บทที่ 285 เฒ่าจี้กลับมาแล้ว (อ่านฟรี 18/10/69)
บทที่ 285 เฒ่าจี้กลับมาแล้ว (อ่านฟรี 18/10/69)
บทที่ 285 เฒ่าจี้กลับมาแล้ว
ลู่ตงซานรู้สึกว่าเฉินสวี่อันเริ่มจะจิตตกจนเกือบเป็นบ้าไปแล้ว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงร่างนางเข้ามากอดไว้แน่นแล้วใช้เสียงที่ทุ้มต่ำปลอบโยนไม่หยุด
“พวกนี้เป็นเพียงการคาดเดาของเจ้าเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง ท่านพ่อตาจะทำไปเพื่ออะไร มันไม่มีเหตุผลเลยนะ!”
คนในอ้อมกอดเงียบเสียงลง ลู่ตงซานก้มลงมองก็พบว่านางมีสีหน้าหวาดกลัว ตาเบิกโพลงและเค้นสองคำออกมาจากไรฟัน
“กบฏ!”
“ซี้ด!”
ลู่ตงซานสูดลมหายใจเข้าลึกโดยสัญชาตญาณ เขารีบเอามือปิดปากเฉินสวี่อันไว้ แล้วมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ จึงรีบอุ้มนางกลับเข้าไปในเรือนหลัง
ปิดประตูรั้วแล้วตามด้วยประตูห้อง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้วถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงหันมากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เมียจ๋า เรื่องแบบนี้พูดมั่วซั่วไม่ได้นะ มีโทษถึงประหารเก้าชั่วโคตรเลยนะ! ถึงแม้ว่าบ้านเราจะไม่มีเก้าชั่วโคตรให้ถูกประหารก็เถอะ...”
เฉินสวี่อันค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็นึกค้อนใส่เขาไปหนึ่งที สองคำนั้นไม่ใช่สิ่งที่นางพูดพล่อยๆ แต่นางคาดเดาโดยเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ที่ได้เจอมาในชาติก่อนนั่นเอง
ในชาติก่อนนางตายตั้งแต่ยังอายุน้อย ตอนนั้นเฉินคุนยังไม่ได้ก่อกบฏ แต่เขาก็ได้เป็นถึงอัครเสนาบดีของราชสำนักไปแล้ว ไม่เพียงแต่มีตำแหน่งสูงส่งและอำนาจล้นมือ แต่ยังเรียกได้ว่าสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียวได้
การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของราชสำนักและบริเวณชายแดนล้วนเกิดจากการที่เขาเข้าไปแทรกแซง ตอนที่นางตาย ความสัมพันธ์ระหว่างโม่เป่ยกับราชสำนักตึงเครียดจนใกล้จะระเบิดเต็มที
ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วได้เกิดสงครามขึ้นหรือไม่! เฉินสวี่อันจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด ผ่านไปเนิ่นนานนางจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นกำชับสามี
“ครอบครัวเราอยู่แบบสงบสุขในมุมเล็กๆ ของเราดีกว่า ตอนนี้ท่านทำการค้าไปจนถึงเมืองมณฑลแล้ว นั่นก็นับว่าเพียงพอแล้ว น้ำในเมืองหลวงและแถบกังหนำนั้นลึกเกินไป พวกเราอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยดีกว่า
อีกอย่างท่านไปคุยกับลูกชายทั้งสามคนให้ดี หากพวกเขาได้เป็นจิ้นซื่อก็อย่าได้เข้าไปพัวพันกับฝักฝ่ายทางการเมืองเหล่านั้น หากไม่ไหวจริงๆ ก็ให้เอาแบบอย่างท่านเจ้าสำนักจั๋วที่ลาออกจากราชการมาสอนหนังสือ อย่างน้อยก็ยังรักษาตัวรอดได้” ลู่ตงซานฟังแล้วก็หัวเราะร่า
“เมียจ๋า เจ้ากำลังตื่นตูมไปเองหรือเปล่า บ้านเราไม่มีรากฐานอะไรเลย ลูกๆ ต่อให้เข้ารับราชการ โอกาสเก้าในสิบส่วนก็ต้องถูกส่งไปประจำต่างถิ่น บางทีอาจต้องไปอยู่ในที่ห่างไกลด้วยซ้ำ จะเข้าไปพัวพันกับเรื่องพวกนั้นได้อย่างไรกัน”
