บทที่ 276 ปริศนาตัวตนของลิ่งกุ้ยเฟย
บทที่ 276 ปริศนาตัวตนของลิ่งกุ้ยเฟย
บทที่ 276 ปริศนาตัวตนของลิ่งกุ้ยเฟย
เฒ่าจี้เลิกคิ้วขึ้น ความลับแบบไหนกันที่ทำให้คนหัวกลวงอย่างเจินอวี๋ถึงกับต้องเก็บงำไว้เป็นความลับสำคัญขนาดนี้ เมื่อชั่งน้ำหนักในใจแล้ว เฒ่าจี้ก็ตอบตกลงอย่างว่าง่าย เขาไล่คนสนิททั้งหมดออกไป แล้วนั่งจ้องฮูหยินเจินอย่างใจเย็น
“ไม่มีคนอื่นแล้ว ตอนนี้เจ้าพูดได้แล้ว”
ฮูหยินเจินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นางนั่งลงอย่างสั่นเทา แล้วจมอยู่ในห้วงความทรงจำก่อนจะพึมพำ
“เรื่องมันค่อนข้างยาว เจ้าคงต้องค่อยๆ ฟังนะ จะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ ให้ข้านึกก่อน... หลังจากที่ข้าพ้นวัยปักปิ่น เฉินคุนหรือท่านมหาเสนาบดีเฉิน... ไม่สิ ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงเจ้าเมืองอยู่เลย เขาเขียนจดหมายมาหาท่านพ่อข้าหลายฉบับ เพื่อขอสู่ขอข้าให้เฉินหยางชิว
ท่านพ่อข้าเดิมทีไม่ค่อยพอใจฐานะทางบ้านของตระกูลเฉินเท่าไหร่นัก แต่เห็นว่าเฉินหยางชิวนั้นรูปโฉมงดงามและมีชื่อเสียงเรื่องความสามารถมาตลอด อนาคตน่าจะรุ่งโรจน์ ข้าเองแอบมองเขาอยู่ครั้งหนึ่งก็รู้สึกพึงพอใจ การหมั้นหมายนี้จึงได้เกิดขึ้น
ต่อมาข้าแต่งงานเข้าตระกูลเฉินและอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงมาตลอด ส่วนพ่อสามีกับแม่สามีไปรับราชการในหัวเมือง ข้ากับลิ่งกุ้ยเฟยสมัยที่นางยังไม่ได้เข้าวังจึงไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฮูหยินเจินมองเฒ่าจี้ด้วยสายตาประหลาด ก่อนจะหัวเราะอย่างโหยหวน
“ถูกแล้ว ความลับที่ข้าจะบอกก็คือเรื่องของลิ่งกุ้ยเฟย เรื่องที่พวกเจ้าไม่มีวันได้รู้จนวันตาย!”
“งั้นหรือ”
เฒ่าจี้ลูบคางครุ่นคิด หรือว่าก่อนที่ลิ่งกุ้ยเฟยจะออกเรือนจะเคยทำเรื่องสะเทือนขวัญอะไรไว้ ไม่น่าจะเป็นไปได้! ก่อนหน้านี้เขาตรวจสอบภูมิหลังของลิ่งกุ้ยเฟยจนกระจ่างแจ้งแล้ว
นางก็เป็นเพียงหญิงสาวในห้องหอธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถ ความงาม หรือความฉลาดหลักแหลมใดๆ จนกระทั่งเข้าวังนั่นแหละถึงได้โดดเด่นขึ้นมาทันที ฮูหยินเจินเห็นสายตากังขาของเฒ่าจี้ก็ทำท่าทางเหมือนถูกกระตุ้น นางกัดฟันพูดด้วยความตื่นเต้น
“ผู้หญิงคนนั้น... ผู้หญิงคนนั้นพอกลับมาถึงเมืองหลวงก็ตรงมาหาข้าที่นี่ ไม่เพียงแต่จะปรนนิบัติเอาใจข้า ทั้งยังปากหวานคอยพูดจาออดอ้อน ยังอ้างว่าไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง จึงแวะเวียนมาหาข้าทุกวันเพื่อถามไถ่เรื่องต่างๆ
ตอนนั้นความสัมพันธ์ของเฉินหยางชิวกับข้าเย็นชากันมาก อีกทั้งเขายังหมกมุ่นอยู่กับการเตรียมสอบเคอจวี่ จึงไม่ได้พบหน้ากับน้องสาวของเขาเลย น่าขำที่ตอนนั้นข้ากลับไม่ได้เอะใจอะไร...
