บทที่ 278 บุพเพที่ไม่ทันตั้งตัว (อ่านฟรี 14/10/69)
บทที่ 278 บุพเพที่ไม่ทันตั้งตัว (อ่านฟรี 14/10/69)
บทที่ 278 บุพเพที่ไม่ทันตั้งตัว
พูดจบประโยคนั้นแทบจะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของนางไปจนหมดสิ้น จากนั้นนางก็หมุนตัววิ่งโซซัดโซเซออกไป ลู่หยวนเซินได้สติก็รีบวิ่งตามไปทันที ลู่หยวนจงกลอกตาไปมา นางขยิบตาให้ลู่ตงซานแล้วยิ้มให้ลู่หยวนเว่ย ก่อนจะวิ่งตามไปอีกคน
ปฏิกิริยาเช่นนี้... พ่อลูกตระกูลลู่ทั้งสามคนมองหน้ากันด้วยความงุนงง อู๋อี้ข่ายได้สติก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอายแต่ยังคงความสุภาพไว้
“นั่นคือน้องสาวคนเล็กของข้าเอง ไม่นึกเลยว่ายัยหนูคนนี้จะใจกล้าขนาดนี้ ถึงขั้นกล้ามาฟังแอบฟังที่เรือนหน้า! ไว้ค่ำๆ ข้าจะให้ท่านแม่จัดการอบรมสั่งสอนนางให้เข้มงวดหน่อย”
ส่วนเรื่องที่ลู่หยวนเว่ยบังเอิญไปแตะเนื้อต้องตัวอู๋จวงลวี่เมื่อครู่นี้ อู๋อี้ข่ายไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่น้อย แต่ลู่หยวนเว่ยจะทำเป็นไม่เคยเกิดอะไรขึ้นไม่ได้
เขาเดินกลับเข้าห้องหนังสือด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูสง่าผ่าเผย บัดนี้กลับดูเหี่ยวเฉาราวกับมะเขือม่วงที่ถูกน้ำค้างแข็ง ทั้งรู้สึกกังวลและกระสับกระส่าย
อู๋อี้ข่ายกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างข้างหูอู๋เหวินจื่อ ลู่หยวนเว่ยเตรียมใจที่จะโดนดุด่าไว้แล้ว เขาจึงรวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปหา
“ท่านอาจารย์...”
อู๋เหวินจื่อไม่มีท่าทีโกรธเกรี้ยวอย่างที่เขาคาดคิด ตรงกันข้ามกลับยิ้มออกมา ดูเหมือนว่าอารมณ์ของเขาจะดีไม่น้อย
“?????”
ท่านอาจารย์คงถูกกระตุ้นจนจิตฟั่นเฟือนไปแล้วกระมัง ต้องเป็นเพราะพี่ใหญ่อู๋เล่าไม่ละเอียดแน่ๆ! ลู่หยวนเว่ยกำลังเตรียมจะเรียบเรียงคำพูดใหม่เพื่อขออภัยอู๋เหวินจื่อ ทว่ากลับได้ยินเขาถามช้าๆ
“เมื่อครู่ข้าเพิ่งจะพูดเรื่องการแต่งงานของลูกสาวข้ากับพ่อเจ้าไป หยวนเว่ย ถ้าข้าจะให้เจ้าแต่งงานกับลูกสาวคนเล็กของข้า เจ้าจะเต็มใจหรือไม่” ลู่หยวนเว่ยที่มัวแต่คิดเรื่องจะขอโทษไม่ได้ตั้งใจฟังคำพูดของอู๋เหวินจือ จึงหลุดปากตอบไป
“เต็มใจขอรับ... เอ๊ะ! ท่านอาจารย์ ท่านว่าอะไรนะขอรับ” เห็นท่าทางงุนงงดูเด๋อด๋าของเขา ลู่หยวนซิงก็ร้อนใจแทน
“พี่สาม ท่านอาจารย์ถามว่าท่านเต็มใจจะแต่งงานกับคุณหนูอู๋หรือไม่! แม่นางคนเมื่อกี้ก็น่าจะเป็นคุณหนูอู๋ขอรับ”
“อึก!”
