LNCrawler

บทที่ 288 บุปผาแดงใต้หิมะขาว (อ่านฟรี 19/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 288 บุปผาแดงใต้หิมะขาว (อ่านฟรี 19/10/69)

บทที่ 288 บุปผาแดงใต้หิมะขาว

 

น้ำเสียงนั้นฟังดูราวกับโจรป่ากำลังจะกลับรัง ทำให้คนฟังอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา จั๋วหมิงฮ่าวเอ่ยถามลู่หยวนเปาที่อยู่ข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก

“มาดของคนผู้นี้ดูไม่เหมือนคนคุ้มกันธรรมดาทั่วไป เจ้าไปหามาจากไหนหรือ” ลู่หยวนเปาไม่ได้ปิดบังและตอบตามตรง

“เดิมทีเขาเป็นทหารจากทางโม่เป่ย ได้ยินว่าเป็นทหารองครักษ์ของแม่ทัพใหญ่ เขาบาดเจ็บในสนามรบจนใบหน้ามีรอยแผลเป็น ขุนนางที่รับผิดชอบเลยใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างให้เขาออกจากกองทหารองครักษ์ 

เขาจึงออกจากค่ายทหารด้วยความโมโห แต่พอกลับไปบ้านเกิดก็พบว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ทั้งคนรอบข้างและความเย็นชาของสังคม หลังจากผ่านเหตุการณ์ไม่น่าพอใจมาหลายอย่าง สุดท้ายเขาก็มาเป็นคนคุ้มกันให้บ้านเราขอรับ”

​เมื่อได้ยินว่าเป็นทหารจากโม่เป่ย สีหน้าของจั๋วหมิงฮ่าวก็ดูเคร่งขรึมขึ้นทันที เขามองเจียงอี้เฉิงด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเคารพมากขึ้น ก่อนจะกล่าวอย่างเห็นด้วย

“ทหารจากโม่เป่ยเปรียบเสมือนต้นสนที่หยัดยืนท่ามกลางหิมะ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คนเช่นนี้หากสามารถเอาชนะใจได้ ย่อมมีความจงรักภักดีอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย 

แต่หากไม่ได้ก็อย่าได้ฝืน ให้เงินทองไปสักหน่อยเพื่อสร้างบุญคุณก็พอแล้ว การที่คนผู้นี้แสดงท่าทีว่ามีใจผูกพันกับบ้านของเจ้า ถือเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าประหลาดใจไม่น้อยเลย” ​คำชื่นชมที่ไม่ได้ปิดบังของจั๋วหมิงฮ่าวทำให้ลู่หยวนเปารู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วเล่า

“เจียงอี้เฉิงยังเป็นอาจารย์ที่สอนวิชายุทธให้ข้าด้วยขอรับ! ตอนแรกข้าตั้งใจจะเปลี่ยนไปเรียกเขาว่าอาจารย์เจียง แต่เขาไม่ยอม บอกว่าเรียกแบบนั้นแล้วเขารู้สึกอึดอัด เรียกชื่อตรงๆ แบบนี้รู้สึกสบายใจและตรงไปตรงมามากกว่า

​ตอนที่เขามาบ้านเรา เขาไม่มีอะไรติดตัวเลยสักอย่าง เสื้อผ้าที่สวมก็ขาดวิ่นและปะชุน ต่อมาพอมาเป็นคนคุ้มกันให้กับบ้านเรา ท่านแม่ก็ยังเป็นคนจัดการเรื่องแต่งงานให้เขา ในตอนนี้เขามีทั้งภรรยาและลูก จะไม่ให้เขารู้สึกผูกพันกับบ้านเราได้อย่างไรล่ะขอรับ!” ​จั๋วหมิงฮ่าวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะร่า 

“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า! ดวงดีขนาดนี้ทำเอาคนอื่นอิจฉาตาร้อนเลยทีเดียว!”