เฉินสวี่อันยิ้มฝืนๆ ออกมา ได้แต่หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ในเวลาเดียวกัน จั๋วฟ่านทงผู้ซึ่งกำลังพยายามรักษาตัวรอดก็กำลังกลัดกลุ้มกับจดหมายลับฉบับหนึ่ง เขาอุตส่าห์วางแผนแทบตายกว่าจะได้ตำแหน่งเจ้าสำนักศึกษาม่านซานมาครอง
และเมื่อมาอยู่ที่นี่เขาก็ไม่มีความคิดที่จะกลับเข้าสู่ราชสำนักอีก แต่ตอนนี้จดหมายฉบับหนึ่งกลับทำให้แผนการทั้งหมดของเขาต้องพังพินาศลง ตอนที่ลู่หยวนเปามาเยี่ยมเยียนที่บ้าน สิ่งที่เขาเห็นคือจั๋วฟ่านทงกำลังถอนหายใจทิ้งอยู่ เขาจึงอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ
“ท่านอาจารย์ ท่านทำภรรยาหายหรือทำเงินหายขอรับ ถึงได้เอาแต่ถอนหายใจแบบนี้!”
จั๋วฟ่านทงอารมณ์ไม่ดี จึงคว้าอาวุธขึ้นมาท้าดวลกับเขา ทั้งสองคนแลกกระบวนท่ากันไปมาจนเหงื่อท่วมกายอย่างสมใจ จั๋วฟ่านทงนอนลงบนพื้นหญ้า
มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามที่สดใส ทันใดนั้นใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงมาก็บดบังสายตาของเขา เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดขึ้น
“เจ้าเด็กแสบ ข้าคงต้องจากเมืองอี้โจวไปในไม่ช้านี้แล้ว หลังจากนี้เจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน” ลู่หยวนเปาที่นอนอยู่ข้างๆ จั๋วฟ่านทงตกใจจนกระโดดผุดลุกขึ้น
“ท่านอาจารย์ เรื่องล้อเล่นนี้ไม่ตลกเลยสักนิด! ท่านเป็นถึงเจ้าสำนักศึกษาม่านซาน ถ้าท่านไม่อยู่แล้วสำนักศึกษานี้จะเปิดต่อไปได้อย่างไร” จั๋วฟ่านทงยังคงนอนนิ่ง ไม่ช้าไม่เร็วเขาก็กล่าวขึ้นอีก
“สำนักศึกษาม่านซานไม่ใช่ข้าที่เป็นคนเปิด ข้าก็แค่รับตำแหน่งเจ้าสำนักเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือตำแหน่งนี้ใครจะเป็นก็ได้ หากเจ้าไม่ชอบเจ้าสำนักคนใหม่ที่จะมาแทน ก็ให้ไปอยู่กับท่านผู้เฒ่าสวี่
ข้าจะฝากฝังเจ้าไว้กับท่านผู้เฒ่าสวี่สักคำสองคำ ท่านจะคอยอบรมสั่งสอนเจ้าเป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้อยู่กับน้องเขยของเจ้าตลอดทั้งวัน คอยจับตาดูเขาแทนน้องสาวเจ้าได้ด้วย ก็นับว่าไม่เลว ฮ่ะๆ” ลู่หยวนเปารู้ว่าจั๋วฟ่านทงแสร้งทำเป็นผ่อนคลายเพื่อปลอบใจตน ในใจยิ่งรู้สึกหดหู่ เขาคอตกแล้วถาม
“ท่านอาจารย์ ท่านจะกลับเมืองหลวงหรือขอรับ พวกเราจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่” จั๋วฟ่านทงส่ายหน้า หยิบใบไม้แห้งบนหน้าออกแล้วพ่นลมหายใจสองสามครั้ง พลางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ แค่ต้องแยกจากกันทำราวกับว่าจะไม่ได้เจอกันอีก ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเลยสักนิด! ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น รอให้เจ้าเข้ารับราชการในอนาคต พวกเราก็จะได้พบกันอีกแน่นอน อีกอย่างเจ้าแต่งงานกับหลานสาวข้าแล้ว ถึงอยากจะหลบหน้าก็ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก!”
ลู่หยวนเปานึกถึงความสัมพันธ์ที่เขามีต่อกันนี้ได้ก็พลันดีใจ ความหม่นหมองในใจมลายหายไปสิ้น เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วถาม
“งั้นท่านอาจารย์จะเดินทางเมื่อไหร่ขอรับ ข้าจะไปส่งท่าน”
“…..” เจ้าเด็กโชคร้ายนี่ เปลี่ยนอารมณ์เร็วยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ! เขาน่าจะปล่อยให้เจ้าเด็กนี่เศร้าไปเอง ไม่น่ามาปลอบให้ตัวเองต้องมาหงุดหงิดเลย!
หลังจากลู่หยวนเปาออกมาจากบ้านของจั๋วฟ่านทง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินออกจากสำนักศึกษาตรงไปที่เรือนตระกูลลู่ ในเมื่อจั๋วฟ่านทงจะไปแล้ว เขาต้องเตรียมของขวัญสำหรับเดินทางไปให้สักหน่อย
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน เขาเดินไปทางเรือนตระกูลจี้ที่อยู่ติดกันโดยสัญชาตญาณ ท่านผู้เฒ่าจี้จากไปนานขนาดนี้แล้ว เขาคิดถึงท่านจริงๆ ยังอยากจะแบ่งปันความยินดีที่สอบได้เป็นซิ่วไฉให้ท่านฟังด้วย ลู่หยวนเปานั่งอยู่บนธรณีประตูเรือนตระกูลจี้แล้วถอนหายใจพึมพำกับตัวเอง
“ข้ากำลังจะแต่งงานแล้ว แต่พวกท่านกลับทยอยกันจากไปทีละคนราวกับฝากฝังลูกหลานเอาไว้ เมื่อไหร่กันที่ข้าจะสามารถยืนเคียงข้างพวกท่านได้”
“อยากยืนเคียงข้างพวกข้า เจ้ากำลังฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า”
ประตูเรือนดังเอี๊ยดอ๊าดเปิดออก แล้วเสียงเยาะเย้ยของเฒ่าจี้ก็ดังขึ้นเหนือศีรษะของลู่หยวนเปา ลู่หยวนเปาหันกลับไปมองทันที พบกับพู่หยกที่ห้อยอยู่ที่เอวของเฒ่าจี้พอดี เขาดีใจจนถลาเข้าไปกอดขาอีกฝ่ายไว้แน่น
“ท่านอาจารย์จี้! ท่านกลับมาแล้ว! ในเมื่อกลับมาแล้วก็ห้ามจากไปไหนอีกนะขอรับ!”
ลู่หยวนเปากอดขาเฒ่าจี้ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ทำเอาอีกฝ่ายขยับไปไหนไม่ได้ เฒ่าจี้ดิ้นสองสามครั้งแต่ไม่หลุดก็พลันหัวเราะชอบใจ พลางด่าทอด้วยความเอ็นดู
“ยังจะกล้าอ้างว่าตัวเองเป็นซิ่วไฉอีกนะ! มีซิ่วไฉที่ไหนทำตัวเหมือนเจ้า เป็นอันธพาลหน้าด้าน!”
“ก็เพราะเรียนแบบท่านยังไงล่ะขอรับ!”
