LNCrawler

บทที่ 273 คลื่นใต้น้ำยังคงเชี่ยวกราก

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 273 คลื่นใต้น้ำยังคงเชี่ยวกราก

บทที่ 273 คลื่นใต้น้ำยังคงเชี่ยวกราก

 

ถ้าให้รับน้ำชานั้นก็ลำบากใจ ไม่รับก็ลำบากใจ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สู้รีบจากไปเสียยังจะดีกว่า

​“จริงด้วย!” เฉินสวี่อันทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ลู่ตงซานด้วยความเหนื่อยล้า พูดจาแต่ละคำดูไม่มีเรี่ยวแรง 

“วันนี้ท่านก็เห็นขบวนส่งตัวเจ้าสาวแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าสาวฝั่งนั้นแม้แต่ญาติพี่น้องสักคนยังไม่มี จวนตระกูลเฉินแต่งลูกสาวทั้งทีกลับจัดงานเงียบเหงาถึงเพียงนี้ คาดว่าคงเกิดเรื่องใหญ่โตเกินรับมือแน่ๆ” ลู่ตงซานนึกถึงเจ้าหน้าที่ศาลที่เจอในวันนั้น คิ้วของเขาเริ่มขมวดมุ่น พลางครุ่นคิด 

“เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวกับพวกเรา ทางที่ดีรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดจะเป็นการดีที่สุด”

​ในเวลาเดียวกันที่เรือนหลังของจวนตระกูลเฉินก็เต็มไปด้วยเสียงข้าวของแตกกระจาย ฮูหยินเจินผู้ซึ่งมีผ้าพันแผลพันรอบศีรษะกำลังระบายความโกรธแค้นอย่างบ้าคลั่ง นางกระชากเสื้อผ้าของเสี่ยวจูแล้วผลักไสไปมาพลางตะคอก

“เอามีดสั้นของข้าไปที่จวนตระกูลเฟิง แล้วจัดการกรีดหน้านังตัวซวยนั่นด้วยมือเจ้าเอง หากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมาอีก!” ​เสี่ยวจูตกใจจนเข่าทรุดลงกับพื้น ร้องขอชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้านั้นอาบไปด้วยคราบน้ำตา 

“ฮูหยินไว้ชีวิตบ่าวด้วยเถอะ ไม่ใช่บ่าวไม่อยากไป แต่ท่านเจ้าเมืองได้สั่งปิดเรือนไปแล้ว เจ้าค่ะ! ทันทีที่คุณหนูใหญ่ออกไป ท่านเจ้าเมืองก็สั่งให้ปิดประตูจวน ตอนนี้แม้แต่แมลงวันสักตัวก็บินออกไปไม่ได้ บ่าวต่อให้มีเล่ห์เหลี่ยมเป็นพันเล่มเกวียนก็ไม่อาจทำอะไรได้เลย! ฮูหยินไว้ชีวิตบ่าวด้วย!”

​ฮูหยินเจินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับไปตบหน้าเสี่ยวจูฉาดใหญ่ แล้วด่าทอด้วยความโหดเหี้ยม

“นังแพศยา! เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมเจ้าถึงไม่พูด ทำไมไม่พูด! ข้าจะคอยดูซิว่าเฉินหยางชิวจะกล้าขวางทางข้าอีกไหม!”

ฮูหยินเจินพุ่งตัวออกไปข้างนอกด้วยความโกรธเกรี้ยว ออกจากห้องอ้อมผ่านลานเล็กๆ ไปยังประตูเรือนชั้นที่สอง ทว่ากลับพบว่าประตูเรือนถูกปิดลงนานแล้ว 

แถมด้านนอกยังคล้องกุญแจไว้ ไม่ว่านางจะร้องตะโกนด่าทอหรือทุบอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ ​ในเวลานี้ฮูหยินเจินเหมือนคนบ้าไปแล้ว นางตะโกนสุดเสียง

“เฉินหยางชิว! เจ้าคนหน้าไหว้หลังหลอก เจ้าคนเนรคุณ! เจ้าเป็นใครกันถึงได้กล้ากักขังข้า! เก่งจริงก็ขังข้าไปตลอดชีวิตสิ ไม่เช่นนั้นวันที่ข้าออกไปจากเรือนนี้ได้ วันนั้นจะคือวันตายของเฉินเสวี่ยหนิง! 

