บทที่ 25 ได้หมูป่ามาระหว่างถางทางไปทะเล
บทที่ 25 ได้หมูป่ามาระหว่างถางทางไปทะเล
บทที่ 25 ได้หมูป่ามาระหว่างถางทางไปทะเล
สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านยามนี้มืดมนยิ่งกว่าก้นหม้อ ทว่ากลับต้องจำใจกล้ำกลืนความรู้สึกนั้นลงไป เดิมทีเขาวางแผนไว้อย่างดิบดีว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกทางใดล้วนเป็นประโยชน์ต่อพวกตน คิดไม่ถึงเลยว่าคนบ้านลู่จะไม่เล่นตามตำรา
ยามนี้ครอบครัวติ้งเหล่าซานจึงกลายเป็นเสียทั้งที่ดินทั้งโอกาส (เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง) ที่ร้ายกว่านั้นคือแผนการทั้งหมดมาจากพวกตน หากไม่ให้ผลประโยชน์บางอย่างเพื่อปิดปากนางเหอ มีหวังเรื่องไม่จบง่ายๆ แน่
ตามหลักแล้วหัวหน้าหมู่บ้านติ้งไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวนางเหอ ทว่าครอบครัวเดิมของนางเหอนั้นดุดันและไม่ยอมคน แม้บิดานางจะเสียไปแล้วแต่บรรดาพี่ชายล้วนไม่ใช่คนที่จะล่วงเกินได้ง่ายๆ
อีกทั้งปลาทะเลที่คนในหมู่บ้านได้กินส่วนใหญ่ก็ได้ซื้อมาในราคาถูกจากหมู่บ้านจงสุ่ยผ่านทางนางเหอ หากทำให้นางโกรธแค้นจนถึงที่สุด หมู่บ้านตระกูลติ้งย่อมถูกคนบ้านเหอแก้แค้น เมื่อถึงตอนนั้นจะกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย
ทว่าการชดเชยนี้ก็มีเงื่อนไข หากเอาเงินจากกองกลางของหมู่บ้าน ชาวบ้านคนอื่นย่อมไม่ยินยอม แต่หากจะให้เขาควักกระเป๋าตัวเองคนเดียว เขาก็ไม่อยากเป็นคนซื่อบื้อที่ต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง
อย่างไรก็ตามไม่ว่าหมู่บ้านตระกูลติ้งจะวุ่นวายเพียงใดล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเฉินสวี่อันและครอบครัว เมื่อบ้านตระกูลลู่ได้ทั้งเงินและที่ดิน ชีวิตก็เริ่มมีความหวัง ลู่ตงซานจึงยิ่งขยันทำงานมากขึ้น เพียงพริบตาเดียวก็เข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อน
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหุบเขาลึกไม่ได้รับรู้ถึงการผลัดเปลี่ยนของฤดูกาลได้ชัดเจนเท่ากับชาวเมืองหรือชาวบ้านในที่ราบ โดยเฉพาะในป่าที่มีร่มเงาไม้ปกคลุมตลอดทั้งวัน
ต่อให้เป็นช่วงกลางฤดูร้อนอากาศก็ไม่ได้ร้อนจัดนัก อย่างมากก็เพียงแค่แสงแดดจ้าในช่วงเที่ยงวันซึ่งทำให้การลงนาลำบากขึ้นเล็กน้อย ทว่าบ้านตระกูลลู่มีที่นาไม่มาก
ลู่ตงซานจึงมักจะลงนาแต่เช้าตรู่ และกลับมาเก็บงานอีกทีในช่วงโพล้เพล้ เวลาที่เหลือส่วนใหญ่เขาจึงทุ่มเทให้กับการเข้าป่า ในเมื่อท่านนายอำเภอยกที่ดินริมทะเลผืนนั้นให้พวกเขาแล้ว
ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยเสียหน่อย ทว่าที่ดินประเภทนั้นเขาไม่เคยเห็นและไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน จึงต้องขอความช่วยเหลือจากเฉินสวี่อัน
และการจะพาเมียไปที่นั่นได้ เขาจำเป็นต้องถางเส้นทางให้เดินได้สะดวกเสียก่อน โชคดีที่ตอนไปสำรวจครั้งแรกเขาทำเครื่องหมายไว้แล้ว ช่วงที่งานในนาไม่ยุ่ง เขาจึงถือโอกาสเข้าป่าเพื่อถางทาง
