LNCrawler

บทที่ 274 หลักฐานมัดตัว

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 274 หลักฐานมัดตัว

บทที่ 274 หลักฐานมัดตัว

 

หลิงฉีกลับไม่ยอมคล้อยตามคำพูดของนางในครั้งนี้ เขาครุ่นคิดแล้วกล่าว

“เรื่องสินเดิมเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ของที่แม่ของนางนำติดตัวมาแต่เดิมยังมีอยู่ ทั้งยังมีบันทึกไว้ที่ทางการเรียบร้อย ถึงเวลานั้นก็ยกให้เป็นสินเดิมของหลานเอ๋อร์ทั้งหมด ส่วนของจากเรือนเราจะสมทบให้อีกเล็กน้อยก็พอแล้ว” ​เผิงซวงชะงัก สีหน้าค่อยๆ มืดมนลง นางกล่าวอย่างไม่เต็มใจ

“ท่านพี่เจ้าคะ ของที่พี่หญิงนำมาก็ถือเป็นของในเรือน จะยกให้หลานเอ๋อร์ไปทั้งหมดได้อย่างไร อีกอย่างหลานเอ๋อร์ยังมีน้องสาวอีก ท่านให้สินเดิมนางมากขนาดนี้ มันไม่เป็นการลำเอียงเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ...” ​เผิงซวงยังไม่ทันได้พูดจบ หลิ่วเฉิงจี้ก็แทรกขึ้น

“นี่เป็นความตั้งใจของแม่หลานเอ๋อร์ สมัยนั้นยังมีครอบครัวฝั่งตาของหลานเอ๋อร์เป็นพยาน ของพวกนี้เดิมทีก็ตั้งใจเก็บไว้ให้นางอยู่แล้ว หากไม่ให้นางก็ต้องส่งคืนให้พวกเขา เจ้าคิดหรือว่าของพวกนี้เรือนเราจะยึดเป็นของตัวเองได้”

​“ข้า...” เผิงซวงคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ยากจะอ่านออกของหลิงฉี คำพูดที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากก็กลืนหายไปในลำคอ 

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดเจ้าค่ะ” ​หลิงฉีจึงค่อยๆ หลับตาลง 

“เอาตามนี้เถอะ เลือกวันดีในเดือนสิบเอ็ดให้ทางฝ่ายชายมาสู่ขอ”

​เผิงซวงกลับมาถึงเรือนของตนก็อาละวาดทุบทำลายข้าวของไปหลายชิ้น นึกถึงสินเดิมเหล่านั้นแล้วใจแทบสลาย แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้เพียงระบายอารมณ์ด้วยการโขกสับสาวใช้ในเรือนให้สาแก่ใจ

​ยังไม่ทันที่นางจะคิดวิธีชิงสินเดิมเหล่านั้นมาครอบครอง จดหมายจากเมืองหลวงก็ส่งมาถึง เนื่องจากครั้งนี้ฮูหยินเจินไม่ได้ส่งข่าวมาให้ เผิงซวงจึงต้องพักเรื่องนั้นไว้ก่อน แล้วพกจดหมายตรงไปที่จวนตระกูลเฉินอีกครั้ง

​คราวนี้พ่อบ้านไม่ได้ขวางนาง แต่เชิญนางเข้าไปยังเรือนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่คุ้นตา ​เผิงซวงมีลางสังหรในใจ นั่งรออยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่เห็นใครมา จึงเริ่มวิตกกังวล 

ผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดก็มีคนปรากฏตัวขึ้น เผิงซวงรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหา เมื่อเห็นว่าผู้มาคือแม่นมข้างกายฮูหยินเจิน หัวใจที่แขวนอยู่จึงค่อยวางลง นางยิ้มแล้วกล่าว

“แม่นม พี่สาวล่ะ ทำไมเจ้าดูซูบผอมลงไปมากขนาดนี้ คงจะเหนื่อยกับการปรนนิบัติพี่สาวสินะ!” ​แม่นมตะกุกตะกักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกมุมปากยิ้มแห้งๆ 

