LNCrawler

บทที่ 284 หรือข้าจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ (อ่านฟรี 17/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 284 หรือข้าจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ (อ่านฟรี 17/10/69)

บทที่ 284 หรือข้าจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินสวี่อันได้พบกับเฉินเสวี่ยหนิง นางจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ อยู่หลายครั้ง แววตาเข้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบาๆ 

“วันที่เจ้ากับเฉิงอวี่แต่งงานกัน พวกเราไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงจึงไม่มีโอกาสได้พบหน้ากัน วันนี้ได้มาเห็นเข้าจริงๆ ก็เหมือนกับที่ลูกสาวของข้าบอกไว้ไม่มีผิด คือเจ้ากับนางมีส่วนคล้ายกันอยู่สี่ห้าส่วน นับว่าเป็นวาสนาจริงๆ”

​พูดจบเฉินสวี่อันก็นำปิ่นทองชิ้นหนึ่งบนศีรษะของตนเองมาปักลงบนผมของเฉินเสวี่ยหนิง ปิ่นทองนั้นมีสีสันงดงามเป็นพิเศษ อีกทั้งยังประดับด้วยหยก ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่า ในร้านเครื่องประดับในตัวอำเภอไม่มีทางหาซื้อได้แน่นอน

​ทางด้านฮูหยินเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดในใจยิ่งขึ้น ของขวัญรับขวัญที่นางให้กับเฉินเสวี่ยหนิงเมื่อวานนี้เป็นกำไลหยกที่มีเนื้อดีพอสมควร ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ยังเทียบไม่ได้กับปิ่นทองของเฉินสวี่อัน 

แต่ต่อหน้าเฉินสวี่อันนางไม่กล้าแสดงอาการออกมา จึงต้องเสแสร้งชมเชยไปตามเรื่อง เฉินสวี่อันเข้าใจนิสัยของฮูหยินเฟิงดี นางรู้ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ​เฉินเสวี่ยหนิงจ้องมองใบหน้าของเฉินสวี่อันด้วยอาการเหม่อลอยพลางพึมพำ

“ท่านแม่บุญธรรมเจ้าคะ จะว่าลูกหน้าเหมือนน้องสาวลู่ก็คงไม่ถูกนัก สู้บอกว่าลูกหน้าเหมือนท่านแม่บุญธรรมยังจะใกล้เคียงกว่าเจ้าค่ะ”

​ตอนนี้ฮูหยินเฟิงถึงได้เริ่มสังเกตหน้าตาของทั้งสองคนอย่างจริงจัง นางมองสลับไปมาอยู่หลายรอบ แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องพูดว่าทั้งสองคนนี้มีความคล้ายคลึงกันถึงห้าหกส่วนจริงๆ 

หากไม่บอกใคร คงนึกว่าทั้งคู่เป็นแม่ลูกกันเสียอีก! ​เฉินสวี่อันกลับยังคงสงบนิ่งและวางท่าทีได้อย่างเหมาะสม นางหัวเราะเบาๆ อย่างสง่างาม

“คนหน้าตาคล้ายกันในโลกนี้มีถมไป ข้าก็แค่จำคำพูดที่ลูกสาวข้าเคยพูดไว้เลยเอ่ยขึ้นมาเฉยๆ เจ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย” เฉินเสวี่ยหนิงพยักหน้ารับอย่างอ่อนโยน สายตาที่มองเฉินสวี่อันมีความอาวรณ์กึ่งเทิดทูนเพิ่มขึ้น 

“ท่านแม่บุญธรรมไม่ทราบหรอกเจ้าค่ะ แม่แท้ๆ ของลูกจากไปตั้งแต่ลูกยังเล็ก ท่านพ่อมักจะบอกว่าลูกหน้าตาเหมือนแม่ไม่เหมือนท่าน บางครั้งท่านก็มักจะจ้องหน้าลูกแล้วรำลึกความหลังเกี่ยวกับแม่แท้ๆ 

