บทที่ 27 เมื่อภรรยาของเข้าป่าไปด้วย
บทที่ 27 เมื่อภรรยาของเข้าป่าไปด้วย
บทที่ 27 เมื่อภรรยาขอเข้าป่าไปด้วย
ลู่หยวนเซินเลียริมฝีปากของนางโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด เพียงแค่ดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่านางอยากกินใจจะขาด ลู่หยวนเว่ยที่อยู่ข้างๆ ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจราวกับว่าเฉินสวี่อันได้ตกลงปลงใจเรียบร้อยแล้ว
ส่วนลู่หยวนจงก็จูงมือลู่หยวนซิงจ้องมองนางตาละห้อย เฉินสวี่อันถูกสายตาอันร้อนแรงของเหล่าหัวไชเท้าน้อยรุมล้อมจนไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้ นางยิ้มอย่างอ่อนใจพลางกล่าว
“ตกลงจ่ะ เย็นนี้แม่จะทำเนื้อให้พวกเจ้ากิน แต่แม่ต้องต้มน้ำร้อนให้พ่อของเจ้าอาบก่อนนะ”
“ว้าว! ได้กินเนื้อแล้ว!” ลู่หยวนเว่ยตื่นเต้นจนกระโดดตัวลอย
“เหมือนวันขึ้นปีใหม่เลย!” ลู่หยวนจงนานๆ ครั้งจะปรบมือกระทืบเท้าตามพี่ๆ แสดงให้เห็นว่านางดีใจสุดขีด
ในความทรงจำของเด็กหญิงตัวน้อย เมื่อก่อนต้องรอจนถึงวันปีใหม่เท่านั้นถึงจะได้กินเนื้อ แม้นางจะไม่เข้าใจว่าทำไมช่วงนี้ที่บ้านถึงทำเหมือนวันปีใหม่อยู่บ่อยๆ แต่ขอเพียงมีเนื้อให้กินนางก็พอใจแล้ว นางอยากให้ทุกวันเป็นวันปีใหม่จริงๆ
ทุกคนถูกนางกล่อมจนหัวเราะลั่น ในระหว่างที่เฉินสวี่อันกำลังต้มน้ำร้อน ลู่ตงซานก็อุ้มเด็กๆ สลับกันไปมาแล้วหมุนตัวจนเสียงหัวเราะดังแว่วไปถึงตีนเขา
ครอบครัวของฝูกวงที่กำลังกินข้าวอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวต่างก็เงยหน้ามองไปยังเรือนกึ่งกลางเขาที่มีควันไฟลอยกรุ่น
“นางติ้งเริ่มทำกับข้าวแล้ว ดูท่าตงซานคงกลับมาถึงบ้านแล้วล่ะ” นนางเติ้งเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน ฝูกวงพุ้ยข้าวเข้าปากคำโตพลางเอ่ยเสียงอู้อี้
“คงล่าอะไรกลับมาได้อีกแน่ๆ”
ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้อง แม้ฝูกวงจะพูดจาไม่ชัดเจนแต่พวกเขาก็เข้าใจความหมาย ฝูชิ่งรู้สึกอิจฉาจนทนไม่ไหว
“ท่านพ่อ ทำไมท่านไม่เรียนรู้วิชาล่าสัตว์จากท่านอาตงซานบ้างล่ะขอรับ ดูฝีมือการล่าของท่านอาสิ พวกหยวนเปาเลยได้กินเนื้อบ่อยๆ เมื่อก่อนข้าตัวสูงกว่าเขาแท้ๆ แต่ปีนี้หยวนเปาสูงแซงหน้าข้าไปแล้วนะขอรับ”
ฝูกวงได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกว่ากับข้าวในชามไม่อร่อยขึ้นมาทันที หลังจากกินคำสุดท้ายเสร็จเขาจึงถอนหายใจ
“เจ้าคิดว่าทุกคนจะเก่งกาจเหมือนอาตงซานของเจ้างั้นหรือ แต่อย่างไรเสียการทำนาทำไร่ก็คือรากฐานที่สำคัญ เจ้าดูสิ แม้อาตงซานจะเก่งแค่ไหน แต่ที่บ้านเขามีที่ดินไม่กี่หมู่ ปลูกข้าวก็ไม่พอกิน แถมยังยากจนกว่าพวกเราตั้งเยอะ”
“แต่พวกหยวนเปาดูมีน้ำมีนวลกว่าเรานะ!” ฝูชิ่งเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ หลี่ซื่อวางตะเกียบลงด้วยความรู้สึกขื่นขม