การทำงานในป่าลึกเช่นนี้ต้องใช้ความระมัดระวังสูง ไม่เพียงแต่อุปกรณ์ต้องครบถ้วน แต่ยังต้องระวังการจู่โจมจากงูเงี้ยวเขี้ยวขอและสัตว์ร้าย ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าชื่นใจไม่น้อย
ดูเอาเถอะ เพียงแค่ของที่ลู่ตวซานหิ้วกลับบ้านในแต่ละวัน ก็เพียงพอจะทำให้ทั้งครอบครัวดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว
“ท่านพี่ หากไม่รู้ว่าท่านจะไม่โกหกข้า ข้าคงสงสัยไปแล้วว่าท่านไม่ได้ไปถางทางแต่ไปล่าสัตว์แทน”
เฉินสวี่อันเบิกตากว้างมองดูหมูป่าที่นอนอยู่บนพื้น นางไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือสงสารสามีที่ต้องเหนื่อยล้าขนาดนี้ดี ลู่หยวนเปาที่อยู่ข้างๆ ใช้ไม้ลองเขี่ยหมูป่าดูสองสามที เมื่อเห็นมันนิ่งสนิทจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางมองบิดาด้วยความเลื่อมใส
“ท่านพ่อ ท่านช่างเก่งกาจนัก แม้แต่หมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ท่านยังล้มมันได้”
ลู่ตงซานลากหมูป่ากลับมาตลอดทางจนเหนื่อยหอบ เขาหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้พลางส่ายหน้า
“พ่อไม่ได้เป็นคนล่ามันหรอกลูก มันตกลงไปในหลุมพรางเองต่างหากเล่า”
“อะไรนะ มีหมูป่าออกมาเพ่นพ่านอีกแล้วหรือขอรับ มันจะวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านเราไหม” ลู่หยวนเปาเปลี่ยนสีหน้าเป็นกังวลทันที ความดีใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
เขาเติบโตมาในหมู่บ้านย่อมรู้ถึงความน่ากลัวของหมูป่าดี ได้ยินว่าเมื่อหลายปีก่อนเคยมีหมูป่าลงเขามาทำร้ายคน ทว่าหลายปีมานี้กลับไร้ร่องรอยจนทุกคนทึกทักเอาเองว่าพวกมันคงไม่มาแถวนี้แล้ว ไฉนจู่ๆ ยามนี้ถึงปรากฏตัวขึ้นอีก
ลู่ตงซานเห็นเด็กๆ เริ่มหวาดผวา จึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เล่าเรื่องที่ดินริมทะเลให้พวกเขาฟัง เขาจึงพยายามอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังรอบหนึ่ง ยามนี้สายตาที่ลูกๆ มองเขากลับเปลี่ยนไปอย่างประหลาด
“ท่านพ่อไม่ได้เป็นไข้ใช่ไหมเจ้สคะ เหตุใดจึงพูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้” ลู่หยวนเซินเอ่ยถามด้วยความกังวล ลู่หยวนเปาก็พยักหน้าเห็นพ้อง
“สงสัยจะเป็นโรคอื่นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ฝันกลางวันแบบนี้ ท่านนายอำเภอเป็นถึงขุนนางใหญ่ที่สุดในอำเภอเรา จะมายกที่ดินให้บ้านเราโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไรขอรับ”
สองพี่น้องรับส่งคำพูดกันจนเฉินสวี่อันหลุดหัวเราะเสียงดัง แม้แต่ลู่ตงซานเองก็อดขำไม่ได้ เขาตบหัวเด็กทั้งสองเบาๆ
“พวกเจ้านี่ไม่อยากให้พ่อได้ดีบ้างเลยหรือ! ฝันกลางวันอะไรกัน พ่อนี่แหละที่เห็นพวกเจ้าชอบฝันหวาน เมื่อคืนใครกันนะที่ละเมอโวยวายอยากกินเนื้อ”