ลู่หยวนเว่ยสูดลมหายใจเข้าลึก เขาเพิ่งจะอายุ 12 ปีเท่านั้น ปีหน้าก็แค่ 13 จะมาพูดเรื่องแต่งงานแต่งการมันก็เร็วไปหน่อยไหม! อู๋เหวินจื่อเห็นท่าทางซื่อบื้อของเขาจึงขมวดคิ้ว
“ทำไม เจ้าไม่เต็มใจหรือ”
หึ! ต่อให้ไม่เต็มใจก็ต้องเต็มใจ ในเมื่อกอดกันขนาดนั้นแล้ว ลูกสาวข้าไม่แต่งกับเจ้าจะให้ไปแต่งกับใคร อู๋เหวินจื่อตัดสินใจแน่วแน่ จ้องมองดวงตาของลู่หยวนเว่ยราวกับหมาป่าที่กำลังหิวโหย ลู่หยวนเว่ยตกใจจนสะดุ้ง เมื่อได้สติหัวใจก็เต้นรัว เขาก้มหน้าแดงก่ำแล้วกล่าว
“เมื่อครู่ข้าทำตัวเสียมารยาทเอง ข้ายินดีจะรับผิดชอบขอรับ”
ใครใช้ให้เขาเป็นคนใจดีและมือไวกันเล่า! เขาขอสาบานเลยว่าครั้งหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกเด็ดขาด ถ้าทำอีกเขาจะไปเอาหัวโขกกำแพงให้ตาย! อู๋เหวินจื่อสีหน้าผ่อนคลายลง มองลู่หยวนเว่ยด้วยสายตาที่เอ็นดูยิ่งขึ้นและหัวเราะร่า
“ดีๆๆ! ถ้าอย่างนั้นก็หาวันเวลาดีๆ ไปสู่ขอที่บ้านกันเถอะ!”
“?????” ลู่ตงซาน
เร็วขนาดนี้เชียวหรือ เขายังไม่ได้เตรียมใจเลย! ที่เรือนหลังอู๋จวงลวี่วิ่งรวดเดียวกลับมาถึงเรือนของตน ใบหน้าสะสวยแดงก่ำและร้อนผ่าวราวกับไข่ต้มที่สุกได้ที่ ใในดวงตามีน้ำตาคลอเบ้า ลู่หยวนเซินวิ่งตามมาทันด้วยอาการหอบเหนื่อย
“พี่จวงลวี่ ท่านวิ่งเร็วเกินไปแล้ว! ข้าเหนื่อยหอบจนแทบไม่ไหวแล้ว! เรื่องวันนี้ถือเป็นอุบัติเหตุ ท่านวางใจเถอะ เรื่องนี้น้องสามของข้าต้องรับผิดชอบแน่!”
อู๋จวงลวี่หันหน้าหนีเล็กน้อย กัดริมฝีปากพลางขยำผ้าเช็ดหน้าในมืออยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก นางอยากจะบอกว่าเรื่องวันนี้ไม่เกี่ยวกับคุณชายท่านนั้น แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของนาง คำพูดที่ดูไร้น้ำหนักเช่นนั้นนางจึงพูดไม่ออก ในใจวุ่นวายไปหมด
ยิ่งนึกถึงคำพูดที่อู๋เหวินจื่อกล่าวไว้ นางก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก ลู่หยวนเซินยังคงพยายามปลอบใจนางอย่างสุดความสามารถ ในตระกูลอู๋เห็นจะมีเพียงฮูหยินอู๋และเฉินสวี่อันที่ดูผ่อนคลายที่สุด
ทั้งคู่คุยเรื่องซุบซิบสนุกๆ ในอำเภอไปมากมาย จนกระทั่งลู่หยวนเซินและน้องสาวกลับมา เฉินสวี่อันจึงได้ขอตัวกลับ ฮูหยินอู๋ส่งแขกถึงนอกเรือนก่อนจะหันหลังกลับไปพบอู๋เหวินจื่อ
ในเวลาเดียวกันบนรถม้า ลู่ตงซานทำสีหน้าประหลาดขณะมองดูลู่หยวนเว่ย เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วพูดติดตลก
“เมียจ๋า กลับไปเราคงต้องเตรียมสินสอดแล้วล่ะ งานแต่งของเจ้าสามถูกกำหนดขึ้นแล้ว” เฉินสวี่อันที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่ลืมตาโพลงขึ้นทันที
