บทที่ 26 หมูป่าหนักสองร้อยจินกับลาภก้อนใหญ่
บทที่ 26 หมูป่าหนักสองร้อยจินกับลาภก้อนใหญ่
บทที่ 26 หมูป่าหนักสองร้อยจินกับลาภก้อนใหญ่
เฉินสวี่อันยืนมองส่งอยู่ที่หน้าประตูบ้านเฝ้ามองจนลู่ตงซานกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ และเลือนหายไปจากสายตา นางจึงหมุนตัวกลับเข้าบ้าน นำแป้งที่เหลือมาจี่เป็นแผ่นเล็กๆ แจกจ่ายให้เด็กๆ ได้กินกันคนละชิ้น
พร้อมกับต้มโจ๊กใสๆ อีกหนึ่งหม้อ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กๆ ยิ้มแก้มปริอย่างมีความสุข
“ท่านแม่ขอรับ พวกเรากินแผ่นแป้งจี่แบบนี้ทุกวันได้ไหมขอรับ ข้าไม่ชอบกินโจ๊กเลย แผ่นแป้งจี่อร่อยกว่าตั้งเยอะ”
ลู่หยวนเว่ยเอ่ยถามด้วยความไร้เดียงสา ทว่าพูดยังไม่ทันจบก็ถูกลู่หยวนเปาเขกหัวเข้าให้หนึ่งที
“เจ้าคิดว่าท่านแม่ไม่รู้หรืออย่างไร แผ่นแป้งจี่น่ะทั้งหอมทั้งอิ่มท้อง แต่แป้งน่ะแพงกว่าข้าวสารนัก บ้านเรานานๆ กินทีก็พอแล้ว จะมากินทุกวันได้อย่างไรกัน”
เฉินสวี่อันขบขันกับท่าทางที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ของลู่หยวนเปา ทว่าในใจกลับรู้สึกผิดต่อพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสิบกว่าปีแรกของชีวิต นางเคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีเสื้อผ้าแพรพรรณและอาหารเลิศรส
ของพรรค์นี้ในสายตานางเมื่อก่อนนางไม่เคยชายตาแล ทว่ายามนี้ลูกๆ ของนางกลับดีใจจนเนื้อเต้นเพียงเพราะได้กินแผ่นแป้งหยาบๆ ที่แทบไม่มีน้ำมันสักหยด นางควรจะรู้สึกอย่างไรดี
แม้ในใจจะคิดสารพัด ทว่าใบหน้าของเฉินสวี่อันยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเสมอ จนไม่มีใครสามารถมองออกว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แม่ลูกกินมื้อค่ำกันอย่างมีความสุข
ก่อนเข้าห้องนอนเด็กๆ ยังคงเจื้อยแจ้วกันเรื่องที่ว่าพรุ่งนี้ท่านพ่อจะหิ้วเนื้อกลับมาได้มากเพียงใด ยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น หากเฉินสวี่อันไม่สั่งให้เข้านอน คืนนี้พวกเขาคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันแน่นอน
ทางด้านลู่ตงซาน เขากว่าจะเข็นหมูป่าหลบสายตาชาวบ้านออกจากหมู่บ้านมาได้สำเร็จก็กินเวลาไปไม่น้อย อีกทั้งการเดินทางอ้อมยังทำให้เสียเวลาไปมาก
เมื่อถึงตำบลท้องฟ้าก็มืดมิดเสียแล้ว เดิมทีตั้งใจจะเปลี่ยนไปใช้รถลาเดินทางต่อ ทว่ายามนี้ไร้หนทางจึงต้องอาศัยสองเท้าก้าวเดินต่อไป เมื่อเขาเดินทางถึงตัวเมืองด้วยความยากลำบาก
หน้าประตูเมืองกลับเงียบเชียบ เนื่องจากอำเภอชิงอันตั้งอยู่ในที่ห่างไกล เมื่อถึงเวลาประตูเมืองจะปิดแต่ไม่ได้ลงกลอนแน่นหนา บางครั้งยังพอมีคนเข้าออกได้ เพียงแค่ต้องมอบเงินเล็กน้อยให้แก่ทหารยาม
