บทที่ 282 ห่านป่าปริศนา (16/10/69)
บทที่ 282 ห่านป่าปริศนา (16/10/69)
บทที่ 282 ห่านป่าปริศนา
หวงเหล่าซานผลักหลัวซื่อออกไปด้วยความหงุดหงิด เขานั่งไตร่ตรองเรื่องในบ้านอย่างละเอียด สุดท้ายก็พบด้วยความหดหู่ว่าเขากำลังขาดเงินอย่างหนักจริงๆ ในเมื่อทางตระกูลลู่ไม่ได้ผล แล้วจะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้เลยหรือ เขาไม่เชื่อหรอก!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวงเหล่าซานก็ตัดสินใจแน่วแน่ สวมรองเท้าแล้วลงจากเตียง สั่งให้หลัวซื่อจัดข้าวของ ก่อนจะพาภรรยาและลูกสาวรีบเดินทางกลับไป
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้รับข่าวก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เขาได้แต่ยืนส่งลูกชายคนเล็กจนออกจากหมู่บ้านไป จากนั้นก็หันกลับไปหาครอบครัวของลูกชายคนโตและพูดคุยกันอยู่นาน
วันรุ่งขึ้นสองพ่อลูกก็เดินทางไปในเมือง และตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านซานฝูก็ถูกส่งมอบให้กับลูกชายคนโตอย่างเป็นทางการ ลู่ตงซานและลูกชายที่กำลังควบม้าอยู่บนภูเขาในหมู่บ้านเจียถูไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
พวกเขาทั้งกลุ่มตระเวนไปทั่วทั้งภูเขาเพื่อตามหาห่านป่า แต่ผลกลับเจอเพียงเป็ดป่าธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่มีวี่แววของห่านป่าอย่างที่หวังไว้เลย จางหลิวกลัวว่าจะทำให้เรื่องสำคัญของลู่หยวนเว่ยต้องล่าช้า จึงเรียกพรานล่าสัตว์ฝีมือดีในละแวกนั้นมาช่วยกันตามหา
พวกเขาทั้งกลุ่มต่างพากันวิ่งวุ่นไปทั่วภูเขาจนอลหม่านไปหมด ล่ากวางและเก้งได้มาหลายตัว แต่กลับไม่เห็นแม้แต่ขนของห่านป่าสักเส้น ลู่หยวนเว่ยผิดหวังอย่างยิ่ง เขาคอตกและดูหงอยเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด ลู่ตงซานจึงเอ่ยถามเขา
“หากหาไม่เจอจริงๆ ก็คงต้องเป็นไปตามนั้น เดี๋ยวพ่อลองไปปรึกษากับท่านอาจารย์อู๋ที่เรือนตระกูลอู๋ดูว่าจะแก้ไขอย่างไรดี” ลู่หยวนเว่ยปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด
“ผู้หญิงทั้งชีวิตแต่งงานได้เพียงครั้งเดียว ลูกไม่อยากให้คุณหนูอู๋ต้องมีความเสียใจในใจ ในเมื่อจะแต่งงานแล้วก็ต้องทำให้ดีไม่ให้ใครมาครหาได้ หากท่านพ่อมีธุระจะออกจากภูเขาก่อนก็ได้นะขอรับ ยังไงพวกเราก็มีคนคุ้มกันอยู่หลายคน เรื่องความปลอดภัยของลูกไม่มีปัญหาแน่นอน” ลู่ตงซานส่ายหน้า
“เราหาไปด้วยกันต่อเถอะ เดินตามแนวแม่น้ำไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจอ”
ตอนนี้ทำได้เพียงเสี่ยงดวงเท่านั้น ไม่มีวิธีอื่นแล้ว พวกเขาทั้งกลุ่มเดินหน้าต่อไปอย่างเงียบเชียบ บนภูเขามีกระท่อมไม้เล็กๆ ที่พรานล่าสัตว์สร้างไว้หลายหลัง จึงไม่ต้องกลัวว่าถ้าเดินจนฟ้ามืดแล้วจะไม่มีที่พัก