เป็นที่รู้กันว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินกับคุณชายรองตระกูลเฉินเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน อายุไล่เลี่ยกัน และมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นยิ่งนัก แต่เหตุใดน้องสาวแท้ๆ ที่ไม่ได้พบหน้ากันหลายปี ถึงได้พยายามหลบหน้าพี่ชายรองที่นางเคยสนิทสนมด้วยทุกครั้งที่มาเยือน เจ้าพอจะรู้ไหมว่าเพราะอะไร”
สีหน้าของเฒ่าจี้เริ่มเคร่งขรึมขึ้น ในใจมีข้อสันนิษฐานมากมายแวบเข้ามาแต่เขาก็ปฏิเสธไปทั้งหมด ฮูหยินเจินไม่ปล่อยให้รอนาน นางเค้นแรงทั้งหมดกัดฟันพูด
“นั่นก็เพราะนางมีชนักติดหลัง! นางจึงไม่มีความมั่นใจในทุกเรื่องราวของเมืองหลวง และไม่กล้าเผชิญหน้ากับพี่ชายรองที่คุ้นเคยกับนางดี นังแพศยานั่นเพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเฉินหยางชิว
จึงได้แอบวางแผนให้เฉินหยางชิวไปพบกับซีอวี้เฉียว เพื่อที่เฉินหยางชิวจะได้ไม่ต้องมาใส่ใจนางที่เป็นน้องสาว ช่างเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจเหลือเกิน เจ้าว่าจริงไหม” เฒ่าจี้ไม่ได้ส่งเสียงตอบ ฮูหยินเจินก็ไม่ต้องการคำตอบจากเขา นางพูดต่อ
“ตระกูลเฉินของพวกเขาแสดงละครเรื่องสับเปลี่ยนตัวละครนี้ได้แนบเนียนมาก ตั้งแต่นายบ่าวไม่มีใครเผยพิรุธใดๆ ออกมาเลย ไม่นานคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินก็ได้เข้าวัง ชีวิตราบรื่นไร้อุปสรรค จากสนมระดับเม่ยเหรินขยับขึ้นเป็นผิน เป็นเฟย จนมาถึงตำแหน่งกุ้ยเฟยในปัจจุบัน
ผู้คนมากมายต่างยำเกรง แม้แต่ฮองเฮายังต้องหลบเลี่ยงความรุ่งโรจน์ของนางจนต้องขังตัวอยู่ในตำหนักไหว้พระ แต่สิ่งที่นางนึกไม่ถึงก็คือจะมีคนคนหนึ่งขุดคุ้ยความจริงของนางจนหมดเปลือก!”