“หมายความว่าอย่างไร”
ลู่ตงซานพยักพเยิดหน้าไปทางลูกๆ ทั้งสี่คน ลูกทั้งสี่คนรีบก้มหน้าลงทันที ท่าทางชัดเจนว่าเป็นความผิดและกำลังรอโดนทำโทษ เฉินสวี่อันรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี นางจ้องมองลู่หยวนเว่ยด้วยสายตาที่เข้มงวดขึ้น
“เจ้าไปแกล้งแม่นางน้อยบ้านไหนมา”
“แค่กๆๆ” ลู่หยวนเว่ยสำลักน้ำลายตัวเองจนหน้ายับย่นเป็นซาลาเปา เขาพูดอย่างน้อยใจ
“ท่านแม่! ลูกชายของท่านไม่ใช่พวกนักเลงหัวไม้ จะไปแกล้งแม่นางน้อยที่ไหนได้!” เฉินสวี่อันแค่นหัวเราะ
“ใครจะไปรู้ล่ะ! หลายปีมานี้พวกเจ้าไม่ได้เติบโตอยู่ข้างกายแม่ แม่ก็ไม่กล้าฟันธงหรอกนะ!”
“ท่านแม่!” ลู่หยวนเว่ยแทบจะโมโหตาย เขาจำต้องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เฉินสวี่อันฟัง ลู่ตงซานเสริมขึ้น
“อันที่จริงก่อนที่คุณหนูอู๋จะล้ม ท่านอาจารย์อู๋ก็พูดเรื่องการแต่งงานของลูกสาวเขากับข้าไว้แล้ว เรื่องของหยวนเว่ยนี่ถือเป็นจังหวะที่พอดีเป๊ะเลย” ลู่หยวนเซินกลัวว่าเฉินสวี่อันจะเข้าใจอู๋จวงลวี่ผิด จึงรีบกระซิบอธิบาย
“คือพี่จวงลวี่เป็นห่วงท่านพ่อของนาง ข้าเลยพานางไปแอบดูที่เรือนหน้า ข้าสาบานได้ว่าตอนนั้นพวกเราแค่อยากจะแอบดูนิดเดียวจริงๆ ใครจะไปคิดว่าหน้าต่างเเรือนตระกูลอู๋จะสูงขนาดนั้น
พวกเรามองไม่เห็นเลยต้องไปขนก้อนหินมาเหยียบ พี่จวงลวี่เพิ่งจะเหยียบยืนได้มั่นคง ก็ได้ยินคำพูดที่น่าตกใจของท่านอาจารย์อู๋ ผลคือนางกับน้องสี่เลยตกใจจนล้มลง อีกอย่าง พวกเราก็ไม่คิดว่าน้องสามจะแอบยืนดูพวกเราขำอยู่ข้างหลังนั่น ผลก็เลย...” เฉินสวี่อันฟังจบก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองลูกชายตัวเองด้วยสายตาเวทนา
“ยังจะไปขำคนอื่นเขาอีก! ตอนนี้ตัวเองกลายเป็นตัวตลกเสียเองแล้ว!” ลู่หยวนเว่ยแทบจะร้องไห้
“ท่านแม่ ลูกก็แย่พอแล้ว ท่านอย่าได้หยอกล้อลูกอีกเลย!” เฉินสวี่อันมองเขาโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ครู่หนึ่งจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตอบแม่มาตามตรง เจ้าอยากแต่งงานกับคุณหนูตระกูลอู๋หรือไม่ อย่าทำไปเพียงเพราะเห็นแก่สถานการณ์โดยรวมแล้วสุดท้ายกลับเย็นชาใส่นาง นี่ไม่ใช่สิ่งที่แม่ต้องการจะเห็น”
ลู่หยวนหเว่ยเงยหน้าขึ้นฉับพลัน เขาไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น พอโดนเฉินสวี่อันถามเข้าเช่นนี้ เขากลับตอบไม่ถูกเลย เฉินสวี่อันไม่บีบคั้นเขา นางทำสีหน้าผ่อนคลายพลางพูดช้าๆ
“ลูกผู้ชายจะยืนหยัดในโลกหล้า ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องคุณธรรมและความรับผิดชอบ การทำสิ่งใดต้องซื่อตรงต่อใจตนเอง หากเจ้าแต่งงานกับคุณหนูอู๋แล้ว แต่กลับดูแลนางไม่ดี สำหรับตระกูลอู๋ถือว่าไร้คุณธรรม สำหรับคุณหนูอู๋ถือว่าไร้ความสัตย์ซื่อ