อีกอย่างครั้งนี้พวกเขาเตรียมตัวมาพร้อมมาก จึงไม่ต้องกังวลสิ่งใด น่าเสียดายที่คราวนี้พวกเขาประเมินฝีมือพรานในละแวกนั้นสูงเกินไป บวกกับไม่คุ้นเคยกับภูเขาที่หมู่บ้านเจียถู เดินไปเดินมากลับหลงทางเสียอย่างนั้น
ต้นไม้รอบข้างเริ่มหนาทึบขึ้น รากไม้งอกพันกันยุ่งเหยิงห้อยลงมาจากต้นไม้คล้ายม่านมุกปกคลุมไปทั่ว จนพวกเขาแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า ลู่ตงซานเห็นสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ขมวดคิ้วแน่น เขาจึงกำชับลู่หยวนเว่ย
“ตามพ่อไว้ให้ดี เราเดินเลียบแม่น้ำไป ห้ามเข้าป่าทั้งสองข้างทางเด็ดขาด”
จากมุมนี้มองเข้าไปในป่าเห็นเพียงความมืดมิด ไม่รู้ว่าข้างในจะมีอันตรายอะไรบ้าง พูดตามตรงว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ควรอยู่นานนัก เขามีลางสังหรณ์ไม่ดีเอามากๆ และลางสังหรณ์นั้นก็เกิดขึ้นจริงในเวลาไม่นาน
แม่น้ำสายเล็กที่เคยใสสะอาดจนเห็นก้นแม่น้ำค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง เริ่มแรกยังจางมากจนลู่ตงซานนึกว่าเป็นเพราะตาฝาดไปเอง แต่ยิ่งเดินต่อไปสีของน้ำกลับยิ่งเข้มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ลู่หยวนเว่ยที่ไร้ประสบการณ์ก็ยังรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ท่านพ่อ ดูน้ำในแม่น้ำนั่นสิ ทำไมถึงกลายเป็นสีแดงไปได้ หรือว่าต้นน้ำจะมีแร่หินสีแดง” ลู่หยวนเว่ยถามด้วยความฉงน ลู่ตงซานทำหน้าเครียด เขาเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบข้างอย่างระแวดระวังแล้วกล่าว
“ระวังตัวไว้ นั่นคือเลือด ไม่ใช่แร่หิน”
สีหน้าของลู่หยวนเว่ยเปลี่ยนไปทันที เขามองซ้ายมองขวาด้วยความระแวง แต่ก็ไม่พบเห็นสิ่งใด ประสาทสัมผัสของเขาตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ คนคุ้มกันอาสาเดินไปข้างหน้าลู่ตงซานแล้วกล่าว
“นายท่าน ให้พวกเราเดินนำทางเถอะขอรับ หากพบสิ่งผิดปกติเมื่อใด ท่านกับคุณชายรองก็ให้รีบวิ่งกลับไปทันทีนะขอรับ”
“วิ่งหรือ พวกเจ้าจะวิ่งไปไหนกัน”
เสียงของคนแปลกหน้าดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำเอาลู่หยวนเว่ยขนลุกซู่ ดวงตาคู่โตเบิกกว้างเขามองไปรอบๆ ก่อนจะแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือตะโกนถาม
“ใครน่ะ! อย่ามาทำเป็นผีหลอกคน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงนั้นไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่ถามกลับ
“ใครส่งพวกเจ้ามา”
ลู่หยวนเว่ยกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ลู่ตงซานรีบเอามือปิดปากลูกชายไว้ แล้วประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“พวกเราตั้งใจเข้ามาในภูเขาเพื่อจับห่านป่า แต่เกิดหลงทางในป่าจนเดินมาถึงที่นี่โดยบังเอิญ ไม่มีใครส่งพวกเรามาขอรับ” คนผู้นั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าจะเชื่อพวกเจ้าได้อย่างไร”
“เรื่องนี้...”
