บทที่ 283 ผู้ยินดีและผู้ริษยา (อ่านฟรี 17/10/69)
บทที่ 283 ผู้ยินดีและผู้ริษยา (อ่านฟรี 17/10/69)
บทที่ 283 ผู้ยินดีและผู้ริษยา
ด้วยความที่ยังมีเรื่องกังวลอยู่ในใจ หลังจากกลับจากหมู่บ้านเจียถูมาถึงหมู่บ้านซานฝู ลู่ตงซานก็รู้สึกกระสับกระส่ายอยู่สองวัน จนกระทั่งเห็นว่าในหมู่บ้านทุกอย่างสงบเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
เขาจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาได้ปรึกษาหารือกับเฉินสวี่อัน เตรียมของสำหรับพิธีน่าจี๋ และจ้างแม่สื่อที่มีชื่อเสียงดีในตัวอำเภอให้ไปสู่ขอที่บ้านตระกูลอู๋
เนื่องจากทั้งสองครอบครัวตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว พิธีการนี้จึงผ่านไปอย่างราบรื่น ข่าวเรื่องการหมั้นหมายแต่งงานของลูกสาวคนเล็กบ้านตระกูลอู๋จึงแพร่กระจายออกไป
ในเวลานั้นเฟิงเฉิงอวี่เพิ่งพาเฉินเสวี่ยหนิงกลับมาถึงอำเภอชิงอัน หลังจากบ่าวรับใช้เข้าไปรายงาน ไม่นานนักฮูหยินเฟิงก็นำขบวนบ่าวรับใช้เดินออกมาอย่างยิ่งใหญ่ สายตาจ้องมองเฉินเสวี่ยหนิงตั้งแต่หัวจรดเท้า
เฉินเสวี่ยหนิงเตรียมใจมาไว้ก่อนแล้ว นางจึงทำความเคารพฮูหยินเฟิงอย่างสง่างามและไม่ถ่อมตัวจนเกินไป พลางกล่าวเสียงนุ่มนวล
“เสวี่ยหนิงคารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”
ฮูหยินเฟิงเห็นเฉินเสวี่ยหนิงมีหน้าตาสะสวย อีกทั้งกิริยามารยาทเรียบร้อย สงบเสงี่ยมและงดงาม ความขัดข้องหมองใจในใจก็มลายหายไป นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างยินดี
“กลับมาก็ดีแล้ว เดินทางมาเหนื่อยแย่เลยล่ะสิ รีบเข้าไปพักผ่อนเถอะ”
เฟิงเฉิงอวี่สั่งความกับฝานจู๋เล็กน้อย ก่อนจะเรียกฮูหยินเฟิงแล้วพาเฉินเสวี่ยหนิงเข้าเรือนไป ไม่นานนักเฟิงไห่ก็กลับเรือนมาเช่นกัน บ่าวรับใช้นำน้ำชามาต้อนรับอย่างรู้ความ เฉินเสวี่ยหนิงลุกขึ้นคุกเข่าคำนับและยกน้ำชาคารวะเฟิงไห่และฮูหยินเฟิงอย่างนอบน้อม
ทั้งสองคนไม่ได้หาเรื่องลำบากใจให้เฉินเสวี่ยหนิง พวกเขาดื่มน้ำชาและยอมรับนางเป็นสะใภ้ ถือว่าเรื่องที่ทั้งคู่แต่งงานกันอย่างเร่งรีบนั้นจบลงแล้ว เฟิงเฉิงอวี่เห็นเหตุการณ์นี้ แต่เขาก็ไม่อาจยอมรับได้อย่างสบายใจนัก จึงลุกขึ้นคุกเข่าแล้วอธิบาย
“ท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ ตอนนั้นที่เมืองมณฑลเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ท่านพ่อตาของข้าก็ยุ่งมาก ส่วนท่านแม่ยายก็ป่วย ท่านพ่อตาเกรงว่าจะทำให้เรื่องการแต่งงานของเสวี่ยหนิงล่าช้าไป
จึงตัดสินใจให้เราแต่งงานกันเสียตั้งแต่ตอนนั้น เนื่องจากเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด หากรอให้พวกท่านเดินทางไปคงไม่ทันการ จึงต้องรบกวนท่านอาลู่และท่านอาสะใภ้ลู่ให้ช่วยจัดการ
