฝ่ายเห็นว่าหมู่บ้านจงสุ่ยมันไกลเกินไปอาจดูแลไม่ทั่วถึง ต่อให้ถือครองไร่ทะเลไว้ก็ไม่มีประโยชน์
เดิมทีตั้งใจจะขอให้ท่านนายอำเภอเปลี่ยนที่ดินผืนใหม่ให้ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงเปลี่ยนไม่ได้ สุดท้ายไร่ทะเลที่หมู่บ้านจงสุ่ยผืนนั้นเลยถูกคืนให้ที่ว่าการอำเภอไปจริงๆ ขอรับ”
“บังอาจที่สุด!” หัวหน้าหมู่บ้านตบโต๊ะดังปัง กัดฟันกรอดด้วยความแค้นจนอยากจะฉีกร่างเฉินสวี่อันเป็นชิ้นๆ
“หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าทำตามที่พวกท่านบอกทุกอย่างแล้วนะ ยามนี้เงินก็ไม่ได้ ไร่ทะเลก็สูญเสีย ท่านจะว่าอย่างไร!”
นางเหอตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น นางไม่กล้าไปหาเรื่องท่านนายอำเภอหรือเฉินสวี่อัน จึงทำได้เพียงเกาะติดหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อทวงคำอธิบายเท่านั้น