“การปรนนิบัติฮูหยินคือหน้าที่ของบ่าว จะเหนื่อยได้อย่างไรเจ้าคะ! เพียงแต่ตอนนี้ฮูหยินสุขภาพไม่ค่อยดี ไม่สะดวกให้ใครพบหน้า จึงให้บ่าวมาแจ้งแก่ฮูหยินหลิงแทนเจ้าค่ะ”

​“สุขภาพของพี่สาวสำคัญกว่า ข้าไม่ถือสาหรอก” พูดจบเผิงซวงก็ขยับเข้าไปใกล้แม่นมแล้วแอบยัดจดหมายใส่ในอกเสื้อของแม่นม

​สีหน้าของแม่นมเปลี่ยนไปทันที ในตอนนั้นเององครักษ์หลายคนบุกเข้ามาจากด้านนอกและเข้าควบคุมตัวเผิงซวงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ​เผิงซวงตกใจจนหน้าถอดสีร้องโวยวาย

“บังอาจ! พวกเจ้าทำอะไร ข้าเป็นถึงฮูหยินตระกูลหลิงนะ!” หัวหน้าองครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ฮูหยินหลิงต้องขออภัยด้วย!”

​พูดจบองครักษ์ก็แย่งจดหมายที่แม่นมยังไม่ทันได้เก็บเข้าอกเสื้อไปมา เผิงซวงเห็นดังนั้นก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที นางจ้องมองแม่นมอย่างเหม่อลอยแล้วพึมพำ

“เจ้า... ทรยศพี่สาวหรือ...”

​ใบหน้าของแม่นมซีดเผือดราวกับคนตาย ริมฝีปากสั่นระริกพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมน้ำตาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ​เผิงซวงไม่ใช่คนโง่ เมื่อตั้งสติได้ก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าฝั่งของฮูหยินเจินต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ 

พอนึกถึงคดีขโมยของในจวนตระกูลเฉินที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา สีหน้าของนางก็ยิ่งซีดเผือดลงไปอีก หากตอนนี้ตัวนางยังไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดก็คงถือว่าเสียชาติเกิดแล้ว 

แต่ยิ่งตระหนักได้เช่นนั้น นางก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตน้อยๆ ของนางคงรักษาไว้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อตั้งสติได้ นางก็รีบโผเข้ากอดขาองครักษ์แล้วร้องไห้ฟูมฟายขอความเมตตา 

“ท่านผู้ตรวจการ ข้าถูกใส่ร้าย! เป็นเพราะพี่สาว... ไม่สิ! เป็นเพราะฮูหยินเจ้าเมืองทั้งหมดเป็นเพราะนางบังคับข้า!”

​“นางบังคับเจ้าเรื่องอะไรกัน” 

เสียงทรงอำนาจดังมาจากด้านนอก ชายผู้สวมหน้ากากในชุดผ้าไหมหรูหราเดินเข้ามาด้วยท่าทางสงบนิ่งราวกับเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านของตนเอง เขาเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างามและผ่อนคลาย 

ไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้ไม่มีใครกล้าสบตาโดยตรง ​เผิงซวงอยากจะโผเข้าไปขอความเห็นใจ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยอันตราย นางก็ตื่นจากภวังค์ขึ้นมาทันที แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงประหม่า

“ที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง ตระกูลเดิมของข้าจะมีวันนี้ได้ก็เพราะแรงสนับสนุนจากตระกูลเจิน ก่อนที่ฮูหยินเจ้าเมืองจะมาถึงอี้โจว ทางบ้านก็ส่งข่าวมาบอกให้ข้าต้องทำตามคำสั่งของฮูหยินเจ้าเมืองอย่างเคร่งครัด

​หลังจากนั้นฮูหยินเจ้าเมืองก็ให้ข้าเล่นละครฉากหนึ่ง เบื้องหน้าแสร้งทำเป็นรังเกียจข้าเหมือนเห็นงูพิษ แต่ลับหลังกลับให้ข้าเป็นผู้ส่งสาร คอยช่วยนางส่งข่าว