สำหรับพ่อแม่ถือว่าไม่กตัญญู ผู้ที่ไร้สัตย์ ไร้คุณธรรม และไร้ความกตัญญู ย่อมถูกผู้คนเหยียดหยาม แล้วในวันหน้าเจ้าจะเดินบนเส้นทางขุนนางให้ยาวไกลได้อย่างไร แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็มากพอที่พวกขุนนางตรวจการจะรุมถล่มเจ้าจนตายแล้ว
บ้านเราไม่มีธรรมเนียมการรับอนุภรรยา พ่อของเจ้าไม่ได้เริ่มเปิดทางนี้ไว้ และแม่ก็ไม่หวังให้พวกเจ้าเป็นคนเริ่ม ดังนั้นหากคุณหนูตระกูลอู๋ไม่ถูกใจเจ้า หรือเจ้าไม่พึงพอใจ
การแต่งงานนี้ก็ยังสามารถยกเลิกได้ อย่างมากแม่จะไปขอโทษที่เรือนเขาด้วยตัวเอง ให้ตระกูลอู๋รับเจ้าเป็นลูกบุญธรรมแทน เพียงเท่านี้ชื่อเสียงของคุณหนูอู๋ก็จะยังคงอยู่ ถือว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย”
นี่คือทางถอยที่เฉินสวี่อันเตรียมไว้ให้เขา ซึ่งสามารถรักษาหน้าตาของทั้งสองตระกูลไว้ได้ ลู่หยวนเว่ยมองมารดาของตนอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า แววตาที่เคยสับสนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว
“ท่านแม่ สิ่งที่ท่านพูดลูกได้ตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ท่านพูดถูก ลูกผู้ชายยืนหยัดในโลกหล้าจะปล่อยให้มีจุดด่างพร้อยแม้แต่นิดไม่ได้ อีกอย่างคุณหนูอู๋ก็เป็นคนดี เพียงแต่ลูกคิดเสมอว่าตนเองยังเด็กจึงไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เท่านั้น
อย่างไรเสียก็ต้องแต่งงานอยู่แล้ว เร็วขึ้นอีกสองปีหรือช้าลงสองปีก็ไม่ต่างกัน ขอเพียงคุณหนูอู๋เป็นคนที่มีศีลธรรมลูกก็ไม่มีข้อขัดข้อง ในวันหน้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณหนูอู๋ต้องผิดหวัง”
มุมปากของเฉินสวี่อันยกขึ้นเล็กน้อย คำพูดของลู่หยวนเว่ยทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นมาก นางถอนหายใจพลางกล่าว
“จำคำพูดของเจ้าในวันนี้ไว้ให้ดี อีกสองวันแม่จะให้พ่อของเจ้าไปหาแม่สื่อเพื่อไปสู่ขอที่เรือนของนาง กฎเกณฑ์เอาตามแบบพี่ใหญ่ของเจ้า แม้ตระกูลอู๋จะไม่เท่าตระกูลจั๋ว แต่บ้านเราไม่นิยมดูถูกใครตามฐานะ เพียงแต่ห่านป่าที่ต้องใช้... ไม่รู้ว่าเวลานี้จะยังจับได้อยู่หรือไม่” เฉินสวี่อันหันไปมองลู่ตงซาน ลู่ตงซานตบหน้าอกตนเองอย่างมั่นใจ
“เรื่องนี้ยกให้ข้าจัดการเถอะ เรื่องอื่นอาจจะไม่ได้ แต่เรื่องล่าสัตว์ข้าทำได้แน่ พอดีเลยที่ไม่ได้ไปหมู่บ้านเจียถูมานานแล้ว ถึงตอนนั้นจะพาเจ้าสามไปด้วย ไปเดินเล่นในป่ากับจางหลิวสักหน่อย” เฉินสวี่อันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