LNCrawler

บทที่ 277 บุญคุณผูกวาสนา (อ่านฟรี 14/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 277 บุญคุณผูกวาสนา (อ่านฟรี 14/10/69)

บทที่ 277 บุญคุณผูกวาสนา

 

“นางจะกล้าหรือ!” 

ฮูหยินเจินยืดคอถามกลับด้วยความท้าทาย ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มของเฒ่าจี้ สมองของนางก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้น เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาตามร่างกาย ขนลุกซู่ไปทั้งตัว นางกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางกล่าวด้วยความประหม่า

“สิ่งที่ควรพูดข้าก็พูดหมดแล้ว เจ้าสัญญาแล้วนะว่าจะเก็บเป็นความลับให้ข้า!”

เฒ่าจี้ถึงกับพูดไม่ออกกับฮูหยินเจินโดยสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ฉลาดหรือโง่กันแน่ ที่สามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยนิสัยโอหังเช่นนี้ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แท้ๆ

​“ในเมื่อข้าสัญญาไว้กับเจ้าแล้วก็ย่อมต้องรักษาคำพูด อีกไม่นานเจ้าก็จะได้กลับไปแล้ว” เฒ่าจี้พูดทิ้งท้ายพลางเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาของฮูหยินเจิน

​ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฮูหยินเจินพบว่าสถานที่ที่นางอยู่ได้เปลี่ยนจากคุกใต้ดินกลับมาเป็นเรือนหลักของจวนตระกูลเฉิน ข้าวของที่เคยถูกทุบทำลายในห้องถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน ม่านก็ถูกเปลี่ยนเป็นของใหม่ 

มีเพียงเตียงและเครื่องนอนของนางเท่านั้นที่ยังคงเป็นของเดิม ​โดยรอบเงียบสงัด ฮูหยินเจินรู้สึกประหม่าเล็กน้อย นางลงจากเตียงด้วยความลังเล ทันใดนั้นก็เห็นสาวใช้แปลกหน้าสองคนถือน้ำร้อนเข้ามา แล้วรายงานอย่างนอบน้อม

“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวต้มน้ำร้อนมาให้แล้ว เชิญท่านอาบน้ำชำระร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะเจ้าค่ะ”

​ในเวลานี้ฮูหยินเจินอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้เลย นอกจากหัวฟูหน้าตาเลอะเทอะแล้ว ร่างกายยังมีกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์ บวกกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยสะเก็ดแผลจากการถูกทำลายโฉมจนดูไม่ได้ 

สาวใช้ทั้งสองคนไม่กล้าแม้แต่จะสบตานางตรงๆ ​ทว่าฮูหยินเจินกลับไม่สนใจเรื่องพวกนั้น นางพุ่งตัวเข้าไปหาแล้วตวาดถามเสียงดัง

“แม่นมของข้ากับเสี่ยวจูและคนอื่นๆ ไปไหนหมด!” ​สาวใช้ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะตอบอย่างนอบน้อม

“เรียนฮูหยิน บ่าวเพิ่งถูกย้ายมาใหม่ จึงไม่ทราบเจ้าค่ะว่าพวกเขาหายไปไหน”

​จู่ๆ ฮูหยินเจินก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี นางพุ่งออกไปที่ลานบ้าน เมื่อเห็นประตูใหญ่ที่ถูกล็อกตายจากด้านนอกก็เข้าใจในทันที คนของนาง... หายไปหมดแล้ว! 

วินาทีนั้นนางถึงได้รู้ซึ้งถึงคำว่า ‘ตะโกนไปฟ้าก็ไม่รับรู้ ร้องขอไปดินก็ไม่ตอบรับ’ ความสิ้นหวังนั้นซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก ทำให้นางสติแตกอย่างสมบูรณ์ นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นลานบ้านแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างบ้าคลั่ง

สาวใช้ทั้งสองคนพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่พักใหญ่ กว่าจะพานางฮูหยินเจินไปอาบน้ำพักผ่อนได้สำเร็จ ​ภายในห้องหนังสือของเฉินหยางชิว เฒ่าจี้พูดด้วยน้ำเสียงสนใจใคร่รู้

