LNCrawler

บทที่ 287 ลาจากเพื่อพบกันใหม่ (อ่านฟรี 19/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 287 ลาจากเพื่อพบกันใหม่ (อ่านฟรี 19/10/69)

บทที่ 287 ลาจากเพื่อพบกันใหม่

 

ลู่หยวนเปาฟังแล้วก็งุนงงสับสน ทำไมเขารู้สึกว่าตั้งแต่ครั้งก่อนที่เขาช่วยเสิ่นเทียนขโมยจดหมายของฮูหยินเจิน หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไป จะว่าไปจนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าเนื้อหาในจดหมายพวกนั้นคืออะไร มันราวกับว่าเขาเป็นแค่เครื่องมือที่พอใช้เสร็จก็ถูกโยนทิ้ง

​เสิ่นเทียนรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีคำถามอยู่เต็มพุง แต่เขาก็ไม่คิดจะไขข้อข้องใจให้ เขาทิ้งคำพูดเหล่านี้ไว้แล้วเดินจากไปอย่างสง่างาม ​ตอนนี้เฟิงเฉิงอวี่กับเจิ้งซือยังไม่กลับมา เสิ่นเทียนก็เดินทางจากไปแล้ว ไป๋หลี่ถิงก็ไม่อยู่ 

คนที่พอจะพูดคุยกับเขาได้ก็มีเพียงฉีผูจื่อคนเดียวเท่านั้น ทั้งสองคนก็พักอยู่ด้วยกัน จึงตัดสินใจเก็บตัวไม่ออกไปนอกประตูเรือนเสียเลย พอเข้าสู่เดือนสิบสอง ฝ่ายตระกูลที่อยู่อำเภอชิงอันก็มีคนเดินทางมาถึง 

เจียงอี้เฉิงจึงมาตามตัวลู่หยวนเปากลับจากสำนักศึกษาม่านซานเพื่อมาเริ่มเตรียมงาน ส่วนฉีผูจื่อในฐานะว่าที่น้องเขยของลู่หยวนเปาย่อมไม่พลาดงานนี้ เขาเข้าร่วมทุกขั้นตอนอย่างกระตือรือร้นยิ่งกว่าตัวเจ้าบ่าวเสียอีก

​เนื่องจากตัวเมืองมณฑลอยู่ไกลจากอำเภอชิงอันมาก พิธีรับเจ้าสาวจึงจัดขึ้นในช่วงต้นเดือน โดยเจ้าบ่าวต้องรับเจ้าสาวให้กลับมาถึงอำเภอชิงอันก่อนวันที่สิบสองเดือนสิบสอง ซึ่งเป็นฤกษ์ทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินและส่งตัวเข้าหอ

​ในวันพิธีรับเจ้าสาว ลู่หยวนเปาตื่นแต่เช้ามาล้างหน้าล้างตา จินซูรับหน้าที่ปรนนิบัติเขาสวมชุดเจ้าบ่าว เมื่อเห็นลู่หยวนเปาที่ดูหล่อเหลาสง่างามก็อดชื่นชมไม่ได้

“คุณชาย ท่านนี่สมกับเป็นยอดคนในหมู่คนจริงๆ ดูชุดที่สวมใส่สิขอรับ บ่าวเกือบจะแสบตาไปหมดแล้ว”

ลู่หยวนเปากำลังมีความสุขกับเรื่องมงคลเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ชำเลืองมองจินซูด้วยความขบขัน ก่อนจะโยนถุงใบเล็กให้แล้วยิ้ม

“วันนี้เป็นวันดีของข้า ให้เจ้าเป็นรางวัล!”