ลู่ตงซานลำบากใจขึ้นมาทันที เขาจะพิสูจน์อย่างไรดี เพราะอีกฝ่ายลึกลับเกินไป ถึงตอนนี้เขายังฟังเสียงไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงไหน จึงไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรบุ่มบ่าม ทำได้เพียงอธิบายอย่างจนใจ
“พวกเราเป็นชาวบ้านหมู่บ้านซานฝู ข้าแซ่ลู่ ครอบครัวของลุงข้าอยู่ที่หมู่บ้านเจียถู พวกเรามาที่นี่เพื่อจับห่านป่าไปสู่ขอให้กับลูกชายจริงๆ ไม่ทราบว่าที่ท่านถามหมายความว่าอย่างไร แต่ข้าขอรับประกันว่าหากออกไปจากที่นี่แล้ว ข้าจะปิดปากเงียบ ไม่นำเรื่องที่พบท่านไปป่าวประกาศแน่นอนขอรับ”
ลู่ตงซานยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจกลับเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากอีกฝ่ายไม่ปล่อยพวกเขาไป ต่อให้ต้องสู้จนตัวตายเขาก็จะขอลองเสี่ยงดู
“แซ่ลู่หรือ เจ้าชื่ออะไร” เสียงของคนแปลกหน้าถาม
ลู่ตงซานใจตกไปถึงตาตุ่ม เขาคิดในใจว่าหรือว่าอีกฝ่ายแม้แต่ครอบครัวของเขาก็ไม่ยอมปล่อยไป ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไรแต่เขาก็ไม่กล้าโกหกอีกฝ่าย สัญชาตญาณของเขาบอกเขาว่าคนผู้นี้อันตรายมาก อย่าทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยากจะดีกว่า
“ข้าชื่อลู่ตงซาน”
เมื่อพูดจบลู่ตงซานก็หลับตาลงทำใจยอมรับชะตากรรม แต่ยังคงปกป้องลู่หยวนเว่ยไว้ข้างหลัง เขาเฝ้ารออยู่นานก็ไม่ได้รับคำตอบจากอีกฝ่าย ทั้งกลุ่มไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ยืนเซ่อซ่าอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด
ลู่หยวนเว่ยจากที่เคยหวาดกลัวในตอนแรกก็เริ่มทำใจได้ เขาหันมองไปรอบๆ แล้วใช้แรงทั้งหมดที่มีตะโกนสุดเสียง
“เฮ้! ท่านยังอยู่ไหม พวกเราไปได้หรือยัง”
ไม่มีเสียงตอบรับ เขาขมวดคิ้วแล้วตะโกนเรียกอีกสองสามครั้ง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของจางหลิวดังมาจากข้างหลัง
“พวกเจ้ามาทำอะไรตรงนี้ ถ้าไม่ได้ยินเสียงตะโกนของหยวนเว่ย ข้าก็นึกว่าพวกเจ้าลงเขาไปกันหมดแล้ว! เป็นอย่างไรบ้าง หาห่านป่าเจอไหม”
ลู่ตงซานหันขวับกลับมาทันทีด้วยใบหน้าซีดเผือด จางหลิวซึ่งไม่รู้เรื่องราวได้แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง แล้วถามเบาๆ
“ตงซาน พวกเจ้าเจอสัตว์ร้ายหรือ” ลู่ตงซานส่ายหน้า เขาแอบหันกลับไปมองข้างหลังอย่างใจลอย แล้วกล่าวอย่างประหม่า
“ไม่มีอะไรหรอก พวกเรากลับกันได้หรือยัง”
ประโยคนี้พูดทั้งกับจางหลิวและพูดลอยๆ ถึงคนแปลกหน้าลึกลับที่มองไม่เห็นตัวผู้นั้นด้วย จางหลิวซึ่งไม่รู้อะไรเลยหัวเราะร่า
