บทที่ 252 ความหวังดีที่อาจก่อคลื่นได้
บทที่ 252 ความหวังดีที่อาจก่อคลื่นได้
บทที่ 252 ความหวังดีที่อาจก่อคลื่นได้
“หมายความว่าอย่างไร”
พอพูดถึงเรื่องลูก ฮูหยินเฟิงก็เปลี่ยนสีหน้าทันที นางขบคิดคำพูดของเฟิงไห่อย่างละเอียด โทสะพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจก่อนตะโกนเสียงดังลั่น
“หรือว่าตระกูลอู๋จะไม่พอใจบ้านเรา เลยคิดจะทำลายอนาคตของอวี่เจ๋อ ไม่ได้การ! ข้าต้องไปหาฮูหยินอู๋เพื่อคุยให้รู้เรื่อง”
“จะไปคุยให้รู้เรื่องอะไร!” เฟิงไห่ตวาดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร
“หาเรื่องใส่ตัวหรือไง บอกมาตามตรง เจ้าไปพูดหรือทำอะไรต่อหน้าฮูหยินอู๋ใช่ไหม ไม่เช่นนั้นน้องชายลู่จะลำบากมาเตือนถึงเรือนตอนกลางดึกทำไม” แววตาของฮูหยินเฟิงไหววูบ นางเชิดหน้าเถียงคำไม่ตกฟาก
“ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ไม่ได้พูดอะไรด้วย! เหอะ! ตอนนี้ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ขอแค่เป็นเรื่องไม่ดีก็ต้องเป็นฝีมือข้าหมดเลยใช่ไหม ในสายตาท่านข้ามันแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ”
เฟิงไห่ไม่ได้รู้สึกผิดหรือโทษตัวเองเพราะคำย้อนถามของฮูหยินอู๋เลยแม้แต่น้อย เขาจับจ้องมองนางด้วยสายตาคมปราบตาไม่กระพริบแม้แต่แวบเดียว สยบความโอหังของฮูหยินเฟิงลงไปได้โดยสิ้นเชิง จากนั้นจึงเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน
“เจ้าไม่ได้ทำอะไรน่ะดีที่สุด ขอข้าเตือนเจ้าไว้สักคำ อนาคตของอวี่เจ๋อยังถูกกุมไว้ในมือของผู้อื่น ครั้งนี้เฉิงอวี่สอบติดซิ่วไฉ ตามหลักแล้วพวกเราควรจะรีบไปขอบคุณเป็นอันดับแรก ทั้งยังต้องเปรยเรื่องเกี่ยวดองกับตระกูลอู๋ไว้บ้าง วางตัวให้ต่ำต้อย ทำตามธรรมเนียมให้ครบถ้วน
แต่จนถึงตอนนี้พวกเรายังไม่เคยไปเหยียบตระกูลอู๋เลยสักครั้ง ซ้ำยังไม่เคยแสดงท่าทีใดๆ พูดออกไปจะกลายเป็นว่าพวกเราเสร็จนาฆ่าโคถึกเสียเปล่าๆ เช้าวันนี้ยามข้ากลับมาจากที่ว่าการ เจ้าจงเตรียมตัวไปตระกูลอู๋กับข้าสักครั้ง”
ฮูหยินเฟิงไม่อยากไปจากส่วนลึกของหัวใจ ทว่านางก็รู้ดีว่าตนเองมีบุตรชายสองคน วันหน้ายังต้องหยัดยืนในตัวอำเภอ จะทำเกินงามไปไม่ได้ จึงได้แต่ยอมรับคำอย่างไม่เต็มใจ
เฟิงไห่เห็นนางทำท่าทางเช่นนี้ก็เกิดโทสะขึ้นมา เขาพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ฮูหยินเฟิงคิดว่าเรื่องนี้ผ่านพ้นไปแล้วจึงลอบถอนหายใจยาว
ทว่านางกลับไม่รู้เลยว่าเฟิงไห่หันหลังกลับไปก็เรียกหญิงรับใช้ชราคนสนิทของนางมาเค้นถามทันที หญิงรับใช้ชราผู้นั้นหวาดกลัวเฟิงไห่จนหน้าถอดสี ขุดเรื่องที่ฮูหยินเฟิงเชิดหน้าชูคอยโสต่อหน้าฮูหยินอู๋ออกมาจนหมดสิ้น ทำเอาเฟิงไห่โกรธแทบบ้า