“เจินอวี๋ส่งคืนให้เจ้าแล้ว ถือเสียว่าข้าไม่เคยมาที่นี่ก็แล้วกัน ส่วนเนื้อหาในจดหมายของนางข้าก็ให้เจ้าไปหมดแล้ว เจ้าจะทำอย่างไรต่อไปก็ตามใจเจ้าเลย”

​หลังจากเฒ่าจี้จากไป เฉินหยางชิวจ้องมองสิ่งเหล่านั้นอยู่นาน ก่อนจะตวัดพู่กันเขียนตัวอักษรลงไป! ​กระแสคลื่นใต้น้ำที่กำลังเชี่ยวกรากในเมืองมณฑลไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อขบวนเดินทางของลู่ตงซานที่กำลังเดินทางอยู่บนถนน เนื่องจากมีอู๋เหวินจื่อที่ล้มป่วยเพิ่มขึ้นมา 

ลู่ตงซานจึงไม่กล้าให้คนขับรถม้าเร่งเดินทาง เดินทางไปหยุดพักไป จนใช้เวลาเพิ่มอีกสองวันถึงจะมาถึงอำเภอชิงอัน เมื่อส่งตัวอู๋เหวินจื่อถึงบ้านตระกูลอู๋แล้ว ลู่ตงซานก็ประสานมือคำนับแล้วกล่าว

“ท่านอาจารย์อู๋ พวกท่านพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ พวกเราขอตัวกลับหมู่บ้านก่อน” อู๋เหวินจื่อรั้งแขนลู่ตงซานไว้โดยไม่คาดคิด เขาเผยรอยยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าออกมา 

“นายท่านลู่ หากไม่รีบร้อนจนเกินไป เชิญเข้าไปนั่งเล่นดื่มชากันก่อนเถอะ”

​“เรื่องนี้...” ลู่ตงซานและเฉินสวี่อันสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง

ฮูหยินอู๋ได้รับข่าวจากคนรับใช้ก็รีบเร่งออกมา เมื่อเห็นอู๋เหวินจื่อที่ซูบผอมลงไปถนัดตา ขอบตานางก็แดงก่ำทันที หากไม่มีคนนอกอยู่ด้วย นางคงปล่อยโฮออกมาแล้ว ​เฉินสวี่อันเข้าใจความทุกข์ใจของนาง จึงก้าวเข้าไปปลอบโยน

“ร่างกายของท่านอาจารย์อู๋ฟื้นตัวได้พอสมควรแล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่การเดินทางไกลทำให้เหนื่อยล้า อีกทั้งระหว่างทางก็ไม่ได้กินอาหารดีๆ ตอนนี้กลับถึงบ้านแล้ว หากพี่สาวช่วยดูแลอีกสักสองสามวัน รับรองว่าจะต้องฟื้นตัวเป็นปกติแน่นอนเจ้าค่ะ” ฮูหยินอู๋เช็ดน้ำตาพลางกล่าวเสียงสะอื้น

“ต้องขอบคุณพวกเจ้าสองสามีภรรยาจริงๆ หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้า ตาแก่ที่บ้านข้าไม่รู้ว่าจะต้องลำบากไปถึงไหน! เจ้าดูสิ ปกติก็ไม่ใช่ไม่เคยเดินทางไกล เหตุใดคราวนี้ถึงได้พบเจอแต่เคราะห์ร้ายเช่นนี้กันนะ!” อู๋อี้ข่ายฟังแล้วหน้าแดงก่ำด้วยความละอายใจ เขาก้มหน้าลงต่ำ 

“ท่านแม่ เป็นเพราะข้าไม่เอาไหนเองที่ดูแลท่านพ่อไม่ดี” อู๋เหวินจื่อรีบช่วยแก้ต่างให้ลูกชายทันที

“ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก เป็นเพราะข้าแก่แล้วไม่ค่อยได้เรื่อง เรื่องพวกนี้ช่างมันเถอะ เจ้าพาฮูหยินลู่กับเด็กๆ ไปนั่งเล่นที่เรือนด้านในเถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับนายท่านลู่เขาสักพัก”