“เจ้าคิดว่าพวกเราไม่อยากให้พวกเจ้าได้กินดีๆ หรือไง แต่ที่บ้านเราพึ่งพารายได้จากที่ดินเป็นหลัก ปีไหนอุดมสมบูรณ์ก็ดีไป แต่ถ้าเจอปีที่อากาศไม่ดีจะทำอย่างไร
เมื่อมีเงินทองก็ต้องเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็น เจ้าลองคิดดู พี่ชายของเจ้าอีกไม่กี่ปีก็ต้องแต่งเมียแล้ว ถึงตอนนั้นยังต้องใช้เงินทั้งนั้น พวกเราจะมาใช้จ่ายมือเติบไม่ได้ กินอิ่มท้องก็ถือว่าดีมากแล้ว” นางเติ้งถอนหายใจ
“เอาเถอะ พูดไปตอนนี้พวกเขาก็คงยังไม่เข้าใจหรอก แต่ตั้งแต่ที่นางติ้งเริ่มตั้งใจใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านแม่เรือนมากขึ้น บ้านของตงซานในปีนี้ก็ดูจะรุ่งเรืองขึ้นจริงๆ คำที่ว่าเมียประเสริฐ ผัวรุ่งเรืองนี่ท่าจะจริงแฮะ!”
ทว่าเพราะเป็นเช่นนี้ ลู่ตงซานจึงไม่ค่อยได้มาที่บ้านพวกเขาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน ฝูกวงคิดอย่างใจหายแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ตัดกลับมาที่เรือนกึ่งกลางเขา บรรยากาศช่างเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ลู่ตงซานอาบน้ำร้อนโดยใช้ฝักส้มป่อยที่เฉินสวี่อันเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำเขารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ยามปะทะกับลมภูเขาที่พัดโชยมาในลานบ้านก็ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจนอยากจะเคลิ้มหลับ
ในห้องครัวเฉินสวี่อันแบ่งเนื้อออกมาหนึ่งจินสับจนละเอียด ตอกไข่สองสามฟองตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน ค่อยๆ เติมน้ำอุ่นและเกลือลงไปเล็กน้อย
จากนั้นจึงใส่หมูสับลงไปนึ่งในหม้อ นอกจากนี้ยังหั่นเนื้อชิ้นโตอีกส่วนมาทำเป็นหมูชิ้นตุ๋นน้ำแดง ส่วนอาหารหลักยังคงเป็นโจ๊กข้าวหยาบที่ใส่ผักและกุ้งแม่น้ำลงไป
ทุกคนในลานบ้านต่างจดจ้องรอคอยมื้ออาหาร เมื่อเห็นลู่หยวนเซินถือชามข้าวออกมา ลู่หยวนเปาก็รีบจัดโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ลู่ตงซานได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงลืมตาขึ้นช้าๆ
เห็นเฉินสวี่อันถือกับข้าวเดินมาแต่ไกล นางยิ้มแย้มงดงามปานมวลบุปผา แฝงไปด้วยความอ่อนโยนละมุนละไมอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำเอาเขาจ้องมองนางจนตาค้าง
“ท่านพ่อ มัวแต่เหม่ออะไรอยู่ขอรับ กินข้าวได้แล้ว!”
คำพูดกวนประสาทของลู่หยวนเปาทำให้ลู่ตงซานได้สติทันที เขาแกล้งล็อกคอลูกชายไว้ในอ้อมแขนพลางกัดฟันพูด
“พ่อเจ้ากำลังมองนางฟ้าอยู่แท้ๆ กลับถูกเจ้าเด็กแสบมาขัดจังหวะเสียได้”
ทุกคนมองตามสายตาของเขาไป ก่อนปะทะกับใบหน้าของเฉินสวี่อันที่แฝงไปด้วยความขัดเขินแกมค้อน พวกเขาจึงเริ่มแซวกันยกใหญ่
“ท่านพ่อบอกว่านางฟ้าคือท่านแม่ขอรับ”
“ท่านพ่อบอกว่าท่านแม่คือนางฟ้าละ”
“ท่านพ่อยังไม่ตื่นจากฝันแน่เลย!”