ลู่หยวนเปาก้มหน้าด้วยความขัดเขิน เมื่อก่อนนานๆ ครั้งถึงจะได้กินเนื้อสักที เขารู้ดีว่าที่บ้านไม่มีเงินซื้อจึงไม่กล้าคาดหวัง ทว่าปีนี้ที่บ้านมีเนื้อให้กินอยู่บ่อยครั้ง แม้จะไม่ได้กินจนอิ่มหนำสำราญแต่ก็พอให้หายอยากได้
นั่นกลับทำให้เขาเริ่มติดรสชาติเนื้อมากขึ้น ประกอบกับกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต เขาจึงยิ่งโหยหาการกินเนื้อ เรื่องนี้นเดิมทีลู่ตงซานไม่รู้แน่ ต้องเป็นยัยหนูหยวนเซินที่แอบไปฟ้องแน่ๆ
เมื่อถูกลู่ตงซานเบี่ยงประเด็น เด็กๆ ก็ลืมเรื่องที่ทุ่มเถียงกันเมื่อครู่ไปสิ้น มัวแต่จดจ้องหมูป่าบนพื้นตาเป็นมัน ลู่ตงซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“หมูป่านี่หาได้ยาก เอาอย่างนี้ พ่อจะเอาของไปขายในเมืองเพื่อแลกเงินมาให้ได้เยอะๆ พอมีเงินแล้วพ่อจะซื้อเนื้อหมูบ้านกลับมาให้พวกเจ้ากิน ดีไหม”
เด็กๆ พยักหน้าหงึกหงักรัวๆ พวกเขาไม่เกี่ยงว่าเป็นเนื้อชนิดใด ขขอเพียงเป็นเนื้อก็พอแล้ว ลู่ตงซานเบิกบานใจยิ่งนัก เขาจึงเอ่ยกับเฉินสวี่อัน
“อากาศร้อนของสดเก็บไว้นานไม่ได้ ข้าจะไปยืมรถเข็นในหมู่บ้านแล้วจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย คาดว่าคงต้องเดินทางข้ามคืนไปถึงที่นั่นตอนเกือบสว่าง พอขายของเสร็จก็จะรีบกลับมา น่าจะถึงบ้านตอนเย็นวันพรุ่งนี้” เฉินสวี่อันรู้สึกสงสารเขานัก
“ทำแบบนั้นท่านก็ไม่ได้พักผ่อนเลยน่ะสิ ร่างกายจะรับไหวได้อย่างไรเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก จัดการของพวกนี้ให้เรียบร้อยก่อนจะดีกว่า”
ลู่ตงซานตอบอย่างไม่ใส่ใจ คนชนบทไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมาก ขอเพียงมีเงินให้หา ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนเขาก็ทนได้ เฉินสวี่อันจนใจจึงได้แต่พยักหน้ายอมรับ
ในระหว่างที่ลู่ตงซานไปยืมรถเข็นในหมู่บ้าน นางจึงรีบจุดไฟเพื่อจี่แผ่นแป้งให้เขาพกติดตัวไป แม้วัตถุดิบในบ้านจะมีจำกัด แต่นางก็พยายามทำให้ดีที่สุด
นางสั่งให้หยวนเปาและหยวนเซินช่วยกันแกะเปลือกกุ้งและตีไข่ จากนั้นก็ไปเด็ดต้นหอมป่าและยอดผักป่าที่ยังอ่อนอยู่มาสับละเอียดผสมลงไป เติมเกลือเล็กน้อยแล้วกวนให้เข้ากัน
น้ำมันและแป้งหมี่ขาวล้วนเป็นของล้ำค่า บ้านตระกูลลู่ยามนี้ยังไม่ถึงขั้นจะกินได้ตามใจชอบ แป้งที่ใช้จึงเป็นแป้งหยาบ ส่วนน้ำมันก็ทำได้เพียงใช้ใบผักแตะน้ำมันเล็กน้อยมาทาเคลือบผิวกะทะเพียงไม่ให้แป้งติดเท่านั้น
เมื่อแผ่นแป้งเริ่มสุก กลิ่นหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่วลานบ้านจนเด็กๆ นั่งไม่ติดที่ แม้แต่ ลู่หยวนซิงลูกคนเล็กสุดยังส่งเสียงอ้อแอ้พลางทุบม้านั่งน้ำลายไหลยืดเต็มคาง เฉินสวี่อันเห็นแล้วทั้งขำทั้งสงสาร จึงได้รีบบอก
“พวกเจ้าออกไปเล่นข้างนอกก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จะแบ่งให้ชิมรองท้องกันคนละนิด”
“ไชโย! ได้ชิมของอร่อยแล้ว!”