เดิมทีท่านอาลู่คิดว่าไม่เหมาะสมและแนะนำให้ข้าเชิญท่านอาจารย์อู๋มาเป็นประธาน แต่ทว่าท่านอาจารย์อู๋ป่วยหนัก ข้าจึงต้องเสนอให้ท่านอาลู่และท่านอาสะใภ้ลู่รับข้าเป็นลูกบุญธรรมแทน ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปแล้ว หากท่านทั้งสองยังขุ่นข้องหมองใจ ก็เชิญด่าข้าได้ตามสบายขอรับ”
ฮูหยินเฟิงตกตะลึงไปชั่วขณะ นางเข้าใจผิดคิดว่าภรรยาของเจ้าเมืองป่วยหนัก สายตาที่มองเฉินเสวี่ยหนิงในตอนนี้จึงมีความสงสารเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน
“พ่อตาของเจ้าก็ทำไปเพื่อพวกเจ้าทั้งสองคนนั่นแหละ ในเมื่อแต่งงานกันแล้วก็ช่างมันเถอะ พวกเจ้าก็ตั้งใจใช้ชีวิตคู่กันไปก็พอ” เฟิงเฉิงอวี่ไม่คาดคิดว่าฮูหยินเฟิงจะพูดจาง่ายเช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกผิดเพิ่มขึ้น
“ท่านแม่ขอรับ ข้ากับเสวี่ยหนิงจะพักอยู่ที่อำเภออีกสักพักก่อนจะกลับไปเรียนที่สำนักศึกษา ช่วงนี้ก็ให้เสวี่ยหนิงได้ปรนนิบัติดูแลท่านนะขอรับ”
“ดีๆๆ”
ลูกชายกตัญญูถึงเพียงนี้ ฮูหยินเฟิงก็ยิ้มจนตาหยี ลืมเรื่องที่เคยพูดจาร้ายกาจก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น เฟิงไห่ขี้เกียจจะสนใจนาง จึงมองไปทางเฟิงเฉิงอวี่แล้วครุ่นคิดก่อนกล่าว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ในเมื่อเจ้าได้รับท่านอาลู่กับท่านอาสะใภ้ลู่เป็นพ่อแม่บุญธรรมแล้ว เจ้าก็ควรจะไปมาหาสู่กับเรือนนั้นบ้าง จะได้ไม่ถูกคนอื่นเอาไปพูดนินทาได้”
“นั่นเป็นหน้าที่ที่ข้าเองก็ควรทำขอรับ” เฟิงเฉิงอวี่รีบรับคำก่อนที่ฮูหยินเฟิงจะได้พูดอะไรออกมา
ฮูหยินเฟิงมองเฉินเสวี่ยหนิงแล้วจำต้องกลืนถ้อยคำที่อยากจะพูดลงไปในคอ นางกรอกตาไปมาเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะมองให้ขัดตา เฟิงไห่พอใจในความรู้ความของลูกชาย น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลงอีก
“จริงสิ แล้วพ่อแม่บุญธรรมของเจ้าพวกเขาไปทำอะไรที่เมืองมณฑลหรือ”
เพียงแค่ได้ยินเฟิงไห่ถามเช่นนี้ ก็รู้แล้วว่าเขาพอใจกับการที่เฟิงเฉิงอวี่มีพ่อแม่บุญธรรมอย่างพวกเขามากเพียงใด ฮูหยินเฟิงรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก จึงอดไม่ได้ที่จะพูดประชดประชัน
“เขาไปทำอะไรที่เมืองมณฑลมันก็เรื่องของเขา ถึงคราวที่ท่านต้องไปเดือดร้อนแทนหรือไง ท่านเห็นตัวเองสำคัญเกินไปแล้ว! ถ้าตระกูลลู่เห็นค่าบ้านเราจริง ตอนเขากลับมาก็คงแวะมาเยี่ยมเยียนที่บ้านแล้ว ดูสิ ตอนนี้พวกเขาไปหมั้นกับบ้านตระกูลอู๋ก็ยังมารู้จากปากคนอื่นอีก!”