ฮ่าฮ่าฮ่า ฆ่า! ข้ายังจะให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าเจ้ามันเป็นคนแบบไหนที่รักอนุจนกำจัดภรรยาหลวง ให้คนทั้งโลกได้เห็นว่าเจ้าทำลายโฉมหน้าข้าอย่างไร และทารุณลูกสาวภรรยาหลวงอย่างไร! ​เฉินหยางชิว! เจ้ามันคนชั่ว! เจ้าต้องตายอย่างอนาถ!”

ฮูหยินเจินทุบประตูเรือนราวกับคนคลุ้มคลั่ง ด่าทอประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา เหนื่อยก็หยุดพัก พอพักเสร็จก็ด่าต่อ ทำเช่นนี้ตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืน

​ยามค่ำคืนมาเยือน เสียงด่าทอของฮูหยินเจินยิ่งชัดเจนขึ้น แต่ในตอนนั้นนางยังไม่รู้ว่าภายนอกเรือนชั้นที่สองนั้นว่างเปล่าไร้ผู้คน ต่อให้นางจะตะโกนจนคอแห้งแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยิน

​หลังจากคนของเฉินหยางชิวที่ถูกส่งไปจับตาดูรายงานสถานการณ์ให้เขาฟัง เขาก็เพียงแค่โบกมือ นั่งเขียนจดหมายสองแผ่นด้วยใบหน้าเคร่งขรึม แล้วส่งให้คนผู้นั้นพร้อมสั่ง

“เอาสิ่งนี้ไปให้ฮูหยิน แล้วบอกให้นางสงบปากสงบคำเสีย ทำตัวให้ดีถือศีลบำเพ็ญธรรม ถ้าหากนางยังอาละวาดเช่นนี้อีก...” ​เฉินหยางชิวเหลือบมองถ้วยยาบนโต๊ะ แล้วนิ่งเงียบไป...

ฮูหยินเจินอาละวาดมาทั้งวันยังไม่หยุด เสี่ยวจูและบรรดาสาวใช้ต่างพากันหลบมุมไม่กล้าโผล่หัวออกมา นึกว่าฮูหยินเจินคงจะอาละวาดต่อไปจนถึงดึกดื่น ทว่าจู่ๆ เสียงข้างนอกกลับเงียบหายไป

​บรรดาสาวใช้สบตากันไปมา สุดท้ายทนไม่ไหวจึงแอบออกไปดูด้วยกัน เห็นเพียงฮูหยินเจินยืนอยู่ในลานที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์ สองมือนางถือกระดาษสองแผ่นสั่นเทา ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงราวกับคนตายที่ยังไม่ยอมหลับตา

เสี่ยวจูเห็นนางยืนนิ่งไม่ไหวติงก็ตกใจจนหัวใจแทบหลุดออกมาข้างนอก จึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปถามอย่างระมัดระวัง

“ฮูหยิน”

ฮูหยินเจินยังคงไม่ไหวติง เสี่ยวจูจึงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดแล้วสะกิดเบาๆ ​จู่ๆ ฮูหยินเจินก็กระอักเลือดออกมาคำโต แล้วล้มฟุบลงกับพื้นทันที

​“ว้าย!” เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังทะลุความมืดของยามค่ำคืน เรือนหลักตกอยู่ในความโกลาหล แต่กลับไม่มีใครเหลียวแล

​วันต่อมาจวนตระกูลเฉินปล่อยข่าวออกมาว่าฮูหยินเจ้าเมืองล้มป่วย ​เมื่อได้ข่าวเผิงซวงก็รีบมาที่จวนทันที แต่กลับถูกพ่อบ้านขวางไว้ที่หน้าประตู ​เผิงซวงกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาเรียวรีฉายแววความร้ายกาจเจือความกังวลจอมปลอม 

“ท่านพ่อบ้าน ข้าเพียงแค่เป็นห่วงพี่สาว ขอความกรุณาอนุโลมให้ข้าเข้าไปดูพี่สาวสักหน่อยเถอะ ข้าจะไม่รบกวนนานหรอก” ​พ่อบ้านทำหน้าตึง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ พลางกล่าว

