บทที่ 286 หิมะแรกแห่งการจากลา (อ่านฟรี 18/10/69)
บทที่ 286 หิมะแรกแห่งการจากลา (อ่านฟรี 18/10/69)
บทที่ 286 หิมะแรกแห่งการจากลา
“ถ้าท่านอาจารย์ไม่ว่างจริงๆ คงไม่มีเวลาไปนั่งคุยกับขอทานข้างถนน แล้วยังมาเป็นเพื่อนกับท่านพ่อของข้า แถมยังสอนข้ามาตั้งปีหนึ่ง แล้วยังตามข้ากลับไปกินอาหารดีๆ ที่บ้านอีก...” ลู่หยวนเปาพยักหน้าตอบโดยไม่ต้องคิด ยิ่งลู่หยวนเปาพูด หน้าตาของเฒ่าจี้ก็ยิ่งดำมืดลงเรื่อยๆ เขาจึงรีบพูดขึ้นมา
“พอแล้วๆ ข้าขอบใจเจ้ามาก! เจ้าพูดเสียจนข้ากลายเป็นนักเลงหัวไม้ที่ไม่มีอะไรทำไปแล้ว!”
ลู่หยวนเปาเบ้ปาก ในใจก็คิดเช่นนั้นจริงๆ แต่พอเห็นท่าทางเหมือนเฒ่าจี้กำลังจะระเบิดอารมณ์ เขาก็รีบหุบปากและส่ายหน้าพัลวัน เฒ่าจี้จึงยอมปล่อยผ่าน เขาถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ลู่หยวนเปาจึงเล่าเรื่องที่จะแต่งงานและเจ้าสาวก็เป็นหลานสาวของจั๋วฟ่านทง พอได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเฒ่าจี้ก็ดูอ่อนลงขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เขาพิจารณาลู่หยวนเปาอยู่ครู่หนึ่งแล้วพึมพำ
“นับว่าเป็นคนมีบุญวาสนาเหมือนกัน เอาเถอะๆ ของขวัญแต่งงานที่จะให้เจ้า จะเพิ่มให้เยอะขึ้นอีกหน่อยก็แล้วกัน” ลู่หยวนเปาถามกลับอย่างไม่พอใจ
“หมายความว่ายังไงขอรับ หรือว่าของที่ท่านอาจารย์เตรียมไว้ให้ข้าแต่แรกมันไม่ได้เรื่อง” เฒ่าจี้แบมือออกทำท่าทางกวนประสาทเหมือนคนไม่มีอะไรจะเสีย
“ข้าดูเหมือนคนมีเงินหรือไง”
ลู่หยวนเปาพูดไม่ออก คนคนนี้วันๆ เอาแต่กินดื่มไม่จ่ายเงิน ขี้เหนียวจนแม้แต่แม่ครัวก็ไม่ยอมจ้าง ดูเหมือนเขาจะไม่เคยเห็นท่านอาจารย์ควักเงินออกมาใช้เลยจริงๆ! พอคิดได้แบบนั้น เขาก็รีบกลับไปที่เรือนตระกูลลู่ แล้วกลับมาพร้อมกับห่อเงินหนึ่งห่อ ก่อนจะพูดปากไม่ตรงกับใจ
“ถือว่าข้าให้ด้วยความกตัญญูนะขอรับ ไม่ต้องคืนหรอก!”
