LNCrawler

บทที่ 279 ได้ลูกเขยดั่งใจ (อ่านฟรี 15/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 279 ได้ลูกเขยดั่งใจ (อ่านฟรี 15/10/69)

บทที่ 279 ได้ลูกเขยดั่งใจ

 

ทางด้านตระกูลอู๋… ฮูหยินอู๋เดินเข้าไปในห้องหนังสือของอู๋เหวินจื่อพอดีกับที่ท่านหมอมาถึงพอดี นางไม่สนใจสิ่งอื่นใดมัวแต่เป็นห่วงสามี พอท่านหมอตรวจชีพจรเสร็จนางก็รีบถามทันที 

“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ร่างกายตาแก่ของบ้านข้าเป็นอย่างไรบ้าง” ​ท่านหมอจับเคราหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงเนิบนาบ 

“ฮูหยินอู๋ไม่ต้องกังวลไป ร่างกายของจวี่เหรินอู๋ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่ร่างกายอ่อนแอลงเล็กน้อยเท่านั้น บำรุงรักษาให้ดี ช่วงฤดูหนาวนี้อย่าให้โดนความเย็นก็ไม่มีปัญหาแล้วขอรับ”

ฮูหยินอู๋ถอนหายใจอย่างโล่งอก สั่งให้บ่าวรับใช้นำค่ารักษาไปมอบให้ จากนั้นจึงส่งท่านหมอกลับก่อนจะหันมาบ่นด้วยความไม่พอใจ

“ท่านดูสิ อายุขนาดนี้แล้วยังจะฝืนทำอะไรอีก! เป็นอย่างไรล่ะ ทีนี้ก็ป่วยหนักกลับมา! โชคดีนะที่มีบ้านตระกูลลู่คอยช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นข้าไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ!”

อู๋เหวินจื่อเมื่อสะสางเรื่องหนักใจในอกไปได้แล้ว ความหม่นหมองบนใบหน้าก็มลายหายสิ้น เขาหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี 

“ฮูหยินอย่าได้กังวลไปเลย ตอนนี้ข้ารู้สึกตัวเบาสบายไปหมด ไม่มีอาการป่วยอะไรเหลือแล้ว! เดี๋ยวไปเตรียมสุรามาให้ข้าสักหน่อย คืนนี้ข้าจะดื่มฉลองสักสองสามจอก” ฮูหยินอู๋ทำหน้างุนงงแล้วโกรธจนลมแทบจับ 

“ดื่มอะไรกัน! ไม่ได้ยินที่ท่านหมอเพิ่งพูดหรือ แล้วอีกอย่าง! เรื่องอะไรที่ทำให้ท่านดีใจถึงขนาดต้องจัดงานฉลอง” อู๋เหวินจื่อนึกสนุกจึงขยิบตาให้ฮูหยินอู๋แล้วกล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้ง

“ก็ย่อมเป็นเรื่องการแต่งงานของจวงลวี่บ้านเราน่ะสิ ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วจะให้ข้าดีใจเรื่องอะไร”

​“เรื่องอะไรนะ” ฮูหยินอู๋ไม่อยากจะเชื่อ พลางส่ายหน้าแล้วพูดอย่างหงุดหงิด

“ถนัดนักนะที่เอาเรื่องมาล้อเล่นข้าน่ะ! ถ้าเรื่องการแต่งงานของจวงลวี่เรียบร้อยจริง ตอนท่านกลับมาทำไมต้องทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนั้น เราเป็นสามีภรรยากันมานานแค่ไหนแล้ว ข้าจะไปไม่รู้เชียวหรือว่าท่านนิสัยเป็นอย่างไร!” อู๋เหวินจื่อย้อนถาม 

“แล้วข้ามีนิสัยอย่างไรล่ะ”

​“นิสัยแย่ๆ น่ะสิ!” ฮูหยินอู๋ถ่มน้ำลายใส่หนึ่งที ใบหน้าแก่ชราแดงซ่านด้วยความเขินอาย ตาแก่นี่ไร้ยางอายจริงๆ อายุขนาดนี้แล้วยังทำตัวไม่รู้จักโต!

“พูดเรื่องจริงมานะ มีเรื่องดีอะไรที่ทำให้ท่านมีความสุขได้ขนาดนี้” ฮูหยินอู๋ถาม อู๋เหวินจื่อถึงกับกลอกตา 

“บอกไปแล้วว่าเป็นเรื่องการแต่งงานของจวงลวี่ เจ้าก็ไม่ยอมเชื่อ!”