ฮูหยินอู๋พยักหน้าโดยไม่ได้คิดอะไรมาก จึงนำทางเฉินสวี่อันกับเด็กๆ ไปยังเรือนหลัง หลังจากที่เฉินสวี่อันและคนอื่นๆ นั่งลงเรียบร้อยแล้ว อู๋จวงลวี่ก็รีบเดินเข้ามา นางทำความเคารพเฉินสวี่อันแล้วถามด้วยท่าทางร้อนใจ

“ท่านแม่ ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” อารมณ์ของฮูหยินอู๋ดีขึ้นมากแล้ว นางยิ้มบางๆ แล้วกล่าว

“ท่านน้าลู่ของเจ้าบอกว่าไม่เป็นอะไรมากแล้ว เดี๋ยวค่อยเชิญท่านหมอมาดูอาการอีกทีตอนเย็น”

อู๋จวงลวี่ขยำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ในใจอยากจะไปเยี่ยมอู๋เหวินจื่อเหลือเกิน แต่ก็รู้ว่ามีแขกอยู่ที่เรือนหน้าจึงได้แต่ข่มใจไว้ และนั่งเป็นเพื่อนอย่างใจลอย ลู่หยวนเซินและลู่หยวนจงสองพี่น้องสบตากัน ทั้งคู่หาข้ออ้างดึงตัวอู๋จวงลวี่ออกมาแล้วกระซิบกระซาบ

“ท่านอยากไปเจอท่านพ่อของท่านไม่ใช่หรือ เดี๋ยวข้าพาไปเอง ตลอดทางมานี้เราก็คุยกับท่านอาจารย์อู๋ไม่น้อยจนคุ้นเคยกันดีแล้ว ที่เรือนหน้าก็มีแค่ท่านพ่อกับน้องชายรองและน้องชายสามของข้าเอง ว่ายังไง จะไปไหม”

อู๋จวงลวี่กัดริมฝีปากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็ตกลง นางแอบย่องตามสองพี่น้องตระกูลลู่ไปที่เรือนหน้า ทั้งสามคนคลำทางไปตามผนังจนถึงใต้หน้าต่าง ห้องหนังสือของอู๋เหวินจื่อมีหน้าต่างค่อนข้างสูง 

หากอยากเห็นเหตุการณ์ข้างในต้องหาของมาวางรองใต้เท้า ทั้งสามคนเป็นเพียงเด็กสาว แรงมีจำกัด จึงได้แต่ขนก้อนหินมาวางแล้วเหยียบขึ้นไป แอบชะโงกหน้ามองเข้าไปราวกับพวกหัวขโมย

ลู่หยวนเว่ยสังเกตเห็นหัวขโมยตัวน้อยเหล่านั้นตั้งแต่แรกแล้ว เขาจิบชาคำหนึ่งเพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะก้มหน้าพูด

“ข้าขอตัวออกไปข้างนอกสักครู่” ลู่หยวนเซินถึงกับดีใจมาก 

“ดีเลย เจ้าคนจอมเจ้าเล่ห์นั่นออกไปแล้ว เราจะได้แอบดูได้อย่างเต็มที่หน่อย” ลู่หยวนเว่ยที่ยืนอยู่ข้างหลังพวกนางเงียบๆ 

“.….”

​ภายในห้องกลิ่นชาหอมอบอวล อู๋เหวินจื่อคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญทันที

“นายท่านลู่ การเดินทางไปเมือมณฑลคราวนี้ หากไม่ได้ครอบครัวของพวกท่านช่วยเหลือ ข้ากับอี้ข่ายไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาอย่างปลอดภัย” ลู่ตงซานยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ 

“ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอกขอรับ” ​ทว่าอู๋เหวินจื่อกลับทำสีหน้าเคร่งขรึม 

“สำหรับนายท่านลู่อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับพวกเราพ่อลูกมันเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตไว้ บุญคุณครั้งนี้พวกเราพ่อลูกจะจดจำไว้ในใจ หากวันหน้ามีเรื่องที่ต้องการให้ช่วยเหลือ นายท่านลู่บอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