“ฮูหยินหลิง โปรดอย่าทำให้บ่าวลำบากใจเลยขอรับ นี่เป็นคำสั่งของท่านเจ้าเมืองก่อนที่อาการของฮูหยินจะดีขึ้น จะไม่ให้ผู้ใดเข้าพบเด็ดขาด โปรดท่านเห็นใจด้วยขอรับ” เผิงซวงกระตุกมุมปากด้วยความกังขา ก่อนจะหันหลังกลับไปขึ้นเกี้ยว ในใจยังคงพึมพำ

“เล่นตลกอะไรกัน! ไม่ให้พบหน้า หรือว่าจดหมายของเดือนนี้ก็จะไม่ส่งมาแล้ว”

​ระหว่างที่นางจมอยู่ในห้วงความคิด เกี้ยวก็เคลื่อนเข้ามาถึงประตูใหญ่ของจวนตระกูลหลิง ​เผิงซวงก้าวลงจากเกี้ยว โดยมีสาวใช้คอยประคองเข้าไปในเรือน แล้วเอ่ยถามขึ้นลอยๆ

“จริงสิ กำหนดการแต่งงานของคุณหนูใหญ่ทางนั้นได้ข้อสรุปหรือยัง” ​สาวใช้ก้มหน้าลงตอบอย่างนอบน้อม

“เรียนฮูหยิน ยังไม่ได้กำหนดเจ้าค่ะ” ​สีหน้าของเผิงซวงมืดมนลงทันที 

“ที่ว่ายังไม่ได้กำหนดคืออะไร หรือว่านังเด็กเหลือขอนั่นยังไม่ยอมตัดใจ คิดจะขัดขืนอย่างนั้นหรือ” ​สาวใช้ยิ้มประจบเอาใจ 

“ฮูหยินเจ้าคะ เรื่องในเรือนนี้ไม่ใช่ท่านหรือเจ้าคะที่เป็นคนตัดสินใจ! ที่ยังไม่ได้กำหนดน่าจะเป็นเพราะนานท่านเกรงใจท่าน จึงคิดจะปรึกษากับท่านก่อนถึงได้เงียบไป ท่านลองไปเปรยกับนายท่านสักคำ ไม่ใช่วันเวลาแต่งงานก็กำหนดได้แล้วหรือเจ้าคะ”

​เผิงซวงชอบฟังคำเยินยอเช่นนี้ที่สุด นางยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ความหงุดหงิดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นพลางกล่าว

“เจ้าพูดถูก! ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า แต่อย่างไรก็ต้องให้นังเด็กนั่นออกเรือนไปเร็วๆ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องวุ่นวายตามมาภายหลัง! หึ! หากไม่ใช่เพราะงานแต่งงานนี้ ป่านนี้ข้าคงไม่เก็บชีวิตชั้นต่ำของมันไว้หรอก!”

​เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เผิงซวงก็รู้สึกหงุดหงิดใจ นางเป็นภรรยาใหม่ที่ไม่รู้เรื่องเลยว่าหลิงฉีได้ทำสัญญาหมั้นหมายลูกสาวไว้กับผู้อื่นมาก่อน จนกระทั่งฝ่ายนั้นตกอับแล้วถือของหมั้นมาทวงถึงบ้าน นางจะปฏิเสธก็ไม่ได้ โชคดีที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงมือฆ่าหลิงเยว่หลานทิ้งไปเสียก่อน 

ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องแต่งงานออกไปคงเป็นลูกสาวของนางเอง ตอนนี้เผิงซวงทำได้เพียงหวังให้หลิงเยว่หลานอายุยืนอีกสักหน่อย อย่างน้อยก็ต้องรอดจนถึงวันออกเรือน หลังจากนั้นนางจะเป็นตายอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับนางแล้ว ​สาวใช้ยิ้มรับคำพลางถามอย่างลังเล

“แต่เรื่องสินเดิมของคุณหนูใหญ่ ฮูหยินอาจจะต้องระวังไว้บ้างนะเจ้าคะ” ​สีหน้าของเผิงซวงเปลี่ยนไปทันที นางจ้องมองสาวใช้แล้วแสยะยิ้ม 

“ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าคงลืมเรื่องสำคัญขนาดนี้ไปแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะยกเรื่องนี้ไปคุยกับนายท่านพร้อมกันทีเดียวเลยก็แล้วกัน ก็แค่แต่งออกไปกับพวกตกอับ จะเอาสินเดิมไปทำไมตั้งมากมาย!”