​“ฮ้าย! ตาแก่ตายยาก ท่านยังจะมาเล่นลิ้นอีกเรอะ!” ฮูหยินอู๋ท้าวเอวแสร้งทำเป็นโกรธแล้วถามจี้ 

“งั้นท่านบอกมาสิ ว่าท่านหมายตาคุณชายบ้านไหนไว้ให้ลูกสาวข้า”

​“ไกลสุดขอบฟ้าแต่กลับอยู่ใกล้แค่เอื้อม!” อู๋เหวินจื่อลากเสียงยาวราวกับกำลังแสดงงิ้ว เห็นหน้าฮูหยินอู๋เริ่มดำทะมึนจึงรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง 

“ก็คือลูกชายบ้านตระกูลลู่นั่นแหละ”

ฮูหยินอู๋อึ้งไปเล็กน้อย ลูกชายบ้านตระกูลลู่หรือ นางนึกถึงลู่หยวนเปาขึ้นมาทันที แต่ก็ส่ายหน้า เพราะลู่หยวนเปาใกล้จะแต่งงานแล้ว ไม่ใช่เขาแน่ ถ้าอย่างนั้นก็เหลือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้!

“ท่านหมายถึงลูกชายคนที่สองของบ้านลู่น่ะหรือ” อู๋เหวินจื่อฉีกยิ้มแล้วพยักหน้า ฮูหยินอู๋ถึงกับตกใจ 

“คนนั้นจริงๆ หรือ แต่ข้าจำได้ว่าเขาเหมือนจะเป็นลูกคนที่สามของบ้านลู่นะ แล้วอายุยังน้อยกว่าจวงลวี่อีกกี่ปีล่ะ แบบนี้มันจะเหมาะสมหรือ”

​ปฏิกิริยาแรกของฮูหยินอู๋คือการคำนึงถึงความเหมาะสมของเด็กทั้งสอง ไม่ใช่ความเหมาะสมของฐานะตระกูลลู่ อู๋เหวินจื่อฟังคำพูดนางก็รู้ทันทีว่านางค่อนข้างพอใจกับการหมั้นหมายนี้จึงหัวเราะ 

“ไม่เหมาะสมตรงไหน ที่เขาว่า ‘ภรรยาแก่กว่าสามปีได้ครองทองคำ’ บ้านเราจวงลวี่ก็แก่กว่าหยวนเว่ยแค่สองปีเท่านั้น ตอนนี้แต่งไปอีกสองสามปีค่อยมีลูกก็ถือว่ากำลังพอดี!” ฮูหยินอู๋ลองตรองดูก็เห็นว่าเป็นเหตุเป็นผล จึงยิ้มตามแล้วหยอกเขา

“รู้อย่างนี้แต่แรก ท่านจะทำเป็นวุ่นวายไปทำไมตั้งนาน!” ​พอพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของอู๋เหวินจื่อก็มีความทุกข์ใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาทอดถอนใจ

“ถ้าไม่ได้ออกไปครั้งนี้ ข้าก็คงไม่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะยกลูกให้ออกเรือนไปกับหยวนเว่ย เจ้าไม่รู้หรอกว่าระหว่างทางข้ากับเจ้าใหญ่เจออะไรมาบ้าง! 

ตอนขาไปข้าก็ป่วยหนัก ก็ได้พวกหยวนเว่ยนี่แหละที่สละรถม้าของพวกเขาให้เราพ่อลูก ดูแลจัดการทุกอย่างให้เป็นอย่างดี เราถึงได้ถึงเมืองมณฑลกันอย่างปลอดภัย

​พอถึงเมืองมณฑลข้าก็ไปหาบ้านสหายเก่า แต่น่าเสียดายที่บ้านเขาไม่มีเด็กที่เหมาะจะแต่งงาน ข้าเลยฝากคนสืบข่าว จริงๆ ก็พอมีข่าวมาบ้าง แต่ข้าไม่วางใจเลยไปดูด้วยตาตัวเอง 

พอได้ถามไถ่ชาวบ้านละแวกนั้นถึงได้รู้ว่า สองบ้านที่เขาแนะนำมานั่นไม่ใช่คนดีอะไรเลย ถึงจะเป็นบัณฑิตแต่บ้านหนึ่งภรรยาตายก็หาภรรยาใหม่ อีกบ้านหนึ่งไม่เห็นค่าภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา พอสอบได้ก็อยากจะปีนป่ายขึ้นที่สูง