ฮูหยินเฟิงปักใจเชื่อไปแล้วว่า เป็นเพราะเฟิงเฉิงอวี่ไม่ยอมแต่งงานกับอู๋จวงลวี่ ตระกูลลู่จึงได้ผลประโยชน์ไปแทน เฟิงเฉิงอวี่ไม่ได้สนใจคำพูดประชดประชันของฮูหยินเฟิง แต่กลับมองไปทางเฟิงไห่ด้วยความประหลาดใจ
“ท่านพ่อขอรับ ตระกูลลู่หมั้นกับตระกูลอู๋หรือขอรับ เป็นใครหรือขอรับ หยวนเว่ยใช่ไหขอครับ” คราวนี้เป็นตาของเฟิงไห่ที่ต้องงุนงงบ้าง
“หยวนเว่ยหรือ ไม่ใช่หยวนเปาหรอกหรือ”
เขาจำได้ว่าลู่หยวนเว่ยอายุน้อยกว่าลู่หยวนเปาตั้งหลายปี เฟิงเฉิงอวี่ส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ครั้งนี้ที่พ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมไปที่เมืองมณฑล ก็เพื่อไปมอบสินสอดแทนหยวนเปาขอรับ ฝ่ายหญิงเป็นหลานสาวของเจ้าสำนักศึกษาม่านซาน และจะแต่งงานกันตอนสิ้นปีนี้ ดังนั้นไม่มีทางเป็นหยวนเปาไปได้ขอรับ”
“ซี้ด!” เฟิงไห่สูดลมหายใจเข้าลึก
“นี่เป็นเรื่องจริงหรือ” เฟิงเฉิงอวี่พยักหน้าอย่างมั่นใจ
“หากไม่เชื่อท่านพ่อถามเสวี่ยหนิงก็ได้ขอรับ เรื่องของตระกูลจั๋วเสวี่ยหนิงน่าจะรู้ดีกว่าข้าเสียอีก” เมื่อถูกเอ่ยชื่อถึง เฉินเสวี่ยหนิงจึงตอบกลับอย่างนอบน้อมทันที
“ที่สามีกล่าวถึงคือเจ้าสำนักศึกษาม่านซานแซ่จั๋วเจ้าค่ะ ชื่อเต็มของท่านข้าไม่ทราบ ทราบเพียงว่าท่านมาจากตระกูลจั๋วในเมืองหลวง ตระกูลจั๋วเป็นตระกูลบัณฑิตผู้ทรงเกียรติ ตัวท่านเองก็สอบได้เป็นจิ้นซื่อ
หลังจากลาออกจากตำแหน่งในสำนักฮั่นหลินก็ไปอยู่ที่สำนักศึกษาม่านซาน พี่ชายแท้ๆ ของท่านเป็นสหายสนิทกับท่านพ่อของข้า ทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการกวีด้วย
ส่วนคุณหนูจั๋วเป็นแก้วตาดวงใจของท่าน ได้ยินมาว่าคุณหนูจั๋วเป็นฝ่ายถูกใจคุณชายลู่ก่อน เรื่องการหมั้นหมายจึงตกลงกันไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่เมืองมณฑลเว่ยโจวแล้วเจ้าค่ะ” เฟิงไห่ดีใจมาก เขาตบเข่าฉาดแล้วพูด
“นี่นับเป็นเรื่องมงคล! อีกสองวันรอให้พวกเขาว่างลง เราค่อยไปเยี่ยมเยียนแสดงความยินดีพร้อมกัน”
เฟิงเฉิงอวี่ยิ้มรับแล้วพยักหน้าตอบตกลง ฮูหยินเฟิงถึงกับอึ้งไปกับสิ่งที่เฉินเสวี่ยหนิงพูด จึงไม่ได้ส่งเสียงขัดคออะไรอีก แต่ในจังหวะที่ลับหลังเฟิงไห่กับเฟิงเฉิงอวี่ นางก็แอบกระซิบถาม
“เสวี่ยหนิง บอกแม่หน่อยสิ ระหว่างตระกูลจั๋วกับตระกูลของเจ้า ใครเก่งกาจกว่ากันหรือ” เฉินเสวี่ยหนิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“ท่านแม่เจ้าคะ มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เจ้าค่ะ ตระกูลเราสองฝ่ายมีจุดยืนทางการเมืองต่างกัน ท่านปู่ของข้าเป็นถึงเสนาบดี มีตำแหน่งสูงส่งและอำนาจล้นมือ อีกทั้งข้ายังมีท่านอาหญิงที่เป็นถึงพระสนมในวังหลวง
หากมองจากภายนอกแน่นอนว่าตระกูลเฉินของเราดูจะทรงอำนาจมากกว่า แต่หากจะพูดถึงความลึกซึ้งและรากฐานที่หยั่งลึกมานานแล้ว ตระกูลเฉินของเราไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับตระกูลจั๋วได้เลยเจ้าค่ะ