ลู่หยวนเปาเงยหน้าขึ้นเถียงกลับทันควัน แต่ก็ยังกอดขาเฒ่าจี้ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เฒ่าจี้ขยับเท้าอย่างรำคาญใจ พลางเตะเขาเบาๆ สองที ทำเหมือนหยอกล้อลูกหมาลูกแมวแล้วพูด
“ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ปล่อยข้าจะหิ้วเจ้าไปโยนทิ้งเสีย”
ลู่หยวนเปาถึงยอมปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจนัก เขาเงยหน้ามองตาละห้อย ดูทั้งน่าสงสารและน้อยเนื้อต่ำใจ เฒ่าจี้ถึงกับพูดไม่ออก ต่อให้ใจแข็งแค่ไหน ตอนนี้ก็ไม่เหลือความโกรธเคืองอะไรแล้ว เขาหันหลังกลับอย่างจนใจ พลางบุ้ยปากให้ลู่หยวนเปาเดินตามเข้าเรือนไป
เมื่อได้นั่งในห้องรับแขกที่คุ้นเคย และมีคนคนเดิมที่คุ้นเคยอยู่ตรงหน้า ลู่หยวนเปาก็ดีใจจนบอกไม่ถูก ส่งอาจารย์จั๋วไปคนหนึ่ง แล้วได้รับอาจารย์จี้กลับมาคนหนึ่ง ถือว่าไม่ขาดทุนเลยจริงๆ ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดอะไรต่อ เฒ่าจี้ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เมื่อกี้เจ้าบอกว่าใครจะไปนะ แถมยังพูดว่าฝากฝังลูกหลานอีก” ลู่หยวนเปาได้สติจึงตอบไปตามตรง
“ก็ท่านอาจารย์จั๋วน่ะสิขอรับ ท่านบอกว่าท่านจะไปแล้ว แล้วยังบอกให้ข้าไปเรียนกับท่านอาจารย์สวี่...” เฒ่าจี้ทำหน้าเหยียดหยาม
“คนอย่างเจ้าเนี่ยนะ ท่านอาจารย์สวี่จะมองเห็นหัวหรือ บางทีจั๋วฟ่านทงตาแก่หนังเหนียวคนนั้นอาจจะถูกเจ้าเซ้าซี้จนทนไม่ไหว ถึงได้เตรียมตัวหนีเตลิดไปก็ได้”
“ท่านอาจารย์ขอรับ!” ลู่หยวนเปาโกรธจนแก้มป่อง เฒ่าจี้กลับไม่ใส่ใจ สายตาเป็นประกายขึ้นมาอย่างมีเลศนัย พลางรำพึงรำพันขึ้นมา
“ดูท่าข้าต้องหาเวลาไปหาเพื่อนรักของข้าคนนั้นสักหน่อยแล้ว!” ลู่หยวนเปาพยักหน้าถี่ๆ
“ควรไปขอรับ ท่านอาจารย์ขอรับ ไว้ถ้าท่านอาจารย์จั๋วไปแล้ว ข้ากลับมาเรียนกับท่านอาจารย์ได้ไหมขอรับ” เฒ่าจี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ส่ายจนหัวแทบหลุด
“อย่าเลย! ข้ากว่าจะโยนเผือกร้อนอย่างเจ้าไปให้จั๋วฟ่านทงได้ก็แทบตาย ตอนนี้จั๋วฟ่านทงเตะลูกบอลมาให้ตาแก่สวี่แล้ว เจ้าอย่าได้กลับมาหาข้าอีกเลย ข้าไม่มีเวลาว่างมาสนใจเจ้าหรอก!”
ลู่หยวนเปาโกรธจนแทบจะกระอักเลือด หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปด้วยความโมโหไปแล้ว แต่ตอนนี้หน้าเขาหนาขึ้นมาก จึงไม่อาจถูกไล่ไปง่ายๆ เช่นนี้
“ไม่เอาหรอกขอรับ! ข้าจะขออาศัยอยู่บ้านท่านอาจารย์นี่แหละ ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
พูดจบลู่หยวนเปาก็คว้าที่วางแขนของเก้าอี้ไว้แน่น ราวกับตั้งใจจะหยั่งรากฝังตัวอยู่บนนั้นให้ได้ เฒ่าจี้กลอกตามองเขาอย่างระอา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“งั้นเจ้าก็เฝ้าบ้านให้ข้าก็แล้วกัน อีกสักพักข้าจะกลับมาดู ถ้าข้ากลับมาแล้วเจ้าไม่อยู่ที่นี่ ข้าจะจัดการเจ้าให้หนัก!” มุมปากของลู่หยวนเปาตกลงทันควัน ก่อนจะร้องครวญครางออกมา
“ท่านจะไปอีกแล้วหรือขอรับ!”
“แล้วจะทำไมล่ะ เจ้าคิดว่าข้าว่างมากหรือไง” เฒ่าจี้รู้สึกหงุดหงิดและไม่เข้าใจ นี่เขาเผลอทำให้ลู่หยวนเปาเข้าใจผิดอะไรไปหรือเปล่านะ