“ใครกัน” เฒ่าจี้ถามออกไปโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะนึกหงุดหงิดใจตัวเองที่ถูกฮูหยินเจินชักจูงอารมณ์ไปเสียแล้ว
ฮูหยินเจินที่อัดอั้นมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พูดเรื่องนี้กับใครเสียที ความตื่นเต้นทำให้นางไม่ทันสังเกตเห็นอาการผิดปกติของเฒ่าจี้ นางกลับพูดอย่างลำพองใจ
“คุณหนูรองตระกูลเฉิน! เฉินอวี่โหรวไงล่ะ! ชื่อเดิมของลิ่งกุ้ยเฟยคือเฉินสวี่อัน ที่เปลี่ยนเป็นเฉินลิ่งอันก็เพราะนางบอกกับฮ่องเต้ว่าชื่อเก่ามันไม่สู้คำว่า ‘ลิ่ง’ (สูงส่ง)
ฮ่องเต้จึงมีพระราชโองการให้พ่อสามีของข้าแก้ชื่อในลำดับวงศ์ตระกูล แต่นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ลิ่งกุ้ยเฟยก่อเรื่องวุ่นวายมาตลอดหลายปี เรื่องเล็กน้อยแค่นี้คงไม่มีใครจำได้แล้วล่ะ
เฉินอวี่โหรวออกเรือนไปก่อนที่พ่อสามีกับแม่สามีของข้าจะกลับเข้าเมืองหลวง คิดว่าคนในเมืองหลวงที่รู้จักนางหรือเคยเห็นนางคงมีน้อยมาก แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
แม้จะเป็นลูกอนุแต่ก็มีฐานะเป็นลูกสาวคนรอง ทั้งแม่ของนางยังเป็นคนโปรด ส่วนเฉินสวี่อันเป็นลูกภรรยาหลวง ตามหลักแล้วการปฏิบัติของทั้งสองคนในบ้านไม่ควรจะต่างกันมาก
แต่ตระกูลเฉินกลับไม่สามารถมองด้วยตรรกะปกติได้ ตำแหน่งของเฉินสวี่อันในบ้าน แม้แต่แม่สามีข้ายังต้องถอยให้ พ่อสามีได้ของดีอะไรมาก็จะส่งถึงมือนางเป็นอันดับแรก
ให้นางอยู่เรือนที่ดีที่สุด ชมทิวทัศน์ที่สวยที่สุด สวมเสื้อผ้าที่ประณีตที่สุด และลิ้มรสขนมที่เลิศรสที่สุด เฉินอวี่โหรวมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความอิจฉาแค้นเคืองในใจ
เมื่อก่อนนางก็ส่งคนคอยจับตาดูเฉินสวี่อันอยู่เสมอ พยายามหาทางเอาชนะนางให้จงได้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า คนที่เข้าใจคนคนหนึ่งได้ดีที่สุดในโลกนี้ มักจะเป็นศัตรูของคนคนนั้น!”
ประโยคนี้ของฮูหยินเจินเฒ่าจี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ฮูหยินเจินเห็นเฒ่าจี้พยักหน้าก็ยิ่งเล่าอย่างออกรส
“น่าเสียดายที่เฉินออวี่โหรวไม่มีชาติกำเนิดที่ดีนัก แต่พ่อสามีข้าก็ยังดูแลลูกสาวคนรองที่เกิดจากอนุผู้นี้เป็นอย่างดี พออายุถึงวัยก็หาบัณฑิตหนุ่มผู้มีอนาคตไกลในที่ทำงานมาให้นางแต่งงานด้วย
ทั้งยังให้สินเดิมก้อนโตพอที่จะให้นางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านสามีไปตลอดชีวิต เดิมทีเฉินอวี่โหรวก็ค่อนข้างพอใจกับการแต่งงานของตน และถือว่าใช้ชีวิตคู่กับสามีอย่างราบรื่น
แต่น่าเสียดายที่สามีของนางเป็นคนอายุสั้น แต่งงานกันได้เพียงหกเจ็ดปีก็ตายจากไป ทิ้งลูกไว้ให้นางสามคน เฉินอวี่โหรวไม่มีทางเลือกจึงจำต้องพาลูกๆ กลับเมืองหลวงเพื่อมาพึ่งพาบ้านเดิม ตอนนั้นข้าได้พบกับนางหนหนึ่ง นางรู้ภูมิหลังของข้าจึงคิดอยากจะตีสนิท
พวกเราไปมาหาสู่กันอยู่พักหนึ่งเราก็เริ่มพูดคุยกัน ข้าจำได้ว่าตอนที่เอ่ยถึงเฉินสวี่อัน เฉินอวี่โหรวแสดงความอิจฉาออกมาอย่างชัดเจน แล้วบ่นพึมพำว่า ‘เป็นแผลเป็นแล้วยังเข้าวังได้ ถ้าข้าไม่ได้แต่งงานออกไปก่อน จะมีเรื่องของนางหรือ!’