​ข้าเองก็ไม่มีทางเลือก หากไม่ทำตาม ตระกูลเดิมของข้าก็คงไม่ปล่อยข้าไว้ อีกทั้งฮูหยินเจ้าเมืองก็คงไม่ยอมละเว้นข้าเช่นกัน ท่านผู้ตรวจการ ข้าถูกบังคับจริงๆ!” ​ชายชุดผ้าไหมหมุนหยกในมือเล่นอย่างไม่ใส่ใจ เขายิ้มอย่างมีเลศนัยและเกียจคร้านราวกับแมว 

“อย่าทำตัวน่าสงสารไปหน่อยเลย ตอนนี้ข้าถามเจ้า เจ้าก็จงตอบมาดีๆ เจินอวี๋ให้เจ้าส่งข่าวเรื่องอะไร” ​เผิงซวงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความมึนงง ​ชายชุดผ้าไหมถามต่อ 

“เจินอวี๋ให้เจ้าส่งจดหมายไปให้ใคร” ​เผิงซวงส่ายหน้าต่อ ​ชายชุดผ้าไหมถามอีก 

“จดหมายของเจินอวี๋ นอกจากส่งผ่านเจ้าแล้ว ยังมีคนอื่นอีกหรือไม่”

​เผิงซวงยังคงส่ายหน้าเช่นเดิม ความอดทนข้อสุดท้ายของชายชุดผ้าไหมหมดลง น้ำเสียงที่พูดมีความไม่สบอารมณ์เจืออยู่ 

“ถามสามคำ ตอบไม่ได้สักคำ เจ้ามีเหตุผลอะไรให้ข้าปล่อยเจ้าไป”

เผิงซวงชะงักไป เป็นความจริงที่ฟังดูสมเหตุสมผลจนนางไม่อาจโต้แย้งได้ ในเมื่อเกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย สมองของนางจึงหมุนเร็วกว่าปกติ รีบสารภาพทุกเรื่องออกมาประหนึ่งเทถั่ว 

“ท่านผู้ตรวจการ สิ่งที่ท่านถามข้าอาจไม่ทราบ แต่ข้ารู้ว่าฮูหยินเจินมีการติดต่อกับทางเมืองหลวงเดือนละครั้ง จดหมายถูกส่งออกไปผ่านทางสำนักคุ้มภัยหวางไห่ 

บางครั้งเป็นจดหมายฉบับเดียว บางครั้งก็สองฉบับ จดหมายเหล่านั้นถูกจัดการมาแล้ว ต่อให้ข้าแกะออกดูเองก็อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นฮูหยินเจินคงไม่วางใจให้ข้าเป็นคนส่งจดหมายหรอกเจ้าค่ะ” ​ชายชุดผ้าไหมลูบคางพลางครุ่นคิด 

“เอาเถอะ ข้าจะเชื่อเจ้าก่อน ถามต่ออีกเรื่อง เรื่องของเจินอวี๋นั้น เจ้าเมืองเฉินรับรู้ด้วยหรือไม่” ​ครั้งนี้เผิงซวงไม่ได้ตอบทันทีเหมือนก่อนหน้านี้ นางไตร่ตรองอย่างจริงจังครู่หนึ่งจึงส่ายหน้า 

“น่าจะไม่ทราบเจ้าค่ะ ทุกครั้งที่ฮูหยินเจินส่งจดหมายให้ข้า จะทำตอนที่ท่านเจ้าเมืองไม่อยู่ที่จวนเสมอ แถมยังกำชับให้ข้าหลบเลี่ยงผู้คนตอนออกไป อย่าได้พูดคุยกับใครมาก จากนั้นก็จะเตือนให้ข้าเอาจดหมายที่ได้รับจากเมืองหลวงไปวางไว้ที่ไหน 

หลายครั้งให้ข้าเอาไปไว้ที่ห้องพักในวัดหว่านอัน ฮูหยินเจินจะไปจุดธูปที่นั่นทุกเดือนจึงสามารถรับจดหมายเหล่านั้นได้เอง และยังมีบางครั้งที่ให้ข้าซ่อนไว้ในช่องลับของกล่องใส่อาหารเพื่อนำเข้าจวนเจ้าค่ะ”

​“หึ! แม้แต่วัดหว่านอันก็ยังถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เจินอวี๋นี่มีเส้นสายกว้างขวางจริงๆ!” 