พ่อตาและลูกเขยเดินทางไปคุยไป ไม่นานก็ถึงปากทางเข้าหมู่บ้านซานฝู ลู่หยวนเปาสั่งให้คนในขบวนเริ่มเป่าแตรตีฆ้องกลอง ขบวนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ทันทีที่เข้าสู่หมู่บ้านก็เรียกชาวบ้านที่กำลังหลบหนาวอยู่ในบ้านให้ออกมาดูกันจนหมด

​ซุนซื่อที่กำลังจะกลับบ้านพร้อมกับเมล็ดแตงโมในมือพอดีมาเจอเหตุการณ์นี้เข้า จึงยืนเขย่งเท้าดูในจุดที่เห็นชัดที่สุดของถนน แล้วก็มองเห็นลู่หยวนเปาที่นั่งอยู่บนหลังม้ากำลังพูดคุยหัวเราะหยอกล้อกับจั๋วหมิงฮ่าวเข้าพอดี ดวงตาของนางเบิกกว้างทันที นางโยนเมล็ดแตงโมทิ้งแล้ววิ่งเข้าหมู่บ้านไปพลางตะโกน

“บัณฑิตซิ่วไฉกลับมาแล้ว! บัณฑิตซิ่วไฉกลับมาแล้ว!”

ลู่หยวนเปายังไปไม่ทันไกล แม้แต่ตระกูลฝูที่อยู่ตีนเขาก็ได้รับข่าวการกลับมาของเขาแล้ว  ปาเติ้งซึ่งนานๆ ครั้งจะยอมเปิดประตูบ้านออกมายืนชะเง้อมองที่หน้าประตู พลางดึงแขนซุนซื่อเอาไว้แล้วเอ็ดตะโรด้วยความไม่สบอารมณ์

“อายุป่านนี้จนจะเป็นย่าคนแล้วยังจะทำตัวเอะอะมะเทิ่งอยู่อีก อากาศหนาวเหน็บขนาดนี้ ไม่กลัวจะวิ่งเร็วจนล้มหน้าคะมำหรือไง!”

​ซุนซื่ออาจจะไม่เกรงใจใคร แต่กับป้าเติ้งคนเดียวที่นางไม่กล้าหือด้วย ต่อหน้าป้าเติ้งความมั่นใจของนางลดฮวบลงไปโดยไม่รู้ตัว นางจึงพูดอ้อมแอ้ม

“ท่านแม่! ข้าก็แค่ดีใจเกินไปนี่เจ้าคะ! นี่คือบัณฑิตซิ่วไฉของหมู่บ้านเราเชียวนา! ต้องขอบคุณตระกูลลู่ ที่ผ่านมาไม่กี่ปีมานี้หมู่บ้านเรามีสาวๆ ฐานะดีแต่งเข้ามาตั้งหลายคน อีกอย่างในหมู่บ้านมีซิ่วไฉอยู่นี่พูดไปก็ยืดได้เต็มอก!”

​“จะยืดอกหรือไม่อวดก็ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะต้องมาป่าวประกาศแบบนี้! ทำตัวเหมือนคนบ้าไปได้!” ป้าเติ้งถลึงตามองนางแล้วตำหนิอย่างไม่ไว้หน้า ​ซุนซื่อจึงได้แต่รีบขอโทษขอโพย 

“ท่านแม่ ข้ารู้แล้วว่าผิด ท่านอย่าเพิ่งถือสาคนแก่อย่างข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าจะบอกให้นะ หยวนเปาสวมชุดแต่งงานตีฆ้องกลองกลับมาแบบนี้ สงสัยคงไปรับเจ้าสาวมาแล้ว 

แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะทำพิธีกราบไหว้ จุ๊ๆๆ ท่านลองดูสิ คนในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านจ้องมองกันตาเป็นมัน! แต่เจ้าตัวจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จสรรพโดยไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะมีหญิงสาวอกหักจนตายไปกี่คนแล้ว!”

​“เหลวไหล!” ป้าเติ้งถึงกับถอดใจกับลูกสาวคนนี้ที่ไม่มีหัวคิดเสียเลย แม้แต่ตอนด่าก็ยังด่าไม่ค่อยลง ​แต่ซุนซื่อยังคงพูดหน้าตาเฉย 

“ข้าไม่ได้พูดเหลวไหลนะเจ้าคะ! ไม่พูดเรื่องอื่นละ เอาแค่หลานสาวของอี้ชิงท่านก็รู้นี่นา คนที่เคยไปที่บ้านตระกูลลู่แล้วสร้างเรื่องจนมองหน้ากันไม่ติดน่ะ คนที่ชื่อเสี่ยวหลานไง แล้วยังมีหลานสาวของหลิวเต๋อเหรินที่ชื่อสวี่จี๋นั่นอีก 

คราวก่อนก็ไปมาเหมือนกัน สาวๆ พวกนั้นพยายามอ่อยจนหน้าแดงไปหมด ผลสุดท้ายตระกูลลู่ไม่สนใจเลยสักคน ได้ยินว่าจนป่านนี้ก็ยังขายไม่ออก ยังนั่งฝันกลางวันกันอยู่เลย!