ตอนนั้นข้าเองก็เริ่มใส่ใจจึงถามจี้ไปอีกสองสามคำ ข้าถึงได้รู้ว่าพ่อสามีข้าและบ่าวที่รับใช้ใกล้ชิดเฉินสวี่อันคอยปรนนิบัติระแวดระวังอย่างดี เลี้ยงดูนางมาอย่างประคบประหงม ไม่เคยปล่อยให้เลือดออกแม้แต่หยดเดียว
แต่เพราะต่อมาทั้งสองคนเกิดทะเลาะกัน เฉินอวี่โหรวซ่อนอาวุธไว้ในเล็บมือ จงใจข่วนแขนของนางจนเป็นแผลยาว แม้ต่อมาแผลจะหายดีแล้ว แต่ก็ยังทิ้งรอยแผลเป็นยาวขนาดหนึ่งนิ้วไว้ ซึ่งอยู่ข้างๆ ไฝเม็ดเล็กๆ พอมองปราดเดียวก็เห็นทันที
ตอนนั้นเพราะเรื่องนี้บ่าวที่รับใช้เฉินสวี่อันถึงกับถูกลงโทษยกใหญ่ พ่อสามีถึงขั้นไปหายาทาลบรอยแผลเป็นที่ดีที่สุดในวังมาให้ แต่ก็ไม่อาจลบให้หายสนิทได้ ทำได้เพียงปกปิดไว้เท่านั้น
ก่อนที่เฉินอวี่โหรวจะแต่งงานออกไป แผลเป็นนั้นยังคงอยู่ แต่ต่อมาข้าติดตามลิ่งกุ้ยเฟยไปแช่น้ำพุร้อนที่ตำหนักนอกวัง ข้าได้สังเกตอย่างละเอียด แขนทั้งสองข้างของลิ่งกุ้ยเฟยเรียบเนียนขาวผ่อง อย่าว่าแต่แผลเป็นเลย แม้แต่ไฝสักเม็ดยังไม่มี!
แน่นอนว่าตอนนั้นข้าแค่สงสัยนิดหน่อย ต่อมาได้สอบถามเรื่องต่างๆ จากเฉินสวี่อันมากขึ้นก็ยิ่งมั่นใจว่าใช่แน่ๆ อย่างเช่นเฉินสวี่อันโตที่เมืองหลวง นางกินอาหารได้ทุกอย่าง
แต่ลิ่งกุ้ยเฟยในวังกลับแพ้อาหารจำพวกกุ้ง กินเข้าไปหน่อยเดียวผื่นก็ขึ้นเต็มตัว หายใจติดขัด ซึ่งเรื่องแบบนี้เมื่อก่อนไม่เคยเกิดขึ้นเลย อีกอย่างเฉินสวี่อันชอบสีอ่อนหวานเรียบง่าย
แต่ลิ่งกุ้ยเฟยกลับโปรดปรานสีแดง เฉินสวี่อันนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่ลิ่งกุ้ยเฟยกลับโอ้อวดและร้อนแรง ทั้งนิสัยและความชอบของทั้งสองคนแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ข้าจึงมั่นใจว่าลิ่งกุ้ยเฟยในวังไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของพ่อสามีข้า! เป็นตัวปลอม!
ข้าเดาว่าเฉินสวี่อันตัวจริงคงประสบอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง พ่อสามีเลยจำต้องหาตัวปลอมนี้เข้าวัง ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดโปงออกไป จุดจบของลิ่งกุ้ยเฟยจะเป็นอย่างไร ข้ากุมจุดอ่อนนี้ไว้ นางก็จะต้องคุ้มครองข้า!”
เมื่อพูดถึงประโยคท้ายที่สุด ฮูหยินเจินก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมา เฒ่าจี้ถึงกับตะลึง ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกชื่นชมในความฉลาดของเจินอวี๋อยู่บ้าง แต่ตอนนี้สิ่งที่เขารับรู้มาทำให้เขารู้สึกว่านางช่างโง่เขลานัก จนอดไม่ได้ที่จะประชด
“เจ้าควรจะขอบคุณที่ปากของเจ้ายังเก็บความลับได้ดีนะ เพราะถ้าหากลิ่งกุ้ยเฟยรู้เรื่องนี้เข้า เกรงว่าเจ้าคงไม่ได้เห็นตะวันของวันพรุ่งนี้หรอก ต่อให้อยู่ในมือข้าก็ไม่รับประกันว่านางจะไม่หาช่องโหว่มาลอบสังหารเจ้า ไหนจะตระกูลเจินที่หนุนหลังเจ้าอยู่อีก...”