“งั้นเรากลับกันเถอะ บนเขานี้คงไม่มีห่านป่าแล้ว เรามาผิดเวลา ถ้าไม่ได้จริงๆ เจ้าลองไปคุยกับทางบ้านเจ้าสาวดูว่าใช้ห่านป่าไม้แทนได้ไหม”
ลู่ตงซานพยักหน้าตอบรับแบบไม่ใส่ใจนัก จนกระทั่งเดินพ้นแนวเขาส่วนที่แปลกตานี้ไปแล้ว เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก คืนนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินออกจากหุบเขานี้ ทั้งกลุ่มจึงอาศัยพักแรมในกระท่อมไม้หลังเล็กชั่วคราว
จนกระทั่งทุกคนหลับใหลไปหมดแล้ว ลู่ตงซานถึงได้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เขานอนคิดถึงเรื่องที่เจอในตอนกลางวันจนข่มตาไม่หลับ พลิกตัวไปมาอยู่นานกว่าจะเข้าสู่ห้วงนิทราก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นลู่ตงซานถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงร้องอุทานอย่างตกใจ เขาพลิกตัวลุกขึ้นนั่งตามสัญชาตญาณ โดยคิดว่าคนผู้นั้นเปลี่ยนใจจะกลับมาหาเรื่องพวกเขาอีก ลู่หยวนเว่ยที่อยู่ข้างๆ พูดด้วยความประหลาดใจ
“ท่านพ่อ ท่านดูสิ อยู่ดีๆ ก็มีห่านป่าหนึ่งคู่โผล่มาในกระท่อมไม้! ท่านอาจางหลิวกับคนอื่นๆ บอกว่าไม่รู้เรื่องเลย หรือว่าเป็นท่านที่แอบออกไปจับมาตอนกลางดึกขอรับ” ลู่ตงซานจ้องตากับห่านป่าทั้งสองตัวนั้นด้วยความฉงน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจนใจ
“ถ้าพ่อมีความสามารถถึงขนาดนั้น พ่อคงไม่ต้องพาเจ้าเดินวนไปวนมาในภูเขาเหมือนแมลงวันหัวขาดมาหลายวันแบบนี้หรอก”
“นั่นสิขอรับ แปลกจริงๆ!” ลู่หยวนเว่ยพึมพำพลางลุกขึ้นยืน เขาสังเกตห่านป่าคู่นี้แล้วครุ่นคิด
“ไม่มีใครออกไปข้างนอกเลย แล้วห่านป่าคู่นี้บินเข้ามาเองได้ยังไงกัน” พรานล่าสัตว์ที่เดินเข้าประตูมาพร้อมกับจางหลิวได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยหยอกล้อ
“ก็อาจจะเป็นไปได้นะ! กลางคืนในกระท่อมนี้อุ่น ห่านป่าคงอยากจะหนีหนาวเข้ามาก็ได้”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...” คนรอบข้างเมื่อได้ยินอย่างนั้นต่างก็พากันหัวเราะร่า จางหลิวมองไปที่ลู่ตงซานอย่างใจเย็นแล้วถาม
“ได้ห่านป่ามาแล้ว เหยื่อที่ล่ามาได้ก็เยอะพอสมควรแล้ว จะออกจากภูเขากันเลยไหม”
ลู่ตงซานพยักหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะรีบออกไปจากสถานที่อันแปลกประหลาดนี้ไปให้เร็วที่สุด สองพ่อลูกพากลุ่มคนรีบออกเดินทางทันที
พวกเขาลงจากภูเขาแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของจางจิ้ง โดยไม่รู้เลยว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองตามหลังพวกเขาอยู่อย่างใกล้ชิด และรอจนกระทั่งแน่ใจว่าพวกเขาเข้าบ้านของจางจิ้งไปแล้ว ร่างนั้นจึงได้หายไป