LNCrawler

บทที่ 275 ฮูหยินผู้สิ้นอำนาจ

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 275 ฮูหยินผู้สิ้นอำนาจ

บทที่ 275 ฮูหยินผู้สิ้นอำนาจ

 

ฮูหยินเจินเมื่อได้สบเข้ากับใบหน้าที่สวมหน้ากากนั้น ในที่สุดสีหน้าก็เริ่มมีความตื่นตระหนก นางถอยหลังกรูดด้วยความไม่เชื่อ 

“ไม่... เป็นไปไม่ได้ ท่านไม่มีทางมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้! กับดัก ทั้งหมดนี้เป็นกับดัก! ใช่! ต้องเป็นกับดักแน่ๆ! เฉินหยางชิว! เป็นเจ้าใช่ไหม! ไม่นึกเลยว่าเพื่อจะเค้นความลับจากปากข้า เจ้าจะยอมใช้วิธีที่ไร้ความละอายขนาดนี้ หึหึ... ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ!” เฒ่าจี้ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เขาแลกเปลี่ยนสายตากับองครักษ์แล้วสั่ง

“พาตัวไป!”

ฮูหยินเจินดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต แต่นางจะมีแรงสู้กับชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนได้อย่างไร ไม่นานนักนางก็ถูกมัดขึ้นรถม้า และเพื่อป้องกันไม่ให้นางตะโกนโวยวายตลอดทาง เฒ่าจี้จึงสั่งให้คนหาผ้ามาอุดปากนางไว้

ฮูหยินเจินตกอยู่ในความหวาดระแวง ตลอดทางนางได้แต่คาดเดาตัวตนของผู้ที่มาจับตัวนางไป เดี๋ยวก็สงสัยว่าเป็นตัวปลอม เดี๋ยวก็รู้สึกว่าอาจจะเป็นตัวจริง หัวใจของนางเต้นตุบๆ ราวกับจะหลุดออกมา จนแทบหายใจไม่ออกและเกือบจะเป็นลมไปหลายครั้ง

​กว่าจะถึงเวลาที่รถม้าหยุดลง ฮูหยินเจินถูกนำตัวเข้าไปในคุกใต้ดินที่มืดมิด นางเคยไปคุกของที่ว่าการมาก่อน สมัยนั้นนางไปหาคนที่บังอาจล่วงเกินนาง เพื่อเหยียบย่ำซ้ำเติมคนผู้นั้นก่อนที่เขาจะตาย 

แต่คุกใต้ดินแห่งนี้ไม่มีจุดไหนที่คล้ายคลึงกับคุกของที่ว่าการเลยแม้แต่น้อย รอบข้างอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรง เห็นได้ชัดว่าที่นี่มีคนตายมาไม่น้อย ​แม้ว่านางกับเฉินหยางชิวจะไม่ถูกกัน และเฉินหยางชิวก็เกลียดชังจนอยากจะฆ่านางให้ตาย 

แต่คนผู้นั้นถือตนว่าเป็นสุภาพชน ต่อให้จะจัดการนางก็คงทำอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับคราวนี้ที่ทำลายโฉมหน้านางต่อหน้าต่อตา เขาไม่มีทางเล่นเล่ห์เพทุบายซับซ้อนขนาดนี้แน่ ในเมื่อคนพวกนี้ไม่ใช่ตัวปลอม งั้นก็มีเพียงแค่...

ฮูหยินเจินหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือดกับข้อสันนิษฐานของตัวเอง ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด นางไม่อยากตาย นางตายไม่ได้! ใช่แล้ว นางจะตายไม่ได้! ฮูหยินเจินเงยหน้าขึ้นฉับพลัน บังเอิญสบเข้ากับดวงตาของเฒ่าจี้ที่มองมาด้วยแววตาครึ่งยิ้มครึ่งไม่ยิ้ม 

หัวใจของนางหยุดเต้นไปวูบหนึ่ง ราวกับร่วงหล่นลงไปในน้ำแข็ง ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางขยับถอยหลังด้วยความหวาดกลัวแล้วเอ่ยถามเสียงสั่น

“เจ้า... เจ้าคิดจะทำอะไร” เฒ่าจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า

“น่าแปลกจริงนะ ปกติได้ยินมาว่าฮูหยินเฉินผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน แม้แต่ลิ่งกุ้ยเฟยยังต้องไว้หน้าให้สามส่วน เหตุใดพอมาถึงที่นี่กลับหมดสิ้นซึ่งความกล้าหาญไปเสียได้เล่า”

​เมื่อกล่าวถึงลิ่งกุ้ยเฟย แววตาของฮูหยินเจินก็สั่นไหวไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ กลับมาสงบลง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไม่อาจฟังออกถึงอารมณ์ใดๆ 

“ใครเป็นคนสั่งให้เจ้ามาจับข้า ฮ่องเต้ ลิ่งกุ้ยเฟย ไม่... ไม่มีทางเป็นพวกเขา หรือว่า... เป็นการตัดสินใจของเจ้าเองที่ทำตามอำเภอใจ”

ฮูหยินเจินเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ทว่าเห็นเฒ่าจี้ยังคงจ้องมองนางตาไม่กะพริบ ลูกตาไม่มีการขยับแม้แต่น้อย ชั่วขณะหนึ่งนางจึงคาดเดาไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่รู้สึกตื่นตระหนกอีกต่อไป

เฒ่าจี้ในใจรู้สึกทึ่งอย่างยิ่ง คนที่ตกอยู่ในกำมือเขามีไม่น้อย แต่ฮูหยินเจินเป็นคนแรกที่สามารถกลับมาตั้งสติได้เร็วขนาดนี้ แถมยังเป็นผู้หญิงเสียด้วย เขาอดไม่ได้ที่จะต้องมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

​“คำสั่งของใครมันสำคัญด้วยหรือ”

​เสียงของเฒ่าจี้ไม่ดังนัก ทว่ากลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างบอกไม่ถูก  ฮูหยินเจินแค่นเสียงหัวเราะอย่างมีความหมายแฝง 

“แน่นอน! ที่นี่คือคุกส่วนตัวสินะ! หากฮ่องเต้เป็นคนสั่งให้จับข้า ข้าก็ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ ส่วนลิ่งกุ้ยเฟยยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะออกคำสั่งเช่นนี้ งั้นก็เหลือเพียงความเป็นไปได้เดียว เจ้าต้องการจะทรมานข้าเป็นการส่วนตัว! ดังนั้นตราบใดที่ข้ายังไม่ตาย เจ้าก็อย่าหวังว่าจะอยู่อย่างสงบสุข!”

​ในดวงตาของฮูหยินเจินฉายแววอาฆาตมาดร้าย ต่อให้ตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว นางก็ยังกล้าข่มขู่เฒ่าจี้ ​อย่าว่าแต่เฒ่าจี้เลย แม้แต่เหล่าองครักษ์ของเขายังรู้สึกเหลือเชื่อ เฒ่าจี้ยิ่งรู้สึกแปลกใจ เขาถอนหายใจอย่างเสียดายพลางส่ายหน้า 

“น่าเสียดายนะ ข้าไม่ได้มีความแค้นอะไรกับเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้ขัดขวางผลประโยชน์อะไรของข้า ใครกันที่ทำให้เจ้าเข้าใจผิดว่าข้าจะลงมือทรมานเจ้าเป็นการส่วนตัว หรือว่า... ในมือเจ้ายังมีเบี้ยต่อรองอะไรที่สำคัญมากกันแน่”

ฮูหยินเจินส่ายหน้าตามสัญชาตญาณ ใบหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เมื่อเห็นท่าทางของนาง เฒ่าจี้ก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที เขาจึงสั่งคนข้างกาย

“คุมขังไว้อีกสักสองสามวัน ไม่ต้องสนใจนาง จนกว่านางจะยอมเปิดปากพูดแล้วค่อยว่ากัน จำไว้! นี่คือฮูหยินเฉินผู้สูงศักดิ์ ต้องรับรองให้นางไม่ได้รับอันตรายแม้แต่รอยขีดข่วน!”

เฒ่าจี้เน้นเสียงคำหลังหนักๆ คนสนิทรับคำอย่างนอบน้อมและคอยเฝ้าดูฮูหยินเจินเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้บีบบังคับให้นางทำสิ่งใดเลย ฮูหยินเจินถอนหายใจอย่างโล่งอก โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่รอคอยนางอยู่ข้างหน้าคือบทลงโทษที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการถูกทรมานร่างกายเสียอีก

​ทางฝั่งตระกูลหลิงเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน ตอนที่เผิงซวงออกจากเรือนไปนางบอกว่าจะไปเยี่ยมฮูหยินเจ้าเมือง แต่กลับหายตัวไปไม่ยอมกลับจนกระทั่งมืดค่ำ หลิงฉีได้รับข่าวจึงไปสอบถามถึงที่จวน ถึงได้รู้ว่าเผิงซวงได้กระทำความผิดจนถูกจับตัวไปแล้ว

​หลิงฉีตกใจมากจนรีบร้อนไปพบเฉินหยางชิว แต่กลับไม่ได้คำตอบอะไรเลย แม้แต่เรื่องที่ว่าใครเป็นคนนำตัวเผิงซวงไปเขาก็ยังไม่รู้ ​เมื่อเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ คนในตระกูลหลิงต่างพากันตื่นตระหนก 

ลูกชายของหลิงฉีหลายคนเกรงว่าจะถูกมารดาแท้ๆ ของตนลากลงเหวไปด้วย จึงต่างพากันหาข้ออ้างจัดสัมภาระพาลูกกับภรรยาหนีออกจากเมืองไปในคืนนั้น เหลือเพียงหลิงฉี หลิงเยว่หลาน และเหล่าบ่าวไพร่ที่อยากหนีแต่หนีไปไม่ได้เท่านั้น

​หลิงฉีขังตัวเองอยู่ในห้องตลอดทั้งคืน วันรุ่งขึ้นเขากลับทำในสิ่งที่เลียนแบบเฉินหยางชิว คือรีบจัดการแต่งงานให้หลิงเยว่หลานทันที ​ทางด้านเฒ่าจี้ เดิมทีคิดว่าคนอวดดีอย่างฮูหยินเจินคงจะทนได้นานกว่านี้ 