ก่อนจะไปพบกับหลิงฉี เผิงซวงได้เตรียมคำพูดไว้แล้ว พอเข้าประตูไปนางก็ปรนนิบัติเขาอย่างเอาใจใส่ ทั้งรินชาและนวดไหล่ให้อย่างอ่อนหวาน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“ท่านพี่เจ้าคะ วันนี้ข้าไปที่จวนตระกูลเฉินมา ถึงได้ทราบว่าลูกสาวคนโตของตระกูลเฉินเพิ่งจะออกเรือนไปเมื่อวานนี้เอง ข้าก็ไม่รู้ว่าพี่เขยของข้าคิดอะไรอยู่ถึงได้จัดงานเงียบเชียบถึงเพียงนี้ แม้แต่พวกเราเขาก็ยังปิดบัง” ​หลิงฉีหันกลับมาด้วยความแปลกใจ สบเข้ากับดวงตาเรียวรีของเผิงซวง แล้วถามด้วยความงุนงง

“ไม่ใช่เพิ่งจะหมั้นหมายกันหรอกหรือ ทำไมถึงได้แต่งงานเร็วขนาดนั้น ไม่มีเหตุผลเลย! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ข้ากลับไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย!”

​เผิงซวงส่ายหน้า ตัวนางเองก็ยังงุนงงไม่ต่างกัน แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เมื่อนึกถึงแผนที่วางไว้ นางจึงรีบดึงบทสนทนากลับมาทันที 

“ท่านพี่เจ้าคะ ท่านดูสิ ลูกสาวตระกูลเฉินก็แต่งออกไปแล้ว แล้วงานแต่งของหลานเอ๋อร์บ้านเราล่ะ ท่านไม่คิดว่าควรจะกำหนดวันให้เรียบร้อยเลยหรือเจ้าคะ ได้ยินมาว่าฝ่ายชายต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ อีกทั้งที่บ้านก็ไม่มีผู้ใหญ่ 

หากรีบจัดการเสียตอนนี้ก็น่าจะดีกว่า จะได้ถือโอกาสช่วงนี้จัดงานให้เสร็จก่อนสิ้นปี แบบนี้อนาคตลูกเขยจะได้ตั้งใจอ่านหนังสือได้อย่างสบายใจไม่ใช่หรือเจ้าคะ แถมยังมีคนคอยดูแลเอาใจใส่ใกล้ตัว ไม่ใช่ว่าเป็นการดีทั้งสองฝ่ายหรอกหรือเจ้าคะ”

​เมื่อพูดถึงงานแต่งของหลิงเยว่หลาน คิ้วของหลิงฉีก็ขมวดเข้าหากัน ในใจลึกๆ เขาไม่อยากให้หลิงเยว่หลานแต่งงานกับทางนั้นเท่าไรนัก เพียงแต่การทำการค้าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความซื่อสัตย์ ในเมื่อตอนนั้นตกลงหมั้นหมายกันไว้แล้ว ตอนนี้จึงยากที่จะคัดค้าน 

แม้ว่าคำพูดของเผิงซวงจะดูมีเล่ห์เหลี่ยมไปบ้าง แต่จุดหนึ่งที่นางพูดมาก็ทำให้เขาคล้อยตามได้ ฝ่ายชายไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล หากหลิงเยว่หลานแต่งออกไปตอนนี้ก็จะได้เป็นถึงนายหญิงใหญ่ของบ้าน 

ก็นับว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก อย่างมากก็เตรียมสินเดิมให้เยอะหน่อยก็สิ้นเรื่อง ​เมื่อคิดได้ดังนั้น คิ้วของหลิงฉีก็คลายออก ​เผิงซวงคอยสังเกตท่าทีของเขาอยู่ตลอด นางจึงรีบกล่าวทันที

“ข้าเห็นว่าก่อนจะถึงเดือนสิบสองมีฤกษ์ดีอยู่หลายวัน ไม่สู้เราเลือกสักวันในเดือนนั้นจัดการงานแต่งให้หลานเอ๋อร์ดีไหมเจ้าคะ” ​หลิงฉีใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าช้าๆ 

“ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้” ​เผิงซวงดีใจมากจึงกล่าวต่อ

“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ ส่วนเรื่องสินเดิม ท่านพี่มอบหมายให้ข้าจัดการเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะเตรียมให้หลานเอ๋อร์อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์แบบแน่นอน”