อู๋เหวินจื่อเป็นบัณฑิต ย่อมไม่ให้คำมั่นสัญญากับใครง่ายๆ การที่เขาพูดเช่นนี้ย่อมมีค่ามากกว่าการแสดงความขอบคุณด้วยสิ่งของใดๆ ลู่ตงซานดีใจอยู่ในใจ แแต่สีหน้ายังคงนิ่งเฉย อู๋เหวินจื่อจึงได้กล่าวต่อ 

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะปรึกษากับนายท่านลู่ หากท่านไม่ตกลงก็ไม่เป็นไร นายท่านลู่ไม่ต้องเก็บไปกังวลหรอกนะ”

​“เรื่องอะไรหรือขอรับ” ลู่ตงซานทำหน้างุนงง พวกเขาเดินทางมาด้วยกันตั้งหลายวัน ยังจะมีเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้อีกหรือ อู๋เหวินจื่อกล่าวด้วยความกระดากอาย

“คือข้าอยากจะยกลูกสาวคนเล็กของข้าให้แก่... หยวนเว่ยขอรับ”

​สิ้นคำพูดนั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงอุทานของสตรีดังมาจากนอกหน้าต่าง ตามด้วยเสียงตะโกนลั่นของลู่หยวนเว่ย

“ระวัง!”

​“เกิดอะไรขึ้น” อู๋เหวินจื่อถามด้วยความกังวลและมองไปทางหน้าต่าง ส่วนลู่ตงซาน ลู่หยวนซิง และอู๋อี้ข่ายต่างรีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที

​ทั้งสามคนวิ่งออกไป และภาพที่เห็นคือลู่หยวนเว่ยกำลังใช้แขนข้างหนึ่งโอบอู๋จวงลวี่ไว้ อีกข้างหนึ่งประคองลู่หยวนจง ทั้งหมดนอนอยู่บนพื้นโดยที่ลู่หยวนเว่ยมีสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด

ลู่หยวนเซินยืนตะลึงตาค้างอยู่ข้างๆ ส่วนอู๋จวงลวี่พยายามดิ้นรนลุกขึ้นจากพื้น ใบหน้าของนางเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดง สลับไปมาด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ลู่หยวนเว่ยเห็นว่าอู๋จวงลวี่ไม่เป็นอะไร จึงหันไปถามลู่หยวนจงที่อยู่ในอ้อมแขน 

“ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

ลู่หยวนจงส่ายหน้าอย่างว่าง่าย เหมือนเด็กที่ทำความผิดจึงรีบปีนขึ้นจากอ้อมแขนของลู่หยวนเว่ยพร้อมกับดึงตัวลู่หยวนเว่ยให้ลุกขึ้นตามไปด้วย จากนั้นนางก็มองผู้ใหญ่หลายคนที่วิ่งเข้ามาแล้วรีบอธิบายแก้ตัว 

“พวกเราไม่ระวังเองเจ้าค่ะ เมื่อกี้พวกท่านไม่ได้เห็นอะไรทั้งนั้นนะ!”

“…..” ลู่ตงซาน นี่มันเข้าทำนองยิ่งพูดยิ่งส่อพิรุจชัดๆ!

​“…..” อู๋อี้ข่าย เขาไม่ยักรู้มาก่อนว่าแม่หนูน้อยตระกูลลู่จะน่าสนใจขนาดนี้!

​“.....” ลู่หยวนซิง พี่สาว ท่านคิดว่าพวกเราตาบอดกันหรือไง ลู่หยวนเว่ยทำอะไรไม่ถูก เขาหน้าแดงก่ำแล้วฝืนใจกล่าวขอโทษอู๋จวงลวี่

“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินแม่นาง ขอแม่นางโปรดให้อภัยให้ด้วย” อู๋จวงลวี่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่าย นางพึมพำเสียงเบา

“เป็นข้าเองที่ไม่ระวัง ไม่เกี่ยวกับคุณชายหรอกเจ้าค่ะ”