เด็กๆ เย้าแหย่บิดาไม่หยุด แต่เขากลับไม่โกรธ แถมยังทำท่าทางราวกับเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน
“ก็แม่ของพวกเจ้าน่ะคือนางฟ้าจริงๆ นี่นา”
เฉินสวี่อันถูกเขาเยินยอจนอายแทบแทรกแผ่นดินหนี นางรีบวิ่งกลับเข้าห้องครัวไปยกกับข้าวต่อ ในระหว่างมื้ออาหาร ทันทีที่ลู่ตงซานเริ่มลงตะเกียบ เด็กๆ ก็พุ่งเป้าไปที่จานหมูตุ๋นน้ำแดงทันที ลู่หยวนเปาไวที่สุด เขากินอย่างมูมมาม ลู่หยวนเซินก็ไม่ยอมแพ้
แม้แต่ลู๋หยวนเว่ยวัยสี่ขวบยังขยับมือไม้อย่างคล่องแคล่ว มีเพียงลู่หยวนจงและลู่หยวนซิงที่ตามไม่ทันจนร้องโวยวาย เฉินสวี่อันจึงคีบเนื้อแบ่งใส่ชามให้พวกเขาทั้งสองคนโดยตรง และแบ่งส่วนหนึ่งไว้ให้ลู่ตงซาน
ส่วนตัวนางเองนั้นกินเพียงคำสองคำตามมารยาทแล้วก็หยุด ลู่ตงซานเห็นแบบนั้นจึงคีบเนื้อในชามของตนส่งให้เฉินสวี่อันพลางเอ่ยเสียงเข้มไม่ยอมให้นางปฏิเสธ
“กินเยอะๆ จะได้มีแรง หลังจากนี้ยังมีงานให้ทำอีกมาก คืนนี้รีบนอนพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เช้าข้าต้องเข้าป่าไปถางทางต่อ งานในนาคงต้องฝากเจ้ากับหยวนเปาช่วยดูแล ส่วนที่บ้านให้ยัยหนูรองคอยดูไว้ ลูกสามให้ดูแลน้องๆ ห้ามออกไปวิ่งเล่นซนข้างนอกเด็ดขาด”
“รับทราบขอรับ/เจ้าค่ะ!”
เหล่าหัวไชเท้าตัวน้อยขานรับเสียงใสอย่างคนมีพลังเหลือเฟือ หลังจากจัดการหมูตุ๋นน้ำแดงจนเกลี้ยงจาน เด็กๆ ยังคงดูไม่เต็มอิ่ม
“ท่านแม่ขอรับ คราวหน้าถ้าซื้อเนื้อมาพวกเราทำแบบนี้อีกได้ไหมขอรับ” ลู่หยวนเปาได้ทีขอเพิ่ม คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นพ้อง เฉินสวี่อันขำอย่างจนใจ
“อยากกินคราวหน้าแม่ก็จะทำให้ แต่เมนูนี้เปลืองน้ำตาลและน้ำมันนัก ยามนี้บ้านเรายังทำบ่อยๆ ไม่ได้ ไว้ฐานะเราดีกว่านี้แม่จะทำให้กินบ่อยๆ นะลูก”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น เด็กๆ จึงพยักหน้าอย่างรู้ความ พวกเขาเลิกจ้องจานที่ว่างเปล่าแล้วหันไปสนใจไข่ตุ๋นหมูสับแทน เฉินสวี่อันตักแบ่งให้พวกเขาคนละครึ่งชาม ลู่หยวนเว่ยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“ข้างในมีเนื้อด้วย!” ทุกคนไม่รอช้าจัดการทันที ลู่หยวนเปากินเพียงคำเดียวก็ตาเป็นประกาย
“ท่านแม่ เมนูนี้อร่อยมาก อร่อยกว่าหมูตุ๋นเมื่อกี้อีก” เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วรีบเสริม
“หมูตุ๋นเมื่อกี้ก็อร่อยมากเหมือนกัน!”