​ตอนที่หยวนเปาสอบได้ซิ่วไฉใหม่ๆ พวกนางรีบแจ้นกลับมาแทบไม่ทัน แต่ผลคือโดนตอกกลับไม่ให้เข้าบ้าน อย่าว่าแต่ตระกูลลู่เลย แม้แต่ตระกูลหลิวยังไม่ให้พวกนางแม่ลูกเข้าบ้านด้วยซ้ำ นี่ขนาดยังไม่ทันหาวิธีการอะไรเลยนะ หยวนเปาก็รับเจ้าสาวเข้าหมู่บ้านมาเสียแล้ว”

​สิ้นคำพูดขบวนรับเจ้าสาวก็ปรากฏในสายตาของสองแม่ลูก ป้าเติ้งเผยรอยยิ้มพอใจออกมาจางๆ แล้วเตือนซุนซื่อที่อยู่ข้างๆ

“หุบปากให้แน่นๆ หน่อยนะ หากเดี๋ยวเจ้ายังจะทำตัวเอะอะมะเทิ่งอีก ระวังแม่จะสั่งสอนให้!”

​ซุนซื่อจึงรีบปิดปากทันที เป็นเชิงบอกว่าจะไม่พูดอะไรอีก ​เย่ซานเหนียงหลังจากกล่อมลูกเสร็จก็เดินออกมาดู เมื่อเห็นเข้าก็ดีใจตามไปด้วย  

“ท่านแม่ อากาศหนาวๆ แบบนี้ ในหมู่บ้านเราหาดูเรื่องมงคลได้ยาก ยิ่งเป็นเรื่องของตระกูลลู่ด้วย สงสัยหมู่บ้านเราคงจะครึกครื้นไปอีกพักใหญ่เลยเจ้าค่ะ!”

​“นั่นสิ!” 

รอยยิ้มของป้าเติ้งยิ้มมากขึ้นเล็กน้อย ชาวบ้านชอบเรื่องครึกครื้นที่สุด ยิ่งเป็นเรื่องครึกครื้นของตระกูลลู่ด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย ลู่หยวนเปาที่ขี่อยู่บนหลังม้ามองเห็นป้าและคนอื่นๆ จึงโบกมือทักทายพวกนางทันที แล้วถามไถ่ก่อน

“ท่านย่าฝู ท่านอาสะใภ้ ท่านป้า อากาศหนาวเหน็บขนาดนี้ พวกท่านมายืนทำอะไรกันที่นี่ขอรับ”

​“ก็มายืนรอบัณฑิตซิ่วไฉอย่างเจ้าน่ะสิ” ซุนซื่อทนไม่ไหวจึงยิ้มพลางกล่าวตอบออกมาหนึ่งคำ ป้าเติ้งรีบถลึงตามองนางทันที ก่อนจะหันมาพูดกับลู่หยวนเปาด้วยความเอ็นดู

“อย่าไปฟังนางพูดเรื่อยเปื่อยเลย ขบวนยิ่งใหญ่ขนาดนี้ กำลังจะแต่งงานสินะ” ลู่หยวนเปาพยักหน้าอย่างเปิดเผย 

“ไว้หลังจากแต่งงานเสร็จ ข้าจะพาภรรยามาให้ท่านย่าฝูดูนะขอรับ”

​ซุนซื่อที่อยู่ข้างๆ อิจฉาตาร้อนจนแทบแย่ ​ทว่าป้าเติ้งไม่มีเวลามาสนใจนาง นางหัวเราะจนหุบปากไม่ลงแล้วพยักหน้าตอบ

“ดีๆๆ เอาไว้เจ้าว่างเมื่อไหร่ค่อยมานะ”

ลู่หยวนเปายิ้มรับเล็กน้อยก่อนจะออกเดินทางต่อไป ​ทันทีที่ขบวนรับเจ้าสาวผ่านไป ซุนซื่อก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอิจฉาจางๆ กับมารดาของตน

“ท่านแม่ ท่านดูสิ คุณชายบัณฑิตให้เกียรติท่านมากแค่ไหน! ในหมู่บ้านเราไม่มีใครเทียบได้เลยนะเจ้าคะ!”