เฒ่าจี้ถือนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งในใจรู้สึกขำจนบอกไม่ถูก แต่สีหน้าภายนอกกลับยอมรับเงินนั้นไปอย่างหน้าตาเฉย แล้วพึมพำอย่างพอใจ
“ถือว่าเจ้ายังมีความกตัญญูอยู่บ้าง”
ลู่หยวนเปาเชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ เขาไม่ใช่คนไม่รู้จักบุญคุณคนหรอกนะ! หลังจากเอ่ยลาเฒ่าจี้ ลู่หยวนเปาก็กลับไปที่สำนักศึกษาม่านซาน ในคืนนั้นเฒ่าจี้แอบย่องเข้าไปในห้องหนังสือของจั๋วฟ่านทง แล้วบังเอิญเห็นห่อเงินห่อโตบนโต๊ะทำงานเข้าพอดี จึงหัวเราะชอบใจ
“เจ้าเด็กน้อยคนนั้นให้เจ้ามางั้นหรือ นี่คงเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางล่ะสิ” จั๋วฟ่านทงทั้งขำทั้งจนใจ เขาปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นนวดขมับ
“นั่นเป็นความตั้งใจดีของเด็กคนนั้นน่ะ เขาบอกระหว่างทางก็ให้ข้ากินดีอยู่ดี แล้วให้จ้างคนคุ้มกันสักสองสามคน ทั้งที่เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าจะไปที่ไหน มันก็น่าขำเหมือนกันนะ! จริงสิ ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“กลับมาตั้งนานแล้ว! แค่ช่วงนี้ยุ่งๆ เลยไม่มีเวลามาหาเจ้าเท่านั้นเอง” เฒ่าจี้กล่าวอย่างใจเย็น พลางนั่งลงแล้วยกขาไขว่ห้าง จั๋วฟ่านทงนึกถึงเรื่องราวพายุที่โหมกระหน่ำในตัวเมืองมณฑลช่วงที่ผ่านมา เขาขมวดคิ้วแน่นแล้วถาม
“เรื่องในจวนของเฉินหยางชิวเกี่ยวข้องกับท่านใช่ไหม” เฒ่าจี้ไม่ได้ปฏิเสธ จั๋วฟ่านทงถอนหายใจยาวแล้วส่ายหน้า
“น่าเสียดาย! เขาเป็นคนดีแท้ๆ แต่กลับไม่มีพ่อที่ดี!”
เขาไม่ยอมสนิทสนมกับเฉินหยางชิวก็เพราะเรื่องในตระกูลเฉินนี่เอง ต่อให้จั๋วหมิงฮ่าวจะพาเฉินหยางชิวมาหาอยู่บ่อยครั้ง เขาก็ยังแสดงท่าทีเย็นชาใส่ เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด เมืองหลวงยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ที่นี่กลับเกิดเรื่องขึ้นเสียแล้ว
เฒ่าจี้ซึ่งในช่วงนี้กุมความลับเอาไว้มากมาย ไม่ต้องการให้จั๋วฟ่านทงสนใจเรื่องของตระกูลเฉินมากนัก จึงเปลี่ยนเรื่องคุย
“ได้ยินเจ้าเด็กแสบนั่นบอกว่าเจ้าจะไปแล้วงั้นหรือ เพราะทางเมืองหลวงกดดันเจ้ามาอีกล่ะสิ” จั๋วฟ่านทงส่ายหน้าด้วยความจนใจยิ่งนัก
“นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะแยกจากลูกและภรรยามานานเกินไป หากข้ายังไม่กลับไปสักที พวกเขาที่อยู่ที่จวนคงต้องคอยรับแรงกดดันไปตลอด
เอาเถอะ อย่างไรเสียข้าก็ยังอายุน้อยอยู่ กลับไปดิ้นรนอีกสักสองสามปีก็คงไม่เป็นไร ตราบใดที่ข้ายังไม่ตาย สักวันหนึ่งข้าก็ยังสามารถกลับมาที่นี่ได้อีก” คำพูดของเขาทำให้เฒ่าจี้หัวเราะออกมา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“งั้นเจ้าก็ต้องรักตัวกลัวตายไว้ให้มากหน่อยนะ กลับไปเมืองหลวงแล้วก็พูดให้น้อยทำให้มาก ถึงจะเป็นเรื่องที่เห็นแล้วขัดหูขัดตาแค่ไหนก็อย่าเพิ่งรีบออกหน้า ทุกอย่างล้วนมีชะตากำหนดเอาไว้แล้ว”
ท่านเฒ่าจี้มองจั๋วฟ่านทงด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง แม้จั๋วฟ่านทงจะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางการที่เขาจะจดจำคำพูดของเฒ่าจี้เอาไว้ในใจอย่างขึ้นใจ เมื่อเฒ่าจี้พูดทุกอย่างที่อยากพูดจบแล้ว จึงลุกขึ้นวางกล่องใบเล็กใบหนึ่งทิ้งไว้พลางกล่าว
“ช่วยเอาของชิ้นนี้ไปให้เจ้าเด็กแสบนั่นแทนข้าด้วย ถือว่าเป็นของขวัญแต่งงาน ข้าไปก่อนล่ะ!”
เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่หยวนเปาไปที่เรือนตระกูลจี้ตั้งแต่เช้าตรู่ แต่กลับเจอเพียงประตูที่ปิดตาย ด้วยความไม่เชื่อเขาจึงไปนำกุญแจมาเปิดเข้าไปเอง และพบว่าข้างในนั้นไม่มีแม้แต่เงาคนจริงๆ
เขาจึงผิดหวังเป็นอย่างมาก เดินคอตกกลับไปที่สำนักศึกษาม่านซาน พอดีกับที่จั๋วฟ่านทงกำลังจะออกเดินทาง เขาจึงรีบวิ่งตามไป
“ท่านอาจารย์ ทำไมท่านถึงรีบไปแบบนี้ล่ะขอรับ” จั๋วฟ่านทงเลิกม่านรถม้าขึ้น มองท้องฟ้าแล้วกล่าวอย่างจนใจ
“ถ้าไม่รีบไปก็คงต้องไปฉลองปีใหม่ระหว่างทางแล้วล่ะ!”
ลู่หยวนเปาพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้งๆ สองสามครั้ง จั๋วฟ่านทงยื่นมือออกมาจากรถม้า ตบไหล่เขาเบาๆ แล้วกำชับด้วยความหวังดี
“วันนี้กลับไปแล้วก็ย้ายไปอยู่กับท่านอาจารย์สวี่เสีย ห้องเตรียมไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว อีกอย่างพวกเราคงไม่ได้ดื่มเหล้ามงคลของเจ้าแล้วล่ะ หลันอิงเป็นเด็กดี ดูแลนางให้ดี แค่นี้ข้าก็สุขใจแล้ว
ส่วนของขวัญแต่งงานที่เฒ่าจี้เตรียมไว้ให้เจ้า ก็วางรวมอยู่กับของข้าบนโต๊ะในห้องหนังสือของข้า ไปหยิบเอาเองนะ แล้วก็ตั้งใจเรียนให้ดี พวกเรา... จะรอเจ้าอยู่ที่เมืองหลวง”
คำกำชับย้ำเตือนของจั๋วฟ่านทงทำให้ขอบตาของลู่หยวนเปาเริ่มแดงก่ำ อาจารย์ทั้งสองคนที่เขาเคารพรักที่สุดต่างก็มาไวไปไว เขาต้องพยายามแค่ไหนถึงจะวิ่งตามจังหวะก้าวเดินของพวกเขาให้ทัน
เขายืนมองรถม้าที่แล่นไกลออกไปเนิ่นนาน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจึงค่อยๆ หันหลังกลับ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็กลับไปเป็นเหมือนตอนก่อนที่จะสอบได้เป็นซิ่วไฉอีกครั้ง คืออ่านหนังสืออย่างหนักจนลืมเหนื่อย
ท่าทีที่มุ่งมั่นของเขาทำให้ฉีผูจื่อที่เกียจคร้านรู้สึกมีแรงกระตุ้น จนยอมเก็บเนื้อเก็บตัวและตั้งใจอ่านหนังสืออย่างสงบ วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยังไม่ถึงเดือนสิบสอง หิมะก็โปรยปรายลงมาในตัวเมืองมณฑล
ในตอนที่หิมะแรกตกนั้น ลู่หยวนเปาเดินไปที่เรือนของจั๋วฟ่านทงโดยสัญชาตญาณ บัดนี้เรือนนี้ว่างเปล่าไม่มีคนอยู่ โชคดีที่มีคนคอยดูแลอยู่บ้างจึงดูไม่ถึงกับเสื่อมโทรม แต่ก็ยังดูเงียบเหงาและอ้างว้างอยู่ดี
เขาเดินอย่างช้าๆ ไปยังป่าไผ่เล็กๆ ภาพในอดีตที่เคยหัวเราะและโดนดุด่าราวกับยังฉายชัดอยู่ตรงหน้า ขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความเศร้า ข้างหลังก็มีเสียงดังขึ้น
“นึกว่าใครที่ไหน! เป็นยังไง คิดถึงคนเก่าๆ ขึ้นมางั้นหรือ” ลู่หยวนเปาไม่ได้หันหลังกลับ เขาเหลือบมองแล้วกลอกตาใส่พลางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“ท่านมาทำอะไรอีก ที่นี่ไม่มีใครแล้ว!”
“เดินตามเจ้าเข้ามาไม่ได้หรือไง” เสิ่นเทียนเอามือไพล่หลังยิ้มอย่างมีเลศนัย เขามองลู่หยวนเปาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างหาได้ยาก
“น้องชาย ข้ากำลังจะกลับเมืองหลวงแล้ว หลังจากนี้เจ้าก็ตั้งใจพยายามให้ดี หวังว่าตอนที่เจ้าอายุครบสามสิบ เราจะได้พบกันที่เมืองหลวงนะ” ลู่หยวนเปาตกใจจนกระโดดโหยง
“ให้ตายเถอะ! แม้แต่ท่านก็จะไปแล้วหรือ! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย” เมื่อเห็นเขาขมวดคิ้วแน่น เสิ่นเทียนกลับไม่มีนิสัยปากร้ายเหมือนเคย แต่กลับอดทนอธิบายให้เขาฟัง
“ข้ามาที่สำนักศึกษาม่านซานก็เพื่อเรียนหนังสือ อีกไม่นานก็จะสอบฮุ่ยซื่อแล้ว หากสอบผ่านก็จะสอบเตี้ยนซื่อต่อ จากนั้นก็เข้ารับราชการ ดังนั้นเจ้าบอกข้ามาสิว่าทำไมข้าถึงจะไม่ไป
ไม่ใช่แค่ข้าที่จะไป แม้แต่ไป๋หลี่ถิงก็จะจากไปเหมือนกัน แต่เขายังทำการค้ากับบ้านเจ้าเหมือนเดิม ตอนนี้เขามีธุระเลยต้องจากไปพักหนึ่ง คิดว่าเขาคงจะไปดื่มเหล้ามงคลของเจ้าแน่นอน ส่วนข้าน่ะ... ต้องขอโทษด้วยแล้วกัน” ลู่หยวนเปาหลุบตาลง เงียบไปครู่หนึ่งแล้วค่อยๆ กล่าว
“ขอให้พวกท่านสอบผ่านได้ชื่อบนกระดานทอง ข้าจะพยายามตามพวกท่านไปให้ทัน!”
“งั้นตกลงตามนี้นะ!” เสิ่นเทียนตบไหล่ลู่หยวนเปา หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม ก่อนไปเขาได้เอ่ยเตือนขึ้นอีก
“แม้ว่าเจ้ากับเฟิงเฉิงอวี่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ตอนนี้เขาแต่งงานกับลูกสาวตระกูลเฉินเป็นภรรยา ลูกสาวสายรองของตระกูลเฉินคนนั้น... ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น
ถึงแม้เฉินหยางชิวจะปิดบังเรื่องนี้มาตลอด แต่กระดาษย่อมห่อไฟไม่มิด หากทางเมืองหลวงรู้เรื่องนี้เข้า คงจะต้องมีการเคลื่อนไหวแน่ และคาดว่าตระกูลเฟิงก็คงถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย
เฟิงเฉิงอวี่มีเพียงสองทางเลือก หนึ่งคือทำตามหลักคุณธรรม ยอมละทิ้งเส้นทางขุนนางอย่างสิ้นเชิง หรืออีกทางคือยืนหยัดอยู่ข้างเดียวกับตระกูลเฉิน เพื่อก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นทางไหน สำหรับเขาก็ล้วนเป็นเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับได้ เจ้าเองก็... ดูแลตัวเองให้ดีล่ะ!” สีหน้าของลู่หยวนเปาเปลี่ยนไปอย่างมาก เขากัดฟันถามกลับไป
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเหตุใดเฉินหยางชิวถึงต้องทำร้ายเฉิงอวี่แบบนี้ด้วย หรือว่าเขามีความแค้นกับตระกูลเฟิง” เสิ่นเทียนหยุดเดิน ส่ายหน้าแล้วตอบ
“ไม่มีความแค้น และก็ไม่มีบุญคุณ เรียกได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น เขาเพียงแค่ต้องการหาคนที่พึ่งพาได้เพื่อฝากฝังเฉินเสวี่ยหนิง และเฟิงเฉิงอวี่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในบรรดาตัวเลือกที่เขามีก็แค่นั้นเอง
ส่วนอนาคตของเฟิงเฉิงอวี่จะเป็นอย่างไร เฉินหยางชิวเองก็ไม่รู้ หรืออาจจะพูดได้ว่าแม้แต่อนาคตของตัวเขาเอง เขาก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ!”