ลูกเองก็อยากรู้เหลือเกินว่าแม่แท้ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร วันนี้พอได้เห็นท่านแม่บุญธรรม ลูกก็พอจะจินตนาการออกบ้างแล้วเจ้าค่ะ” ​เฉินสวี่อันระงับความสงสัยในใจไว้ แล้วหัวเราะเบาๆ 

“ดูท่าเฉิงอวี่จะไม่ได้เสียเวลาเปล่าที่รับข้าเป็นแม่บุญธรรม ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปข้าคงต้องเอ็นดูเจ้าให้มากขึ้นหน่อยแล้วล่ะ”

​เฉินเสวี่ยหนิงยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหน้าตาของเฉินสวี่อันหรืออย่างไร นางรู้สึกอยากสนิทสนมด้วยอย่างไม่มีสาเหตุ นั่งคุยกับเฉินสวี่อันเพียงครึ่งค่อนวันก็ไม่อยากจะลุกจากไปเสียแล้ว

​สุดท้ายเฟิงเฉิงอวี่ต้องเป็นคนมาตาม เฉินเสวี่ยหนิงถึงยอมกลับไปอย่างอาลัยอาวร ​เมื่อเทียบกับความดีใจของเฉินเสวี่ยหนิง ฮูหยินเฟิงที่กลับถึงห้องกลับอดไม่ได้ที่จะบ่นกับเฟิงไห่ 

“ฮูหยินลู่นางหมายความว่าอย่างไร ตั้งใจให้ปิ่นทองกับสะใภ้ของเราเพื่อจะข่มข้าให้จมดินใช่ไหม แถมยังทำตัวสนิทสนมกับลูกสะใภ้ของเราเหมือนเป็นแม่ลูกกันอีก ฮึ! ไม่คิดบ้างหรือว่าต่อให้ทำแบบนั้น เสวี่ยหนิงก็ไม่เปลี่ยนไปเป็นสะใภ้ของนางหรอก!”

​เฟิงไห่ที่กำลังอารมณ์ดีจากการได้พูดคุยกับลู่ตงซาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กรอกตาใส่ด้วยความหงุดหงิดพลางแค่นยิ้มดูถูก

“นางจำเป็นต้องมาแข่งกับเจ้าด้วยหรือ ว่าที่ลูกสะใภ้คนโตของตระกูลเวินลู่น่ะไม่ได้ด้อยไปกว่าลูกสะใภ้ของเจ้าเลย! ตัวเจ้าเองที่ไม่มีของดีจะให้นาง แล้วจะไปห้ามไม่ให้คนอื่นหยิบยื่นให้ง่ายๆ ได้อย่างไร”

​ใช่แล้ว เขาเห็นตั้งแต่ตอนอยู่บนถนนแล้วว่าปิ่นทองที่อยู่บนหัวเฉินเสวี่ยหนิงนั้นดูเด่นออกมา ชัดเจนว่าเป็นปิ่นทองที่เฉินสวี่อันถอดจากผมของตัวเองให้ ฮูหยินเฟิงโกรธจนผ้าเช็ดหน้าแทบจะฉีกขาด 

“ท่านหมายความว่าอย่างไร ถ้าบ้านเรามีเงินมากกว่านี้ข้าก็คงเชิดหน้าชูตาได้ ท่านนั่นแหละที่ไม่มีความสามารถจะหามา แล้วยังจะมาโทษข้าอีก!”

​เฟิงไห่หัวเราะทั้งที่โกรธจัด เขาแค่นเสียงฮึแล้วลุกขึ้นเดินหนีไป แม้แต่จะด่าฮูหยินเฟิงเขาก็ยังไม่อยากทำเลย ฮูหยินเฟิงยิ่งรู้สึกไม่พอใจ นางมีความอัดอั้นตันใจในอก มองอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด

​ในขณะเดียวกัน เฉินเสวี่ยหนิงกำลังอิงแอบอยู่กับเฟิงเฉิงอวี่ด้วยความรักใคร่หวานชื่น แต่ในใจกลับคิดถึงแต่เฉินสวี่อัน จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ท่านพี่เจ้าคะ ท่านว่าแม่แท้ของข้าหน้าตาเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ”

​“หืม” 