​คนแบบนี้ข้าจะยกลูกสาวให้ได้อย่างไร ตอนนั้นข้าเลยเปิดอกคุยกับเพื่อนคนนั้นตรงๆ เจ้าใหญ่แอบได้ยินคนพวกนั้นนินทาว่าบ้านเราตาถึงแต่ฝีมือต่ำแถมยังมีคำพูดแย่ๆ อีก ข้ารู้เรื่องนี้เข้าก็โกรธจนล้มป่วย 

พอออกมาจากบ้านนั้นก็มาพักที่โรงเตี๊ยม โรงเตี๊ยมไม่ใช่ที่สำหรับพักฟื้น แถมใจยังตรอมตรม โรคเลยไม่หายซ้ำยังหนักขึ้น โชคดีที่ตอนนี้พวกหยาวนเปาตามหาเราจนเจอ แล้วรับเราไปที่เรือนพักของตระกูลลู่

​หากไม่ได้ไปเรือนพักนั่น ข้าก็คงไม่รู้ว่าหลายปีมานี้ตระกูลลู่เก็บงำความสามารถจนสะสมทรัพย์สินได้มหาศาลขนาดนี้ เรือนพักนั้นมีถึงสามชั้น มีสวนเล็กๆ มีศาลา ถ้าไม่ใช้เงินเป็นพันตำลึงก็คงสร้างไม่ได้ 

อีกอย่างหยวนเว่ยก็มีพรสวรรค์ด้านการเรียนยิ่งกว่าหยวนเปาเสียอีก หยวนเปายังสอบได้เป็นซิ่วไฉแล้วหยวนเว่ยจะเหลือหรือ แทนที่จะไปหวังพึ่งพวกซิ่วไฉที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า 

สู้ยกลูกสาวให้หยวนเว่ยเสียยังดีกว่า ต่อให้เด็กนั่นจะสอบไม่ผ่านซิ่วไฉ แต่ด้วยฐานะของตระกูลลู่และนิสัยใจคอของนายท่านลู่กับภรรยา ชีวิตในวันหน้าของจวงลวี่ก็คงไม่ลำบากแน่”

หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมาย สิ่งที่อู๋เหวินจื่อคำนึงถึงในตอนนี้ไม่ใช่แค่การหาลูกเขยที่เป็นบัณฑิตให้อู๋จวงลวี่อีกต่อไป แต่เขากลับให้ความสำคัญกับนิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตา และฐานะความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายมากกว่า 

ขอเพียงชีวิตในวันข้างหน้าของลูกสาวมีความสุขและราบรื่น ต่อให้ฝ่ายชายจะไม่ได้เป็นบัณฑิตเขาก็ยอมรับได้ ฮูหนินอู๋ไม่คาดคิดมาก่อนว่าอู๋เหวินจื่อจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายถึงเพียงนี้ นางรู้สึกสงสารจนน้ำตาไหลพราก 

“ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าคงไม่ปล่อยให้ท่านกับเจ้าใหญ่เดินทางกันไปเพียงลำพังสองคนหรอก โชคดีที่สวรรค์คุ้มครองเลยไม่เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น!” อู๋เหวินจื่อกลับไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เขายังคงทำหน้าทะเล้นพลางกล่าว

“แถมยังได้ลูกเขยที่ดีมาด้วยนะ!” ฮูหยินอู๋หลุดขำทั้งน้ำตา อารมณ์เศร้าโศกที่มีอยู่ก็หายไปทันที นางกลอกตาใส่อู๋เหวินจื่อพลางกล่าว

“ในเมื่อการแต่งงานตกลงกันแล้ว ข้าจะไปบอกจวงลวี่ให้รู้เสียหน่อย นางจะได้ไม่ต้องคอยกังวลอยู่ในใจ ต่อหน้าข้าแม้แต่จะเอ่ยถึงก็ไม่กล้า เพราะกลัวข้าจะร้อนรุ่มใจ!” อู๋เหวินจื่อพยักหน้ารับ ในขณะที่ฮูหยินอู๋หันหลังเดินออกไป เขาก็พูดขึ้นมาลอยๆ

“อีกไม่กี่วันตระกูลลู่น่าจะมาสู่ขอที่บ้านเรา เจ้าบอกให้จวงลวี่เตรียมตัวให้ดีล่ะ”

​“รู้แล้วน่า!” ฮูหยินอู๋ตอบรับโดยไม่หันกลับมาดู จังหวะการเดินที่ดูรวดเร็วและเบาสบายนั้นแสดงให้เห็นว่านางอารมณ์ดีเพียงใดในตอนนี้

​ครอบครัวของลู่ตงซานออกจากตระกูลอู๋แล้วเดินทางตรงกลับไปยังหมู่บ้านซานฝู ทันทีที่มาถึงหมู่บ้านท้องฟ้าก็เริ่มมืดค่ำแล้ว แสงสีส้มแดงของยามเย็นส่องประกายงดงามราวกับมีใครนำทองคำมาโปรยปรายทั่วหมู่บ้าน 

บริเวณทางเข้าหมู่บ้านที่เคยทรุดโทรม ตอนนี้มีศาลเจ้าที่สร้างขึ้นใหม่ มีชาวบ้านแวะเวียนมาจุดธูปไหว้ไม่ขาดสาย ถนนดินที่เคยขรุขระสำหรับเข้าหมู่บ้านไม่เพียงแต่ถูกขยายให้กว้างขึ้นเป็นสองเท่า 

แต่ยังปูด้วยแผ่นหินสองข้างทางปลูกต้นไม้กินผลไว้ด้วย ในหมู่บ้านไม่พบเห็นกระท่อมมุงจากที่ทรุดโทรมอีกต่อไป ชาวบ้านส่วนใหญ่สร้างบ้านหินหลังใหญ่และกว้างขวาง ส่วนบ้านที่มีฐานะน้อยกว่าคนอื่นที่สุดก็เป็นบ้านที่สร้างจากหินผสมกับดินดิบ

​เสื้อผ้าที่ชาวบ้านสวมใส่แทบจะไม่เห็นรอยปะชุนเลยแม้แต่น้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นดีขึ้นเพียงใด

รถม้าของบ้านตระกูลลู่วิ่งผ่านบ้านตระกูลฝูที่อยู่ตรงเชิงเขา พอดีกับที่เย่ซานเหนียงกำลังเดินออกมาส่งกลุ่มญาติฝั่งแม่ พอเห็นรถม้าที่คุ้นตาจึงเอ่ยปากถามทันที

“พี่สะใภ้กลับมาแล้วหรือ”

​เฉินสวี่อันเปิดม่านรถม้าออกดู เห็นคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยหลายคนด้านนอก จึงพยักหน้าทักทายอย่างมีมารยาท แล้วยิ้มตอบเย่ซานเหนียงเบาๆ

“เพิ่งกลับมาน่ะ เอาไว้วันหลังค่อยไปนั่งเล่นที่บ้านนะ”

เย่ซานเหนียงเข้าใจสถานการณ์จึงยิ้มรับ ​พอรถม้าวิ่งห่างออกไป น้องสะใภ้ของเย่ซานเหนียงก็พูดขึ้นด้วยความอิจฉา

“นี่คือฮูหยินที่รวยที่สุดในหมู่บ้านของพวกท่านหรือ”

​“ไม่ใช่แค่รวยที่สุดนะ ยังเป็นแม่ของบัณฑิตซิ่วไฉด้วย!” คนข้างๆ เสริมขึ้น ​น้องสะใภ้ของเย่ซานเหนียงเดาะลิ้นแล้วพูด

“สมกับที่เป็นตระกูลใหญ่จริงๆ ดูแตกต่างจากคนอื่นเชียว ไม่รู้ว่าคุณชายบัณฑิตของบ้านนั้นหมั้นหมายหรือยังนะ” ​พอเย่ซานเหนียงได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางลง นางก้มหน้าลงแล้วพูด

“เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราควรไปกังวลหรอก เอาล่ะ ฟ้ามืดแล้วไม่ใช่หรือ พวกเจ้าไม่ได้จะไปในเมืองกันหรอกหรือ”

​บ้านเดิมของเย่ซานเหนียงอยู่ไกล ต้องใช้เวลาเดินหนึ่งวันเต็มๆ คนกลุ่มนี้จึงวางแผนจะไปพักที่ตัวเมือง แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยซื้อของจากที่นั่นแล้วเดินทางกลับเลย จะได้ไม่เสียเวลา พอได้ยินคำพูดของเย่ซานเหนียง คนกลุ่มนั้นก็รู้ความรีบหุบปากทันที แล้วรีบออกจากหมู่บ้านซานฝูไป