ลู่ตงซานไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน เขานั่งพักอยู่ใต้กำแพงเมืองด้วยความเหนื่อยหอบ ซดน้ำดับกระหายไปอึกใหญ่ ก่อนจะหยิบแผ่นแป้งที่เฉินสวี่อันทำให้มากิน แม้ผิวข้างนอกจะเย็นชืดไปแล้ว แต่ข้างในยังอุ่นๆ อยู่ รสชาติที่แห้งกร้านกลับยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม
ขณะที่เขากำลังจะงีบหลับพักผ่อน จู่ๆ ประตูเมืองก็ดังเอี๊ยดแล้วนายบ่าวคู่หนึ่งก็ขี่ม้าออกมาจากในเมือง ลู่ตงซานตกตะลึง เขารีบลุกขึ้นยืนจ้องมองด้วยความสงสัย ครู่ต่อมาจึงเห็นเสี่ยวเอ้อคนหนึ่งเข็นรถวัวเตรียมจะเข้าเมือง
ท่ามกลางความมืดเขามองไม่เห็นอะไรชัดเจน ได้ยินเพียงเสียงเหรียญทองแดงกระทบกัน ทหารยามรับเงินแล้วก็ยอมปล่อยให้ผ่านไปทันที ลู่ตงซานเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปทักทายทหารยามอย่างนอบน้อม
“ท่านเจ้าหน้าที่ขอรับ เข้าเมืองต้องเสียเงินเท่าไหร่หรือขอรับ”
“หึ! ข้าเห็นเจ้านั่งบื้ออยู่ใต้กำแพงตั้งนานแล้ว นึกว่าจะนอนตากน้ำค้างอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเสียอีก!” ทหารยามเขย่าเหรียญในมือพลางแค่นหัวเราะ
“ดูเจ้าก็ไม่ใช่คนมีเงิน จะเข้าเมืองไปทำไมหรือ”
“ข้าแค่อยากเอาของป่าไปขายน่ะขอรับ ท่านก็รู้ว่าอากาศร้อนของสดมันเก็บนานไม่ได้ หมู่บ้านข้าอยู่ไกล กว่าจะเดินมาถึงที่นี่ก็สายเสียแล้ว ท่านเจ้าหน้าที่... ท่านพอจะลดหย่อนให้ข้าหน่อยได้ไหมขอรับ”
ลู่ตงซานใจเต้นระรัวด้วยความกังวล เขาคิดไว้แล้วว่าถ้าแพงไปก็นอนข้างนอกสักคืน รอเช้าค่อยเข้าเมือง ทหารยามสำรวจเขาอีกครั้งก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“เอาอย่างนี้ ให้ข้า 10 อีแปะ แล้วข้าจะให้เจ้าเข้าเมือง”
เงิน 10 อีแปะ สำหรับคนจนนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย ต้องรู้ว่ายุคนี้การไปรับจ้างทำงานทั้งวันยังได้เงินเพียง 10 อีแปะ เท่านั้นเอง ลู่ตงซานรู้สึกปวดใจเหลือเกิน
ทว่าเขาก็อยากเข้าไปเสี่ยงโชคดู หากยามนี้ยังมีเหลาอาหารที่ยังไม่ปิด เขาอาจจะขายได้ราคาสูงจนคุ้มค่าเงิน 10 อีแปะ นี้ก็ได้ เขาจึงยอมตกลงและรีบเข็นรถเข้าเมืองไป
ในตัวเมืองยามดึกนั้นแตกต่างจากตำบลที่เงียบเหงา ที่นี่มีร่องรอยของผู้คนอยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นพวกขี้เมาหรือเหล่านักเที่ยวที่เดินโอบสาวงาม ตรอกซอกซอยส่วนใหญ่เงียบสงัด
มีเพียงย่านหอนางโลมเท่านั้นที่โคมไฟยังสว่างไสว ย่านนี้เป็นศูนย์กลางของร้านอาหาร โรงเตี๊ยม และซ่องโสเภณี ลู่ตงซานเดินเข้าไปในโลกใบใหม่ราวกับคนหลุดหลงมา เขาเห็นเหล่านางโลมออกมาเรียกลูกค้าอย่างโจ่งแจ้งจนทำเอาฝีเท้าสับสน
เดิมทีเขาตั้งใจจะเอาหมูป่าไปขายให้เหลาอาหาร จึงเดินไปเคาะที่ประตูหลังของตึกใหญ่แห่งหนึ่ง ทว่ายามประตูเปิดออก คนที่ปรากฏตัวกลับเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีแป้งหนาเตอะบนใบหน้า แก้มแดงก่ำปานก้นลิง
“อ๊ากก! ผีหลอก!”
ลู่ตงซานตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว เกือบจะหงายหลังลงบนพื้น หญิงผู้นั้นถลึงตาใส่เขาพลางเท้าสะเอวด่า
“นี่พ่อหนุ่ม เจ้าช่างเสียมารยาทนัก! ถึงแม่นางผู้นี้จะไม่อ่อนเยาว์เท่าสาวๆ แต่ก็นับว่าเป็นสตรีที่มีเสน่ห์ เจ้าตาบอดหรือไงถึงได้มองข้าเป็นผี!”
ลู่ตงซานไม่รู้หรอกว่าสตรีมีเสน่ห์อะไรนั่นหมายความว่าอย่างไร แต่เขามั่นใจได้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ผี เขาจึงโล่งใจและรีบแก้เก้อว่าตนมาขายหมูป่า และขอโทษที่กล่าวล่วงเกิน
“เอ่อ... ข้าอยากถามเถ้าแก่เนี้ยว่าเหลาอาหารของท่านรับซื้อหมูป่าไหมขอรับ”
“ช่างน่าประหลาดใจนัก มีคนหลงมาขายหมูป่าที่หอนางโลมด้วยหรือเนี่ย” ชุ่ยเหนียง เอ่ยอย่างนึกสนุก
หอนางโลมเช่นนี้ชาวบ้านปกติมักจะเดินเลี่ยง อาหารและวัตถุดิบมักจะมีคนไปรับซื้อมาให้โดยเฉพาะโดยไม่เปิดเผยแหล่งที่มา วันนี้มีคนเดินมาเสนอตัวถึงที่จึงเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับนาง
“หอ... หอนางโลม!”
ลู่ตงซานหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ จ้องมองประตูใหญ่อย่างลนลาน ไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลังดี ชุ่ยเหนียงเห็นท่าทางนั้นก็เข้าใจทันทีว่าพ่อหนุ่มซื่อบื้อคนนี้เดินหลงทางมา นางกำลังจะไล่ไปแต่พอนึกถึงหมูป่าขึ้นมาได้จึงขอดูของเสียหน่อย
ลู่ตงซานดีใจรีบเปิดม่านหญ้าคาที่คลุมรถไว้ออกทันที ชุ่ยเหนียงที่ตอนแรกไม่ได้ใส่ใจพอเห็นหมูป่าหนัก 200-300 จิน ก็ถึงกับประหลาดใจ นางอยู่ในหอนางโลมมานานย่อมรู้ว่าของป่านั้นหาได้ยาก
ยิ่งหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้พรานป่าปกติยังไม่กล้าแลกชีวิตด้วย เนื่องจากนางสนใจ ชุ่ยเหนียงจึงเดินออกมาสำรวจรอบรถ
“หมูป่าของเจ้านี่เพิ่งตายได้ไม่นาน เลือดน่าจะยังสดอยู่ เจ้าล่ามาได้อย่างไร”
“มัน... มันตกหลุมพรางขอรับ”
ลู่ตงซานตอบเสียงสั่นเพราะประหม่ายามชุ่ยเหนียงเดินเข้ามาใกล้ ชุ่ยเหนียงหัวเราะคิก เห็นลู่ตงซานเป็นคนซื่อจึงเลิกแกล้งและเข้าเรื่อง
“ในเมื่อของยังสด แม่นางผู้นี้จะรับไว้เอง ข้าจะให้ราคาตามระเบียบ จินละ 60 อีแปะ ตกลงไหม”
“มะ... ไม่มีปัญหาขอรับ!”