เฟิงเฉิงอวี่เอียงศีรษะเล็กน้อย หัวเราะเบาๆ อย่างไม่เข้าใจ ลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้าทำเอาเฉินเสวี่ยหนิงหน้าแดงซ่าน นางค้อนให้เขาหนึ่งวงแล้วกล่าวเสียงหวาน 

“ท่านก็รู้ว่าแม่แท้ๆ ของข้าจากไปตั้งแต่ข้ายังเล็ก ข้าไม่เคยเห็นหน้าท่านแม่ วันนี้พอได้เห็นท่านแม่บุญธรรม ภาพใบหน้าในหัวของข้าก็ชัดเจนขึ้นมาทันที 

ท่านว่าแม่แท้ๆ ของข้าจะหน้าตาคล้ายกับท่านแม่บุญธรรมบ้างไหมเจ้าคะ ข้าคิดว่านี่คงเป็นลิขิตจากสวรรค์ ที่พอข้าไม่มีแม่แท้ๆ ก็ประทานแม่บุญธรรมที่มีหน้าตาคล้ายกับแม่แท้ๆ มาให้!” ​เฟิงเฉิงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา 

“ถ้าเจ้าจะคิดแบบนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ ถึงท่านอาสะใภ้ลู่จะเป็นเพียงแม่บุญธรรม แต่ท่านอาสะใภ้เป็นคนนิสัยอ่อนโยนและใจดี ทั้งยังเฉลียวฉลาดและมีใจกว้างขวาง เจ้าสนิทสนมกับท่านไว้ก็ไม่มีผลเสียอะไรหรอก” ​พูดจบเฟิงเฉิงอวี่ก็นิ่งคิดอยู่นานหลายครั้งก่อนจะเตือนเฉินเสวี่ยหนิง

“นิสัยของแม่ข้าค่อนข้างเอาแต่ใจ ถึงจะไม่ได้มีเจตนาชั่วร้ายอะไร แต่ก็มีข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ อยู่ไม่ขาด ในฐานะลูกชาย ข้าก็ไม่ค่อยสะดวกจะวิจารณ์แม่ตัวเองมากนัก 

เจ้าแค่ระวังตัวไว้ในใจก็พอ หากแม่ข้าพูดอะไรที่เจ้าไม่ชอบฟัง หรือมีการกระทำอะไรที่เจ้าไม่เห็นด้วย ก็อย่าได้แสดงออกต่อหน้า ให้กลับมาบอกข้า แล้วข้าจะเป็นคนจัดการเอง” ทว่าเฉินเสวี่ยหนิงกลับไม่ได้ใส่ใจ 

“ท่านแม่เป็นแม่ของท่าน เป็นผู้ใหญ่ ต่อให้ท่านจะดุด่าข้า ข้าก็จะไม่โต้ตอบหรอกเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก อีกอย่างพอเราผ่านช่วงปีใหม่ที่บ้านไปแล้ว เราก็จะไปอยู่ที่เมืองมณฑลกันแล้ว มีเวลาอยู่ด้วยกันไม่นานเท่าไหร่หรอกเจ้าค่ะ”

​“ดีแล้วล่ะ!” 

เฟิงเฉิงอวี่ตบหลังมือเฉินเสวี่ยหนิงเบาๆ หากไม่ใช่เพราะเฉินเสวี่ยหนิงเป็นคนอ่อนไหวและนิสัยค่อนข้างอ่อนโยน เขาคงไม่ต้องคอยกำชับอะไรมากมายขนาดนี้

​ทางด้านเรือนตระกูลลู่

​หลังจากที่เฉินสวี่อันส่งครอบครัวตระกูลเฟิงกลับไป นางก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ในขณะที่พูดคุยกับลู่ตงซานก็มักจะเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งผ่านไปสองสามครั้ง ลู่ตงซานก็เริ่มสังเกตเห็นแล้วว่าสภาพจิตใจของนางผิดปกติไป

“เมียจ๋า เจ้าเป็นอะไรไป วันนี้ฮูหยินเฟิงพูดอะไรให้เจ้าไม่สบายใจหรือ” ลู่ตงซานถามด้วยความใคร่รู้และมีความกังวลอยู่ไม่น้อย ​เฉินสวี่อันได้สติกลับมา นางส่ายหน้าอย่างใจลอยแล้วยิ้มออกมา 

“ไม่มีอะไรหรอก มีแขกมาเยือนเจ้าบ้านจะกล้าทำสีหน้าไม่ดีใส่ได้อย่างไร อีกอย่างพวกเขาก็ไม่ได้มาหาเรื่องนี่นา”

​“แล้วทำไมเจ้าถึง...” 