ตระกูลจั๋วมีประวัติความเป็นมายาวนานนับร้อยปี มีลูกหลานสืบสกุลมากมาย ไม่ว่าจะรับราชการหรือทำการค้าก็ล้วนแต่มีความสามารถยิ่งนัก ได้ยินมาว่ายังผลิตแม่ทัพผู้เก่งกาจออกมาได้หลายคนด้วย
ประกอบกับคนในตระกูลต่างก็มีความอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ชอบทำตัวโดดเด่น ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายแต่ก็ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง ตระกูลเช่นนี้ควรจะใช้คำว่าปราดเปรื่องในการพูดถึงจึงจะเหมาะสมกว่าเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเฟิงตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ในใจกลับเต็มไปด้วยความริษยา เดิมทีนางคิดว่าสะใภ้ที่ลูกชายแต่งเข้าบ้านนั้นมาจากตระกูลสูงศักดิ์ ซึ่งถือเป็นระดับต้นๆ แล้ว
ไม่นึกเลยว่าว่าที่สะใภ้ใหญ่คนโตของตระกูลลู่ที่ยังไม่ได้เข้าประตูจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ แล้วนางจะเอาอะไรไปข่มฮูหยินตระกูลลู่ได้อีก ยิ่งนึกไปถึงครอบครัวที่นางเคยดูถูกมาตลอดกลับกลายมาเป็นพ่อแม่บุญธรรมของลูกชายนางอย่างไม่น่าเชื่อ
นางก็ยิ่งรู้สึกอัดอั้นตันใจจนหายใจไม่ออก! แต่จะให้พูดอะไรต่อหน้าเฉินเสวี่ยหนิงก็ทำไม่ได้ ช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง เฉินเสวี่ยหนิงไม่ทันสังเกตเห็นอะไร นางเดินเข้าห้องที่ฮูหยินเฟิงเตรียมไว้ให้แล้วหันกลับมายิ้มอย่างพอใจ
“ท่านแม่เจ้าคะ ห้องนี้ดีมากเลยเจ้าค่ะ ลูกชอบมาก”
ฮูหยินเฟิงได้สติกลับมา นางสูดลมหายใจลึก พยายามบังคับตัวเองให้ลืมเรื่องวุ่นวายพวกนั้นเสีย แล้วหันมาสนใจเฉินเสวี่ยหนิง เพราะนี่คือ ‘บรรพบุรุษตัวเป็นๆ’ ในบ้านที่ต้องคอยดูแลให้ดี เพราะอนาคตของลูกชายยังต้องพึ่งพาทางบ้านสะใภ้อยู่อีกมาก!
วันรุ่งขึ้นเฟิงไห่สืบทราบมาว่าครอบครัวของลู่ตงซานยังอยู่ในตัวอำเภอ จึงรีบพาฮูหยินเฟิงพร้อมด้วยเฟิงเฉิงอวี่และภรรยาเดินทางไปเยี่ยมเยียนทันที ลู่ตงซานและเฉินสวี่อันเมื่อได้รับข่าวก็รีบออกมาต้อนรับ
“พี่เฟิง ลมอะไรหอบพวกท่านมากันทั้งครอบครัวเลยขอรับ ข้าเองก็กำลังคิดว่าจะหาเวลาว่างสักสองวันค่อยแวะไปหาที่บ้านท่านเสียหน่อย” คำพูดนี้เป็นคำอธิบายโดยอ้อมถึงเหตุผลที่เขาไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนก่อนหน้านี้ เฟิงไห่ฉีกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม
“พวกเราครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก! แค่เมื่อวานข้าเพิ่งได้รับข่าว เลยไม่ได้รีบมาแสดงความยินดีก่อน เจ้าอย่าได้ถือสากันเลยนะ!”
“จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรกัน!”
ทั้งสองคนทักทายกันอย่างอบอุ่น โดยมีเฟิงเฉิงอวี่เดินตามหลังมา ส่วนเฉินสวี่อันพาฮูหยินเฟิงและเฉินเสวี่ยหนิงไปที่เรือนหลัง