เขาด่าทอฮูหยินเฟิงอยู่ที่เรือนยกใหญ่ ก่อนจะแบกของขวัญมากมายเดินทางไปตระกูลอู๋เพียงลำพัง ทางฝั่งนี้ครอบครัวของเฉินสวี่อันได้ออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ลู่ตงซานไม่ได้นอนมาทั้งคืน พอขึ้นรถม้าได้ก็นอนหนุนตักของเฉินสวี่อัน
เพียงไม่นานก็ส่งเสียงหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ สองสามีภรรยานั่งรถม้าคันเดียวกัน ส่วนบุตรชายและบุตรสาวแยกนั่งกันอีกคัน จึงแลดูสงบเงียบยิ่งนัก เขาหลับสนิทอย่างเป็นสุข กระทั่งผ่านพ้นช่วงบ่ายไปแล้วถึงได้ตื่นขึ้นมา
เฉินสวี่อันพิงหมอนนุ่มอ่านตำราอยู่ พอเห็นเขาตื่นแล้ว มุมปากก็ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเก็บตำราเข้าลิ้นชักลับด้านข้าง พลันเอ่ยเสียงนุ่ม
“ตื่นแล้วหรือ อยากจะกินขนมสักหน่อยไหม”
สติของลู่ตงซานค่อยๆ แจ่มใสขึ้น ก่อนพบว่าตนเองนอนหนุนตักของเฉินสวี่อันอยู่จึงรีบผุดลุกขึ้น พลันช่วยบีบนวดให้นางตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยดวงตาปรือสะลึมสะลือ
“ยามใดแล้วหรือ”
“เจ้าแทบจะนอนยาวจนฟ้ามืดแล้ว!” เฉินสวี่อันทั้งขุ่นเคืองทั้งนึกขบขัน นางยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้แก่เขา พลันเอ่ยพึมพำ
“อีกประเดี๋ยวก็จะเดินทางถึงตัวตำบลแล้ว ท่านนอนหลับอุตุขนาดนี้ ยามค่ำคืนจะทำอย่างไรกัน” ลู่ตงซานส่ายศีรษะอย่างไม่ใส่ใจ เขากระดกน้ำเข้าปากสองอึกจนสร่างง่วงก่อนจะเอ่ย
“เมื่อก่อนยามข้าเดินทางรอนแรมอยู่ด้านนอกก็เป็นเช่นนี้ พวกเราให้รถม้าหยุดพักชั่วครู่สั้นๆ มักจะเร่งเดินทางกันทั้งวันทั้งคืน ทุกคนสลับสับเปลี่ยนกันไป มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็พักผ่อน ชินชาแล้วล่ะ” เฉินสวี่อันได้ฟังก็เกิดความปวดใจ นางปรายสายตามองค้อนใส่เขาด้วยความเคืองครั้งหนึ่ง
“ยามนี้วันเวลาของพวกเราหาได้แย่ไม่ ไม่จำเป็นต้องให้ท่านต้องทุ่มเทชีวิตขนาดนั้นแล้ว” ลู่ตงซานพยักหน้ารับคำอย่างเป็นงานเป็นการ เผยรอยยิ้มบางอันพึงใจ
“ยามนี้กิจการค้าขายด้านนอกนับว่ามั่นคงดีแล้ว หากไม่คิดจะขยายกิจการต่อ ย่อมสามารถหยุดพักผ่อนได้จริงๆ”
“เช่นนั้นก็ดีแท้ๆ! ท่านจงพักอยู่เรือนให้ดีสักสองสามปี จัดการเรื่องงานมงคลของพวกเด็กๆ ให้เรียบร้อยเถอะ” เฉินสวี่อันเอ่ยสำทับ
ลู่ตงซานรวบตัวนางเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมอก พลันลูบไล้ใบหน้าของเฉินสวี่อัน ก่อนจะเอ่ยทอดถอนใจ
“เมียจ๋า เจ้าว่าลูกชายทั้งสามคนในเรือนเราต่างก็มุ่งหน้าสู่เส้นทางขุนนาง วันหน้ากิจการครอบครัวนี้จะให้ผู้ใดสืบทอดดีเล่า มิฉะนั้นพวกเรามาให้กำเนิดลูกชายอีกสักคนดีหรือไม่” เฉินสวี่อันถลึงตาใส่เขาในทันควัน นางซุกกายเข้าสู่อ้อมอกของเขา พลันเอ่ยอย่างแง่งอนตัดพ้อ
“ตาแก่ไม่รู้จักอาย! อายุอานามตั้งขนาดนี้แล้วไม่คิดเรื่องอุ้มหลาน แต่กลับอยากจะอุ้มลูกชายอีกหรือ! ท่านไม่ใส่ใจแต่ข้าอับอายขายหน้าผู้คนจะแย่!”