​ต้องบอกว่าท่าทีที่ลู่หยวนเปามีต่อป้าเติ้งนั้นหลายคนเห็นอยู่เต็มตา พอคนไปแล้ว ชาวบ้านก็พากันวิ่งไปที่บ้านตระกูลฝูทันทีเพื่อสอบถาม เมื่อยืนยันได้ว่าลู่หยวนเปาไปรับเจ้าสาวกลับมาและกำลังจะแต่งงานกันจริงๆ หลายคนก็พากันเดินคอตกจากไปอย่างผิดหวัง

​อดีตหัวหน้าหมู่บ้าน หรือตอนนี้คือตาเฒ่าหวงก็ได้รับข่าวนี้เช่นกัน ​ภรรยาของตาเฒ่าหวงมองดูสามีที่เอาแต่ถอนหายใจทิ้งแล้วก็รู้สึกเอือมระอา 

“โชคลาภของบ้านเราคงหมดลงเพราะท่านเอาแต่ถอนหายใจอยู่นี่แหละ!” ​ตาเฒ่าหวงครุ่นคิดอย่างเสียดาย 

“เจ้าว่าถ้าตอนที่ข่าวส่งมาถึงพวกเรารีบพูดเรื่องนี้เสียแต่แรก มันจะเป็นไปได้ไหม” ภรรยาของตาเฒ่าหวงไม่แม้แต่จะปรายตามอง นางพูดดักคออย่างไร้อารมณ์

“เลิกเพ้อเจ้อเถอะ ข้าไปสืบมาแล้ว งานแต่งนี้หยวนเปาตกลงตั้งแต่อยู่ที่เมืองมณฑลเว่ยโจวโน่น ตอนนั้นข่าวที่เขาสอบได้ซิ่วไฉยังไปไม่ถึงตัวเมืองมณฑลอี้โจวด้วยซ้ำ! 

สองสามีภรรยาตงซานไม่ใช่พ่อแม่ทั่วไปหรอกนะ งานแต่งของลูกๆ คนไหนบ้างที่เจ้าตัวไม่พยักหน้าตกลงก่อนถึงจะกำหนดได้ ต่อให้ท่านเอ่ยปากไปเขาก็ไม่รับปากตรงนั้นหรอก ตัดใจเสียเถอะ!”

​ตาเฒ่าหวงรู้สึกเหมือนโดนแทงใจดำ เขาคิดว่าคุยกับภรรยาของตัวเองไปก็ไม่เข้าใจกันเสียที สู้ไปคุยกับลูกชายคนโตยังจะสบายใจกว่า 

ทางด้านตระกูลลู่

ลู่หยวนเปาพาจั๋วหลันอิงข้ามกระถางไฟ แล้วตรงเข้าไปในห้องหอ ​ห้องหอนี้ได้รับการปรับปรุงใหม่ ผนังทั้งสี่ด้านกรุด้วยไม้ไผ่ เพดานก็ปูด้วยแผ่นไม้ 

มองดูสะอาดตาและสว่างไสว มีเอกลักษณ์งดงามไปอีกแบบ ​จั๋วหลันอิงเปิดผ้าคลุมหน้าออก แล้วกวาดสายตามองทุกอย่างในห้องด้วยความประทับใจ นางอุทานขึ้นเบาๆ 

“ห้องนี้ช่างดูหรูหราสง่างามยิ่งนัก!” อี้เหลียนยกอ่างน้ำเดินเข้ามาจากข้างนอก เมื่อได้ยินคำพูดของจั๋วหลันอิงจึงยิ้มพลางกล่าว

“คุณหนูเจ้าคะ เรือนนี้ไม่ได้มีแค่ห้องที่สวยงามเท่านั้น แม้แต่ข้างนอกก็ยังดูดีเจ้าค่ะ ถึงจะเป็นช่วงกลางฤดูหนาว แต่ในบ้านปลูกต้นเหมยไว้มากมาย ตอนนี้กำลังผลิดอกบานสะพรั่ง 

นอกจากนี้ยังมีไผ่และสนเขียวที่ทนต่อความหนาวเย็น ส่วนด้านหลังเรือนยังมีแปลงผักเล็กๆ ที่ยังมีสีเขียวขจีอยู่อีกมากเจ้าค่ะ! รอให้คุณหนูเข้าพิธีแต่งงานเสร็จ ท่านเขยจะต้องพาคุณหนูไปเดินชมรอบๆ แน่นอนเจ้าค่ะ” ​จั๋วหลันอิงรู้สึกใจจดใจจ่อ ราวกับว่านางสามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกผ่านทางหน้าต่างบานนั้นได้