จิน​ซูยิ้มกว้างกว่าเดิม คำพูดไพเราะหูพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย จนกระทั่งลู่หยวนเปาจัดการธุระเสร็จและเดินออกจากเรือนไป เขาถึงได้แอบเปิดดูใบเล็กและพบว่ามีเงินก้อนเล็กอยู่สองตำลึง ทำให้เขายิ้มจนตาปิดด้วยความดีใจ

ลู่หยวนเปาเตรียมพร้อมแล้วจึงนำขบวนรับเจ้าสาวขนาดใหญ่เดินทางออกจากเรือน เรือนตระกูลลู่ที่เคยคึกคักก็ว่างเปล่าลงในทันที เหลือทิ้งไว้เพียงตัวอักษรมงคลสีแดงสดที่ติดอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อประกาศให้ผู้คนที่ผ่านไปมาได้รับรู้ว่าเรือนนี้มีเรื่องมงคล

​ขบวนรับเจ้าสาวเคลื่อนตัวอย่างยิ่งใหญ่จนถึงเรือนพักตระกูลจั๋ว จั๋วหลันอิงเปลี่ยนเป็นใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงสดภายใต้การปรนนิบัติของบ่าวรับใช้มานานแล้ว นางกำลังกล่าวลาจั๋วหมิงฮ่าวพร้อมน้ำตา 

เมื่อได้ยินเสียงฆ้องกลองจากข้างนอก หัวใจของนางก็เต้นระรัวอย่างตื่นเต้นและประหม่า จั๋วหลันอิงกระชับมือของจั๋วหมิงฮ่าวไว้แน่น ​จั๋วหมิงฮ่าวหันกลับมาปลอบประโลมด้วยเสียงเบา 

“พ่อจะไปดูที่เรือนหน้า เจ้าจงนั่งรอให้ดี อีกเดี๋ยวหยวนเปาก็จะมารับเจ้าแล้ว เจ้าจงตามเขาไปแล้วใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ!”

​ในวินาทีนั้นเอง จั๋วหลันอิงจึงเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการจากลา ความรู้สึกตื้นตันใจจุกอยู่ที่ลำคอจนนางปล่อยโฮออกมา ​จั๋วหมิงฮ่าวมองดูคนตรงหน้าสลับกับข้างนอก 

เสียงฆ้องกลองดังมาถึงหน้าประตูเรือนแล้วจะชักช้าไม่ได้ เขาจึงต้องตัดใจแกะมือจั๋วหลันอิงออก แล้วกำชับให้อี้เฉียนคอยดูแลนางให้ดี ​จั๋วหลันอิงซบลงบนไหล่ของอี้เฉียนพลางสะอื้นไห้ 

“ข้าไม่อยากจากท่านพ่อไปเลย แต่งงานออกไปครั้งนี้ท่านพ่อต้องเดินทางจากไปแน่นอน ท่านอาเดินทางจากไปก่อนแล้ว หากท่านพ่อจากไปอีกคน ที่นี่คงเหลือข้าเพียงลำพังคนเดียว!” ความหวาดกลัวนี้เป็นสิ่งที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อน นางกลัวอย่างถึงที่สุดจริงๆ อี้เฉียนเลยรีบเกลี้ยกล่อม

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านอย่าคิดเช่นนั้นเลย หญิงสาวเมื่อเติบใหญ่ก็ต้องออกเรือน ไม่ว่าจะแต่งไปใกล้หรือไกล ขอเพียงได้แต่งงานกับคนดีก็พอแล้ว อีกอย่างรอให้ท่านเขยไปสอบที่เมืองหลวง ท่านก็สามารถติดตามกลับไปด้วยได้นี่เจ้าคะ แยกจากนายท่านเพียงไม่กี่ปี อดทนไปเดี๋ยวก็ผ่านไปเองเจ้าค่ะ”

อี้เฉียนปลอบอยู่นานกว่าจั๋วหลันอิงจะค่อยๆ สงบลงได้ ​จั๋วหมิงฮ่าวที่รีบร้อนมาที่เรือนหน้ากลับมีสีหน้าเคร่งขรึม หากสังเกตให้ดีจะเห็นเส้นเลือดในตาของเขา ​หลังจากลู่หยวนเปาทำความเคารพแล้ว เขากล่าวอย่างเข้าใจสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงเบา

“ลูกเขยทราบดีว่าท่านพ่อตาคงไม่อยากพรากจากหลันอิง แต่อย่างไรเสียครั้งนี้ก็เป็นการแต่งงาน หากท่านพ่อตาไม่รีบร้อนจนเกินไป จะลองเดินทางไปกับพวกเราเลยดีไหมขอรับ 

เมื่อถึงอำเภอชิงอัน ท่านยังสามารถแวะไปนั่งพักที่บ้านของลูกเขยได้ แม้บ้านของเราจะอยู่ที่ชนบท เรือนชานอาจเทียบไม่ได้กับที่อยู่ในเมือง แต่ของใช้จำเป็นครบครันแน่นอน จะไม่ทำให้ท่านและหลันอิงต้องลำบากใจขอรับ”

​เดิมทีอารมณ์ของจั๋วหมิงฮ่าวนั้นค่อนข้างหนักอึ้ง แต่พอได้ฟังคำพูดของลู่หยวนเปาเขาก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก ใบหน้าเริ่มมีรอยยิ้ม หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่งก็ตกลง 

“ได้! อย่างไรเสียที่เมืองมณฑลข้าก็ไม่ได้มีธุระอะไรอยู่แล้ว เช่นนั้นก็เดินทางไปพร้อมกับพวกเจ้าก็ได้ รอให้หลันอิงแต่งงานเสร็จสิ้น ข้าค่อยกลับเมืองหลวง”

​จั๋วหมิงฮ่าวไม่มีคนคุ้นเคยที่เมืองมณฑลมากนัก วันนี้คนที่มาแสดงความยินดีมีเพียงท่านผู้เฒ่าสวี่และพวกเฉินหยางชิวไม่กี่คน รวมกันแล้วยังไม่พอเต็มโต๊ะเลยด้วยซ้ำ เมื่อทุกคนได้ยินเรื่องนี้ สายตาที่มองลู่หยวนเปาก็ดูอ่อนขึ้นไม่น้อย ​เฉินหยางชิวอดไม่ได้ที่จะชมเชยประโยคหนึ่ง 

“สมกับที่ท่านผู้เฒ่าสวี่พูดไว้จริงๆ ว่าเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์!” ​คำพูดนี้ฟังดูจริงใจ และแฝงไปด้วยความหม่นหมองอยู่ส่วนหนึ่ง ​ท่านผู้เฒ่าสวี่หัวเราะหึๆ 

“ลูกเขยของเจ้าคนนั้นก็ไม่เลว เป็นคนที่มีอนาคตไกล!”

​เฉินหยางชิวฝืนยิ้ม คำพูดนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจ กลับทำให้ความรู้สึกผิดในใจมากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้วเขาคือคนที่ทำลายอนาคตของเด็กคนนั้น ไม่รู้ว่าหากเด็กคนนั้นรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้จะโกรธแค้นพาลไปถึงเสวี่ยหนิงหรือไม่

​ยิ่งคิดเฉินหยางชิวก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ จนถึงกับเริ่มดื่มเหล้าแก้กลุ้ม ​ตอนที่จั๋วหมิงฮ่าวพาลู่หยวนเปาเข้ามาทักทาย เห็นเฉินหยางชิวเป็นเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปแย่งจอกเหล้าอย่างไม่พอใจพลางกล่าวอย่างจริงจัง

“เจ้าก็เป็นถึงเจ้าเมืองอี้โจว รักษากิริยาหน่อย พวกเรากำลังจะออกเดินทางแล้ว กินข้าวกันสักมื้อถือว่าเป็นการร่ำลาเถอะ ไปอำเภอชิงอันแล้วข้าคงไม่กลับมาอีก” ​เฉินหยางชิวมีสีหน้าอ้างว้างแต่ก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากดื่มไปสามจอกเขาก็เอ่ยขึ้น

“หมิงฮ่าว หากเจ้าไปอำเภอชิงอันก็ช่วยแวะดูเสวี่ยหนิงให้ข้าที แล้วเขียนจดหมายมาบอกข้าด้วย ข้าจะได้สบายใจ”

​จั๋วหมิงฮ่าวชะงักไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับ เพียงแต่สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา ถึงเวลาฤกษ์งามยามดี ขบวนรับเจ้าสาวจึงออกเดินทาง 