ลู่หยวนเปาดีใจจนอุ้มลู่หยวนเว่ยขึ้น สองพี่น้องหยอกล้อกันออกจากครัวไป ส่วนลู่หยวนเซินอยู่ช่วยคุมไฟต่อ ไม่นานนักลู่ตงซานก็กลับมา เขาก้าวเข้าลานบ้านพลางสูดจมูกฟุดฟิดถามด้วยความแปลกใจ
“เมียจ๋า ทำอะไรกินน่ะ หอมจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
“ท่านพ่อ ท่านแม่จี่แผ่นแป้งขอรับ”
ลู่หยวนเว่ยตะโกนตอบ น้ำเสียงใสซื่อฟังแล้วชวนให้คนฟังรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก เฉินสวี่อันเห็นสามีกลับมาจึงรีบยกตะกร้าที่บรรจุแผ่นแป้งจี่ร้อนๆ ออกมามอบให้
“ข้าจี่แผ่นแป้งไว้ให้ท่านหกแผ่น เพียงพอให้ท่านกินจนถึงตัวเมืองเจ้าค่ะ แล้วก็นี่... กระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำต้มสุก ท่านระวังหน่อยนะเจ้าคะอย่าให้ลวกมือ”
ลู่ตงซานเปิดผ้าคลุมออก กลิ่นหอมที่พุ่งออกมาทำเอาเด็กๆ แทบน้ำลายสอ เขาตั้งใจจะหยิบออกมาแบ่งให้ลูกๆ แต่เฉินสวี่อันห้ามไว้
“ไม่ต้องห่วงพวกเขาหรอกเจ้าค่ะ ในครัวยังมีอีก ข้าไม่มีทางปล่อยให้ลูกตัวเองหิวแน่นอน ท่านเดินทางเถิดเจ้าค่ะ ฟ้ามืดทางจะมองไม่ชัด ข้าเตรียมฟืนไว้ให้ท่านสองสามกิ่ง หากจำเป็นก็จุดไฟใช้เป็นคบเพลิงได้เจ้าค่ะ”
เฉินสวี่อันกำชับสั่งความเสียยืดยาว ลู่ตงซานรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ เมื่อนางสั่งความจบเขาจึงเริ่มออกเดินทางพร้อมกับเข็นหมูป่าหนักสองสามร้อยจินไปตามทาง
ยามนี้แสงสายัณห์ฉาบเคลือบไปทั่วท้องฟ้า หากอยู่ริมทะเลคงได้ชมพระอาทิตย์ตกดินที่งดงาม ทว่าที่นี่คือหมู่บ้านที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา แสงสว่างจึงเลือนหายไปเร็ว
ชาวบ้านต่างพากันเก็บอุปกรณ์กลับบ้านไปกินมื้อค่ำกันหมดแล้ว ลู่ตงซานลงจากเขาโดยเลี่ยงเส้นทางหลักของหมู่บ้าน แต่เลือกใช้ทางเล็กๆ ที่ไร้ผู้คนแทน