นอกจากเฉินสวี่อันที่มองดูด้วยรอยยิ้มแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ก้มหน้าก้มตากินไข่ตุ๋นจนเกลี้ยง พลางเรอออกมาด้วยความอิ่มหนำถึงค่อยเริ่มคุยต่อ มื้อนี้ทำให้เด็กๆ มีความสุขและอิ่มแปล่จนมีแรงทำงานบ้านอย่างแข็งขัน
ลู่ตงซานกินเสร็จก็กลับห้องไปนอนทันที โต๊ะในลานบ้านยังไม่ทันจะเก็บเรียบร้อย ทุกคนก็ได้ยินเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวของเขาแล้ว เฉินสวี่อันเอามือกุมขมับอย่างอ่อนใจ นางมองลู่หยวนเปาและลู่หยวนเซินตาละห้อย
“คืนนี้แม่คงต้องไปนอนเบียดกับพวกเจ้าในห้องแล้วล่ะ”
ลู่หยวนเปายังไม่ทันพูดอะไร ลู่หยวนเซินและลู่หยวนเว่ยก็ดีใจจนเนื้อเต้น ต่างคนต่างเข้ามากอดเฉินสวี่อันพลางรบเร้าให้นางเล่านิทานให้ฟัง
วันรุ่งขึ้นยามฟ้าเริ่มสาง กลิ่นหอมฟุ้งก็อบอวลไปทั่วบ้านตระกูลลู่ ลู่ตงซานขยี้ตาที่ยังง่วงงุนเดินเข้าไปดู เขาก็เห็นเฉินสวี่อันแต่งกายเรียบร้อยกำลังวุ่นอยู่หน้าเตา
“เมียจ๋า ทำไมถึงตื่นเช้านัก เมื่อเช้าทำอะไรกินถึงได้หอมขนาดนี้”
เขากล่าวพลางตักน้ำในถังมาบ้วนปาก เมื่อก่อนเขาไม่เคยมีพิธีรีตองขนาดนี้ ทว่าตั้งแต่เฉินสวี่อันฟื้นความทรงจำ นางก็บังคับให้ทุกคนในบ้านตระกูลลู่ต้องบ้วนปากทุกเช้า หากไม่ใช่เพราะที่บ้านไม่มีอุปกรณ์ นางคงบังคับให้ทุกคนแปรงฟันไปแล้ว
“ก็กระดูกหมูที่ท่านหิ้วกลับมาเมื่อวานนั่นแหละเจ้าค่ะ จะทิ้งไปก็น่าเสียดาย ข้าเลยทุบให้แตกแล้วเอามาเคี่ยวน้ำซุป เคี่ยวมาตั้งแต่เมื่อคืนจนรสชาติออกมาหมดแล้ว จากนั้นก็ใส่ข้าวลงไปต้มเป็นโจ๊ก อย่างไรเสียก็น่าจะมีประโยชน์กว่าน้ำข้าวเปล่าๆ”
เฉินสวี่อันกล่าวโดยไม่หันกลับมามอง นางใส่ผักป่าลงไปในหม้อพลางทอดสายตาไปยังส่วนลึกของขุนเขา ครู่หนึ่งจึงหันมาสบตากับลู่ตงซาน
“ข้าตัดสินใจแล้ว วันนี้ข้าจะเข้าป่าไปกับท่านด้วย”
“แค่กๆๆ!” ลู่ตงซานสำลักน้ำไอจนตัวโยน หลังจากอาการดีขึ้นเขาก็เอ่ยด้วยความตกใจ
“ไม่ๆๆ ไม่ได้หรอกเมียจ๋า ตอนนี้ทางในป่ายังถางไม่เสร็จดีเลย ข้าเข้าไปต้องทำงานคงดูแลเจ้าไม่ทั่วถึง เกิดเจ้าหกล้มหรือโดนแมลงกัดต่อยจะทำอย่างไร” เฉินสวี่อันค้อนเขาแวบหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์
“ใครต้องการให้ท่านดูแลกัน ข้าดูแลตัวเองได้ วางใจเถอะ ข้าจะอยู่ใกล้ๆ ท่าน ไม่เดินไปไกลแน่นอน”