ครั้งนี้ลู่ตงซานตั้งใจให้เจียงอี้เฉิงเป็นผู้นำขบวน ด้วยความที่มีคนเช่นเขาอยู่ เรียกได้ว่าขบวนนี้ไร้เทียมทาน ไม่มีใครหน้าไหนกล้าหาญพอจะมาขวางทางได้เลย

ตอนที่ขบวนรับเจ้าสาวมาถึงอำเภอชิงอัน ยังเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่สิบสองเดือนสิบสอง เวลานี้ทั่วทั้งแผ่นดินถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลนของหิมะจนไม่เหลือสีสันอื่นใด 

แม้แต่ในตัวเมืองมณฑลก็ไม่ได้ดูแปลกตาไปกว่านี้เท่าไรนัก ประกอบกับชาวบ้านต่างพากันหลบอยู่ในบ้านเพื่อหนีหนาว มีเพียงผู้ที่ถูกบีบบังคับด้วยการทำมาหากินเท่านั้นที่ตั้งแผงลอยอยู่ริมทาง ทำให้บรรยากาศดูอ้างว้างและเงียบเหงาอยู่ไม่น้อย

​ทันทีที่เข้าสู่อำเภอชิงอัน จั๋วหมิงฮ่าวก็เลิกม่านรถม้าขึ้น แล้วยืนกรานที่จะดูทิวทัศน์ด้านนอกให้ได้ ลู่หยวนเปาขัดเขาไม่ได้ จึงได้แต่สั่งให้บ่าวรับใช้รีบกลับไปหยิบเสื้อคลุมตัวยาวมาให้ ​นี่เป็นครั้งแรกที่จั๋วหมิงฮ่าวได้สวมเสื้อคลุมเช่นนี้ เขาดูจะตื่นเต้นมากจึงถามด้วยความสงสัย

“นี่ทำมาจากวัสดุอะไรหรือ สวมใส่แล้วอบอุ่นดีแท้” ลู่หยวนเปาตอบตามสัญชาตญาณ

“เป็นขนสัตว์ขอรับ ตัวนี้น่าจะเป็นขนกระต่าย เย็บซ้อนกันสองชั้น ตรงกลางยังบุด้วยขนแกะ ชั้นในสุดที่แนบกับผิวหนังใช้ผ้าไหมที่หนาที่สุดขอรับ กันหนาวได้ดีแถมยังมีน้ำหนักเบาด้วย หากท่านพ่อตาชอบก็เอาติดตัวไปสักสองสามตัวนะขอรับ”

​จั๋วหมิงฮ่าวเองก็ไม่ได้เกรงใจอะไร สวมเสื้อคลุมตัวอุ่นพร้อมสวมหมวกกันลม แล้วขี่ม้าอย่างกระตือรือร้นโดยมีลู่หยวนเปาคอยติดตาม อารมณ์ของเขาดีมาก 

เดินทางไปชมไปความเร็วก็ช้าพอๆ กับการไปเที่ยวชมทิวทัศน์ในฤดูหนาวเลยทีเดียว ​เจียงอี้เฉิงซึ่งเป็นคนใจร้อนทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงเดินเข้าไปถาม

“คุณชายใหญ่ ท่านกับพ่อตาของท่านค่อยๆ เดินไปเถอะขอรับ ให้พวกข้าพาสะใภ้ใหญ่กลับไปที่เรือนตระกูลลู่ก่อนดีไหมขอรับ” ลู่หยวนเปาลังเลเล็กน้อยแล้วหันไปถามจั๋วหมิงฮ่าว 

“ท่านพ่อตาขอรับ พวกเราจะตรงกลับไปที่หมู่บ้านเลย หรือว่าจะพักในตัวอำเภอก่อนดีขอรับ”

​“อีกไกลไหม” จั๋วหมิงฮ่าวเงยหน้ามองดูท้องฟ้า 

“ก่อนฟ้ามืดน่าจะถึงขอรับ”

​“งั้นก็ไปที่หมู่บ้านนั่นแหละ! ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเจ้าเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน!” จั๋วหมิงฮ่าวพูดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ​เจียงอี้เฉิงรีบส่งสัญญาณให้คนข้างหลังตามมา แล้วตะโกนเสียงดัง

“พวกเรากลับหมู่บ้านกัน!”