ไม่นึกเลยว่าผ่านไปเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน นางก็ยอมจำนนเสียแล้ว คนสนิทของเขาใช้เวลาสอบสวนอยู่ค่อนวัน และทยอยได้ข้อมูลมาจากปากของนาง ข้อมูลเหล่านั้นอาจจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ได้ คนสนิทของเขาตัดสินใจไม่ได้จึงกล่าวกับเฒ่าจี้ด้วยความกังวล

“นายท่าน ไม่นึกเลยว่าฮูหยินเจินตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะรู้เรื่องมากมายขนาดนี้ ท่านเสนาบดีเฉิน และลิ่งกุ้ยเฟยคิดจะก่อกบฏจริงๆ หรือขอรับ”

เฒ่าจี้เคาะโต๊ะพลางจมอยู่ในห้วงความคิด ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงกล่าวอย่างแผ่วเบา

“ขังนางต่อไปแล้วสอบสวนอีก นางจะต้องรู้เรื่องอะไรมากกว่านี้อีกแน่”

คนสนิทอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรับคำแล้วเดินออกไป แต่ในใจกลับคิดว่านายท่านของเขาดูจะระแวงเกินไปหน่อย ผู้หญิงคนหนึ่งรู้เรื่องมากขนาดนี้ก็น่ากลัวพอแรงแล้ว จะยังเค้นเอาเรื่องที่น่าตกใจไปกว่านี้ได้อีกหรือ

ผลปรากฏว่าเพียงผ่านไปแค่วันเดียว เขาก็โดนตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ ​เมื่อเฒ่าจี้พาคนไปยังคุกใต้ดิน คนสนิทของเขาก็แทบจะสงสัยในชีวิตตัวเองแล้ว เขาขยับเข้าไปใกล้เฒ่าจี้แล้วรายงานเสียงเบา

“นายท่าน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่ามีความลับเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับลิ่งกุ้ยเฟยที่อยากจะพูดกับท่านเพียงลำพัง โดยมีเงื่อนไขว่าท่านต้องปล่อยตัวนาง”

​“นั่นก็ต้องดูว่าความลับที่นางบอกเป็นเรื่องอะไร” เฒ่าจี้พูดไปเรื่อยๆ ขณะเดินไปอย่างไม่เร่งรีบ

​เจ้านายและคนสนิทคู่เดิมมาถึงหน้าห้องขังของฮูหยินเจิน เวลานี้ฮูหยินเจินถูกทรมานจนสิ้นฤทธิ์เดช นางทรุดลงกองอยู่ที่มุมห้องเหมือนเศษดิน ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด 

ทันทีที่เห็นเฒ่าจี้ นางก็รีบพยุงตัวอย่างทุลักทุเลมาเกาะลูกกรง เล็บที่ยาวจนหักสะบั้นนางก็ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ในหัวคิดเพียงแต่อยากออกไปให้พ้นจากที่นี่ 

“ปล่อยข้าออกไป แล้วข้าจะบอกความลับอันยิ่งใหญ่ให้ ความลับเรื่องนี้ คนที่รู้มีไม่เกินสามคน ปล่อยข้าไป!”

​หากไม่ได้ถูกทรมานจนเกือบจะเป็นบ้า ฮูหยินเจินไม่มีทางยอมมาแลกเปลี่ยนกับเฒ่าจี้อย่างง่ายดายเช่นนี้แน่นอน เฒ่าจี้เองก็เริ่มจะเข้าใจนิสัยใจคอของฮูหยินเจินในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว 

เขารู้สึกสนใจในความลับนี้อยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมาจูงจมูกได้ง่ายๆ ฮูหยินเจินเห็นเขานิ่งเงียบไปก็ร้อนใจ 

“ข้าพูดจริงนะ ความลับนี้ข้าก็บังเอิญไปรู้มาโดยไม่ตั้งใจ หากไม่ใช่เพราะอยากออกจากที่นี่ ข้าไม่มีทางเอามาแลกเปลี่ยนกับเจ้าแน่ อีกอย่าง เจ้าต้องรับประกันว่าถ้าข้าพูดแล้วเจ้าจะปล่อยข้าไป และเจ้าห้ามบอกใครด้วยว่าเรื่องนี้ข้าเป็นคนบอก”

​นางจะถูกทรมานจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว แม้คนพวกนี้จะไม่ได้ลงไม้ลงมือ แต่กลับขังนางไว้ในห้องที่มืดมิดไร้แสงตะวัน ข้างในนั้นเงียบเชียบจนไม่มีเสียงอะไรเลย 

ความมืดและความสิ้นหวังคอยกัดกินนางอยู่ทุกชั่วยาม ต่อให้นางจะตะโกนจนคอแตกก็ไม่มีใครตอบรับ ทุกครั้งที่นางเหนื่อยจนอยากจะหลับลง ก็จะมีคนเอาเข็มมาแทงนางเพื่อบีบให้ตื่นตัว คนพวกนี้มันไม่ใช่คน!