ชายชุดผ้าไหมพึมพำด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน แล้วส่งสัญญาณให้องครักษ์คุมตัวเผิงซวงออกไป ​ไม่นานนักเฉินหยางชิวก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ 

“ท่านผู้ตรวจการ เป็นเพราะข้าดูแลคนไม่ดีเอง ขอให้ฝ่าบาททรงจัดการตามพระราชประสงค์เถิดขอรับ”

​ชายชุดผ้าไหมถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ซึ่งก็คือเฒ่าจี้ที่หายตัวไปนานนั่นเอง! เฒ่าจี้ลูบคางพลางพิจารณาเฉินหยางชิวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา 

“ท่านเฉิน อย่างไรเสียเราก็เคยร่วมงานกันมาช่วงหนึ่ง ข้ายังเชื่อมั่นในตัวท่านอยู่ ครั้งนี้ท่านเป็นคนเปิดโปงความผิดของเจินอวี๋ด้วยตัวเอง แล้วฝ่าบาทจะลงโทษท่านได้อย่างไร 

ส่วนสิ่งที่เจินอวี๋กล่าวอ้างนั้น... หากไม่มีหลักฐานมัดตัวชัดเจนฝ่าบาทก็คงไม่หลงเชื่อ ต่อให้มีหลักฐานชัดเจนแล้วอย่างไรเล่า ฝ่าบาทก็จะทรงมองว่าเป็นการปรักปรำ ดังนั้น... ท่านเฉินวางใจเถอะ”

น้ำเสียงของเฒ่าจี้เต็มไปด้วยความประชดประชัน ทว่ามันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ในวังหลวงนั้น ลิ่งกุ้ยเฟยมีอำนาจล้นฟ้า เพียงแค่กระซิบข้างหูฮ่องเต้ 

ต่อให้พระองค์จะทรงมีสติสัมปชัญญะดีเพียงใด ก็ยังอาจตัดสินใจทำเรื่องผิดพลาดได้ ​เฉินหยางชิวยังคงทำหน้าบึ้งตึงและยืนกรานคำเดิม 

“ท่านผู้ตรวจการ ข้ามีความผิดขอรับ”

เฒ่าจี้มองเขาพลางถอนหายใจในใจ แต่เขาก็ทำเพียงตบไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ แล้วนำตัวคนออกไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว

“เจินอวี๋ ข้าจะนำตัวไปเอง”

ครั้งนี้เฉินหยางชิวไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เขาได้แต่ทอดสายตามองกลุ่มคนเหล่านั้นเดินจากไปอย่างองอาจ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ และปล่อยมือทั้งสองข้างให้ตกลงข้างกายอย่างหมดแรง

ฮูหยินเจินและคนอื่นๆ เฝ้ารอมานานแสนนาน ในที่สุดก็สมหวังเมื่อเห็นประตูเรือนเปิดออก แต่ไม่คาดคิดว่าคนที่เดินเข้ามากลับเป็นกลุ่มองครักษ์ที่สวมหน้ากาก 

พวกเขาลงมืออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ จับตัวผู้หญิงทุกคนในห้องมัดไว้อย่างรวดเร็ว ฮูหยินเจินทั้งตกใจและโกรธจัด จึงตะโกนถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

“พวกเจ้าเป็นใคร รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร กล้าดียังไงถึงทำกับข้าเช่นนี้! อยากตายหรืออย่างไร”

​“เจ้าเป็นใครหรือ ก็แค่เจินอวี๋ไงล่ะ!” เฒ่าจี้ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมา เขาจ้องมองฮูหยินเจินจากมุมสูงด้วยสายตาเหยียดหยาม 

“เจ้าสำนึกผิดบ้างหรือไม่”