แม้ในตอนนี้การมีบุตรเมื่ออายุมากจะเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ก็มักจะกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารของผู้อื่นได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่ตระกูลของพวกเขาเริ่มมีหน้ามีตา
หากมีเรื่องอะไรเพียงเล็กน้อย ผู้คนในหมู่บ้านก็สามารถนำไปซุบซิบนินทากันได้นานถึงสามวันสามคืน
“ข้าเพียงแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้น! หากไม่มีลูกชายสืบทอดกิจการ ก็แค่คัดเลือกจากหลานๆ สักคนก็สิ้นเรื่อง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ทุกคนจะเป็นดาวเด่นด้านวิชาการกันหมด!”
ลู่ตงซานเพียงแค่พูดหยอกล้อเท่านั้น ต่อให้เฉินสวี่อันอยากจะมี เขาก็ไม่มีวันยอม เพราะพวกเขามีบุตรชายหญิงรวมกันถึงห้าคนแล้ว และทุกคนล้วนยอดเยี่ยมทั้งสิ้น เขาจะคิดสั้นไปทำไมถึงจะยอมให้ภรรยาต้องไปรับความทรมานเช่นนั้นอีก เฉินสวี่อันได้ยินอย่างนั้นก็นึกขำขึ้นมา
“หากทุกคนเป็นดาวเด่นด้านวิชาการกันหมดล่ะจะทำอย่างไร” ลู่ตงซานยิ้มกว้าง ทำท่าทางโอ้อวดอย่างภูมิใจ
“นั่นก็แปลว่าพวกเรามีความโชคดีหรือมีบุญวาสนามาก ต่อให้ไม่มีคนมารับช่วงต่อ ข้าก็ยินดี!” เฉินสวี่อันหัวเราะจนตัวโยน หยอกล้อกับลู่ตงซานอยู่พักใหญ่จึงเริ่มซักไซ้
“เมื่อคืนกลางดึกท่านเดินทางไปที่ไหนมา” ลู่ตงซานใช้เคราของเขาถูไถใบหน้าของนางพลางพึมพำเสียงเบา
“ไปบ้านตระกูลเฟิงมา ไปเตือนสติพี่ใหญ่เฟิงเล็กน้อย” เฉินสวี่อันตกใจ ตบที่คางของเขาที่กำลังอยู่ไม่สุข
“ตงซาน ข้านึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็นคนใจดีจนเกินไป เรื่องนี้ยังจะรีบกระโจนเข้าไปยุ่ง พี่ใหญ่เฟิงน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่เกรงว่าหากฮูหยินเฟิงรู้เข้า นางคงโทษว่าท่านทำเรื่องมากเกินไปแน่”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง!”