ลู่ตงซานยังพูดไม่ทันขาดคำ เฉินสวี่อันก็ลุกพรวดขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นางเดินวนไปวนมาแล้วพึมพำกับตัวเอง ซึ่งดูแล้วน่ากลัวไม่น้อย ลู่ตงซานรีบดึงตัวนางเข้ามากอดแล้วให้นั่งลงบนเก้าอี้อย่างมั่นคง ก่อนจะถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“เมียจ๋า เจ้าเป็นอะไรไป”

​เฉินสวี่อันเงยหน้าขึ้นอย่างทำอะไรไม่ถูก เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของลู่ตงซาน น้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจทันที เสียงที่พูดออกมาขึ้นจมูกจนฟังดูอู้อี้ 

“ตงซาน ท่านว่าข้าเป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า ท่านพ่อของข้าถึงได้ยอมแพ้ในตัวข้าได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น!” ลู่ตงซานอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด 

“เป็นไปไม่ได้หรอก หากเจ้าเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง ท่านพ่อตาคงไม่เลี้ยงดูเจ้ามาอย่างทะนุถนอมประหนึ่งไข่ในหินมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยหรอก” ​เฉินสวี่อันยังคงหลั่งน้ำตา 

“นี่แหละคือจุดที่ข้าคิดไม่ตก วันนี้เจ้าก็เห็นหน้าตาของเฉินเสวี่ยหนิงแล้วใช่ไหมว่าคล้ายกับข้าอยู่บ้าง” ลู่ตงซานพยักหน้า คิ้วที่ขมวดเข้าหากันไม่ได้คลายออกเลย 

“แล้วมันมีปัญหาตรงไหนล่ะ นางเป็นหลานสาวของเจ้า จะมีหน้าตาคล้ายเจ้าก็เป็นเรื่องธรรมดา” ​เฉินสวี่อันหน้าซีดลงและส่ายหน้า 

“ไม่ใช่หรอก เฉินเสวี่ยหนิงบอกว่าหน้าตาของนางเหมือนแม่ ไม่เหมือนพ่อ แล้วแม่ของนางมาเกี่ยวอะไรกับข้า ข้าลองทบทวนดูดีๆ แล้ว หน้าตาของข้าไม่ได้เหมือนท่านพ่อและก็ไม่เหมือนท่านแม่ 

พี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองของข้าคนหนึ่งเหมือนพ่อ อีกคนเหมือนแม่ ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็ยังมีส่วนที่คล้ายกัน เวลาออกไปข้างนอกใครเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกัน

​ยังมีเฉินอวี่โหรวน้องสาวต่างแม่ของข้าอีก หน้าตาของนางเหมือนอนุภรรยามากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังดูออกว่านางเป็นลูกของพ่อข้า มีเพียงข้าเท่านั้นที่ไม่เหมือนใครเลยแม้แต่นิดเดียว! ​เมื่อก่อนข้าเสียใจอยู่ตลอด คิดไม่ตกเลยว่าทำไมท่านพ่อถึงได้เลือดเย็นขนาดนี้ 

ถ้าเหตุผลเป็นเพราะแบบนี้ ทุกอย่างก็อธิบายได้หมด ข้าไม่ได้เป็นลูกของเขาตั้งแต่แรก การที่เขาเลี้ยงข้ามาคงมีจุดประสงค์แอบแฝง ผลสุดท้ายเมื่อพบว่าข้าไม่สามารถทำตามจุดประสงค์ของเขาได้ เขาเลยตัดใจทิ้งหมากตัวนี้อย่างไม่ใยดี ใช่แล้ว... ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ”