บทที่ 289 เริ่มต้นชีวิตคู่ (อ่านฟรี 20/10/69)
บทที่ 289 เริ่มต้นชีวิตคู่ (อ่านฟรี 20/10/69)
บทที่ 289 เริ่มต้นชีวิตคู่
เวลานี้จั๋วหมิงฮ่าวกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องโถงใหญ่ เท้าของเขาสัมผัสกับพื้นไม้ พลางขยับเท้าไปมาเพื่อสัมผัสความรู้สึกแปลกใหม่ที่ได้รับ ก่อนจะมองไปที่ผนังกรุไม้ไผ่แล้วอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
“คนเขาว่ากันว่าวิญญูชนยอมขาดเนื้อกินได้ แต่อย่าขาดไม้ไผ่ที่เรือนพัก เมื่อก่อนข้าไม่เคยใส่ใจอะไรมากนัก เต็มที่ก็แค่ปลูกไม้ไผ่ไว้ในสวนเพื่อดื่มเหล้าชมไผ่แต่งกลอนเท่านั้น ไม่เคยมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งอะไร
ทว่าวันนี้พอได้ก้าวเข้ามาในห้องนี้ กลับรู้สึกเหมือนได้ดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาทันที! หากจัดห้องหนังสือให้เป็นแบบนี้บ้าง คงจะช่วยให้ตอนอ่านหนังสือมีไหวพริบและสติปัญญาเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยทีเดียว!”
ลู่ตงซานยิ้มแห้งๆ พลางเออออตามไปด้วย เขาไม่เข้าใจหรอกว่าวิญญูชนอะไรนั่นเป็นยังไง ที่ทำผนังไม้ไผ่นี่ก็เพียงเพื่อปิดรอยหินที่ดูไม่สวยงามเท่านั้น
พอถูกชมขนาดนี้เข้า เขาก็รู้สึกร้อนตัวจนทำอะไรไม่ถูก ลู่หยวนเปามองปราดเดียวก็รู้ว่าลู่ตงซานกำลังทำตัวไม่ถูก จึงพูดกับจั๋วหมิงฮ่าวอย่างขบขัน
“ท่านพ่อตาขอรับ ข้าพาท่านไปดูห้องพักก่อนดีกว่า บ้านของเราจัดเหมือนกันหมดขอรับ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนหรือห้องหนังสือก็มีไม้ไผ่ประดับอยู่
ถ้าท่านชอบก็พักผ่อนในนั้นนานหน่อยนะขอรับ เดี๋ยวค่อยไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยมากินข้าวกัน เรื่องอื่นไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะขอรับ”
จั๋วหมิงฮ่าวพยักหน้าตามความต้องการของลู่หยวนเปา เมื่อไปถึงห้องอาบน้ำของบ้านตระกูลลู่ เขาก็พบว่านอกจากจะอุ่นสบายแล้วยังแช่น้ำสมุนไพรได้ด้วย ยิ่งทำให้พอใจมากขึ้นไปอีก
เขาแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์ เมื่อสวมเสื้อผ้าไหมตัวยาวและเสื้อคลุมตัวหนาที่ตระกูลลู่เตรียมไว้ให้เสร็จ ก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายและมีเรี่ยวแรงขึ้นเยอะ
ทางด้านจั๋วหลันอิงหลังจากชำระล้างร่างกายเรียบร้อยแล้ว ก็เดินตามอี้เฉียนเข้ามาในห้องโถงใหญ่ แล้วนั่งลงอย่างเรียบร้อย จั๋วหมิงฮ่าวเห็นเข้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะคลายออก แล้วเดินเข้าไปถามเสียงเบา
“ทำไมถึงออกมาล่ะ” จั๋วหลันอิงก้มหน้าอย่างเขินอาย
“แม่สามีไปพาตัวลูกออกมาเจ้าค่ะ ท่านบอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ทั้งยังไม่มีคนนอก ไม่ต้องถือสาพิธีรีตองมากนัก ให้ลูกทำตัวตามสบายเถอะเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ลูกอาบน้ำแล้วก็ล้างเครื่องสำอางออกหมดแล้วเจ้าค่ะ!”