ลู่ตงซานทำสายตางุนงงและไม่เข้าใจ ในความทรงจำของเขา แม้ฮูหยินเฟิงจะไม่ใช่คนที่รู้จักกาลเทศะเท่าไรและมักจะถือตัว แต่ก็ไม่น่าจะถึงกับไม่รู้เรื่องรู้ราวถึงเพียงนั้น อีกอย่างเขาก็ทำไปเพื่อเห็นแก่บุตรชายของฮูหยินเฟิงแท้ๆ จะมาโทษเขาเรื่องอันใด
เฉินสวี่อันเห็นเขาเป็นเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วนั่งตัวตรงอย่างสง่างาม
“ท่านยังไม่เข้าใจผู้หญิงหรอก แต่เป็นแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร ว่ากันเข้าเรื่องเลย ฮูหยินเฟิงนั้นข้าพอจะเข้าใจนิสัยใจคอของนางอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่ข้อเสียนั้นมีไม่น้อยเลย หากจะใช้คำเปรียบเปรยก็คือ ‘ใจสูงเกินเทียมฟ้า’
ความทะเยอทะยานสูงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร น่าเสียดายที่ครอบครัวเดิมของนางไม่สนับสนุนเท่าที่ควร นางจึงรู้สึกเสมอว่าตนเองเงยหน้าไม่ออกในบ้านสามี และกลัวว่าผู้อื่นจะนินทาลับหลังเรื่องครอบครัวเดิม
พอยิ่งเป็นเช่นนี้ นางก็ยิ่งทุ่มเทความหวังทั้งหมดไปที่ตัวเด็กๆ มุ่งมั่นแต่จะให้ลูกชายได้ดิบได้ดีเพื่อกู้หน้าให้นาง ในตอนนี้เมื่อเฟิงเฉิงอวี่ได้ดิบได้ดีแล้ว หากนางไม่ถือโอกาสนี้วางก้ามอวดเบ่งเสียบ้างก็คงไม่ใช่นางแล้ว
การที่ท่านไปพูดเรื่องพวกนั้นในขณะที่นางกำลังลำพองใจ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาน้ำเย็นไปราดนาง ใครจะไปดีใจด้วยเล่า! หากต่อมานางถูกพี่ใหญ่เฟิงตำหนิเข้า นางจะต้องพาลโกรธท่านอย่างแน่นอน” ลู่ตงซานฟังจนตาค้าง ด้วยความร้อนใจจนแทบจะมีเหงื่อกาฬไหลซึมออกมา
“เมียจ๋า เจ้าว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไรดี หากเกิดเรื่องเพราะคำพูดของข้าจนทำให้สองสามีภรรยาเขาต้องผิดใจกัน ข้ามิกลายเป็นคนบาปไปหรอกหรือ!”
“ตอนนี้รู้จักกลัวแล้วหรือ” เฉินสวี่อันกลอกตาอย่างจนใจ เมื่อเห็นว่าลู่ตงซานร้อนใจจริงๆ ก็เลิกขู่เขา
“วางใจเถอะ พี่ใหญ่เฟิงใช่ว่าจะไม่เคยผ่านคลื่นลมมาเสียหน่อย เรื่องเล็กน้อยเท่านี้เขาย่อมจัดการได้ดี ข้าเพียงแต่เตือนท่านไว้คำหนึ่ง วันหน้าอย่าได้หวังดีแต่กลับกลายเป็นทำเรื่องแย่ๆ ไปเสียเล่า”
“ข้ารู้แล้ว” ลู่ตงซานลอบถอนหายใจยาว ร่างกายคล้ายกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมออก เขาขมวดคิ้วพลันเอ่ยอย่างหดหู่
“วันหน้าเรื่องนี้ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งอีกแล้ว มันช่างเหนื่อยจริงๆ”
ยามดวงตะวันตกดินลับขอบฟ้า รถม้าที่โยกคลอนไปมาในที่สุดก็หยุดลง ด้านนอกมีเสียงของคนขับรถม้าดังแว่วเข้ามา
“นายท่าน ฮูหยิน เดินทางมาถึงตัวตำบลแล้วขอรับ จะเข้าพักที่โรงเตี๊ยมที่เคยหยุดพักคราวก่อนสักหนึ่งคืนหรือไม่ขอรับ”
ลู่ตงซานเอ่ยตอบรับเสียงแผ่วเบาไปคำหนึ่ง รถม้ายังคงมุ่งหน้าต่อไปอีกครู่สั้นๆ ยามที่คนกลุ่มหนึ่งเพิ่งจะก้าวเท้าลงจากรถม้าเพื่อเข้าสู่โรงเตี๊ยม ก็ประจวบเหมาะเจอเข้ากับอู๋เหวินจื่อและอู๋อี้ข่ายที่กำลังกินมื้อค่ำอยู่ตรงโถงส่วนกลางพอดี