ลู่ตงซานตอบตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้น ราคานี้สูงกว่าที่ตำบลซานตงมากนัก เพราะเนื้อหมูบ้านปกติราคาจินละ 40 กว่าอีแปะ เขาคาดหวังไว้เพียง 50 อีแปะก็ยอมขายแล้ว แต่นี่นางให้ราคาสูงถึงขนาดนี้ นับเป็นลาภลอยโดยแท้
ชุ่ยเหนียงเรียกชายฉกรรจ์สองคนมาช่วยยกหมูป่าไปชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าหนักสุทธิถึง 280 จิน ลู่ตงซานยอมปัดเศษทิ้งให้ เขาได้รับเงินทั้งหมด 1,200 อีแปะ
ชายฉกรรจ์ทั้งสองก็ดีใจเพราะสามารถรายงานน้ำหนักเต็มแก่ชุ่ยเหนียงได้ ส่วนเศษที่ลู่ตงซานปัดทิ้งให้ก็เข้ากระเป๋าพวกเขาไป เมื่อได้เงินแล้วลู่ตงซานก็ไม่กล้าอยู่นาน เขารีบเข็นรถออกไปจนถึงถนนใหญ่ ยามนี้ใกล้สว่างแล้ว
ชาวบ้านเริ่มออกมาตั้งแผงลอย กลิ่นอาหารหอมอบอวลไปทั่วถนน เขาหิวโซเหลือเกินแต่ก็เสียดายเงินที่จะซื้อของกินที่ตัวเมือง เขาจึงกินแผ่นแป้งที่เหลืออีก 2 แผ่นคู่กับน้ำแกงร้อนๆ ราคาถูกประทังชีวิตไปก่อน
ระหว่างนั้นเขาได้สอบถามเรื่องราคาธัญพืชและพบว่าราคาข้าวพุ่งสูงขึ้นอีกแล้ว คราวนี้เขาไม่ลังเล เมื่อประตูเมืองเปิดเขาก็รีบเข็นรถมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน ระหว่างทางเขาแวะเข้าหมู่บ้านต่างๆ เพื่อขอซื้อข้าวสารจากชาวบ้านโดยตรง
หากใครให้ราคาถูกกว่าร้านค้าเขาก็ซื้อทันที แม้เจียงหนานจะประสบภัยแต่ชาวบ้านก็ยังมีข้าวเก่าเก็บไว้บ้าง ยิ่งใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง หลายคนจึงยอมขายข้าวบางส่วนเพื่อแลกเป็นเงินสด
ลู่ตงซานกว้านซื้อข้าวสารหยาบมาได้ 50 จิน เงินที่เพิ่งได้มาจนอุ่นมือหายไปกว่าครึ่ง ทว่าข้าวเหล่านี้เพียงพอจะเลี้ยงครอบครัวได้ถึง 2 เดือน เมื่อถึงตำบลเขายังแวะซื้อเนื้อหมูอีก 3 จิน
และต่อราคาจนได้กระดูกหมูมาอีกหลายท่อนจึงเดินทางกลับบ้านด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อเขาก้าวเข้าบ้านพร้อมกับแสงสีทองของดวงตะวัน แม้จะเหนื่อยล้าจนแทบสิ้นแรงแต่เสียงที่ขานเรียกเมียและลูกๆ ยังคงกึกก้องด้วยความดีใจ
“เมียจ๋า เด็กๆ ข้ากลับมาแล้ว!”
เฉินสวี่อันรีบวิ่งออกมาจากครัวด้วยความห่วงใย เห็นสภาพสามีที่หนวดเครารุงรังและดูทรุดโทรมก็น้ำตาคลอ
“ท่านกลับมาเสียที ข้านึกเสียใจจริงๆ ที่ให้ท่านเดินทางข้ามคืนเช่นนี้ ร่างกายท่านจะรับไหวได้อย่างไรกัน”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าเมียจ๋า ข้าไม่เหนื่อยเลยสักนิด”
ลู่ตงซานรีบเล่าเรื่องการขายหมูป่าได้ราคาดีที่ในเมืองให้ฟัง พร้อมกับอวดข้าวสาร 50 จินและเนื้อหมู 3 จินที่ซื้อมา
“นี่จ่ะ เงินที่เหลืออีกร้อยกว่าอีแปะ เจ้าเก็บไว้เถอะ”
เด็กๆ ที่มารุมล้อมต่างจดจ้องไปที่ก้อนเนื้อขนาดใหญ่ตาเป็นมัน ลู่หยวนเปาถามขึ้นด้วยความหวัง
“ท่านแม่ คืนนี้พวกเรากินเนื้อกันได้ไหมขอรับ”