ตอนนี้นางสวมชุดธรรมดา ทว่าสีสันยังคงเป็นสีแดงสดดูมงคลไม่ต่างไปจากเดิม จั๋วหมิงฮ่าวยิ้มอย่างจนใจ ความพึงพอใจที่มีต่อตระกูลลู่เพิ่มขึ้นเป็นแปดส่วน
ภายในห้องโถงใหญ่ตั้งโต๊ะไว้สองโต๊ะโดยมีฉากกั้น จั๋วหมิงฮ่าวเห็นคนมาครบแล้วจึงไปนั่งโต๊ะด้านนอก ไม่นานนักลู่ตงซานและเฉินสวี่อันพร้อมด้วยลูกทั้งห้าคนและฉีผูจื่อก็เดินเข้ามา
เมื่อมากันครบแล้ว แม่ครัวก็เริ่มยกอาหารขึ้นโต๊ะ จั๋วหมิงฮ่าวมองดู อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลที่สดใหม่ ทั้งปลาไหล ปลาหมึก กุ้ง ปู และยังมีอาหารทะเลอีกหลายอย่างที่เขาไม่เคยกินมาก่อน ดวงตาจึงเป็นประกายด้วยความสนใจ
“ไม่นึกเลยว่าท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ จะได้กินอาหารทะเลที่สดขนาดนี้ที่นี่” ลู่ตงซานหัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจ
“บ้านเรามีหาดทรายอยู่แห่งหนึ่งขอรับ อยากกินเมื่อไหร่ก็มีเสมอ ท่านดองไม่ต้องเกรงใจนะขอรับ เดี๋ยวท้ายมื้อยังมีเนื้อกวางย่างที่ข้าตั้งใจเก็บไว้ให้ด้วย”
นอกจากนี้บนโต๊ะยังมีอาหารบำรุงราคาแพงอย่างรังนกและกวางตุ๋น พ่อลูกตระกูลจั๋วต่างตกใจไม่น้อย เดิมทีคิดว่าตระกูลลู่คงเป็นเพียงเจ้าของที่ดินเล็กๆ เท่านั้น แต่ดูท่าทางแล้วพวกเขาคงประเมินความสามารถของตระกูลลู่ต่ำไป
แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว ต่อไปจั๋วหลันอิงจะได้อยู่อย่างสุขสบาย เมื่อคิดได้อย่างนั้น จั๋วหมิงฮ่าวก็พอใจตระกูลลู่มาก พ่อลูกตระกูลจั๋วพักอยู่ที่หมู่บ้านสองวัน จนถึงก่อนวันแต่งงานหนึ่งวันจึงย้ายไปพักที่เรือนตระกูลลู่ในตัวอำเภอเพื่อรอเข้าพิธี
ลู่หยวนเปาจะได้มารับตัวเจ้าสาวจากที่นั่นพร้อมกับเลี้ยงฉลองให้ญาติมิตรในตัวอำเภอ ก่อนจะกลับไปกราบไหว้ฟ้าดินที่หมู่บ้านแล้วค่อยเลี้ยงฉลองชาวบ้านในหมู่บ้านอีกครั้ง
นับว่าลงตัวพอดี นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อลูกตระกูลจั๋วเข้าพักที่เรือนตระกูลลู่ เพียงแค่คืนเดียวจั๋วหมิงฮ่าวก็ถามจั๋วหลันอิง
“เรือนตระกูลลู่ในตัวอำเภอดีกว่าหรือว่าเรือนตระกูลลู่ในหมู่บ้านดีกว่ากัน” จั๋วหลันอิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบตามตรง
“ลูกรู้สึกว่าที่ในหมู่บ้านดีกว่าเจ้าค่ะ ถึงที่นี่จะเป็นเรือนใหญ่โตและประณีตไม่ต่างจากที่ตัวเมืองมณฑล แต่กลับขาดชีวิตชีวาและกลิ่นอายของผู้คนไป ส่วนเรือนเก่าหลังนั้นแม้จะดูไม่หรูหราเท่า แต่กลับดูสง่างามและอบอุ่น อีกทั้งยังมีชีวิตชีวากว่า ลูกชอบที่นั่นเจ้าค่ะ” จั๋วหมิงฮ่าวทำหน้าตาแบบที่รู้อยู่แล้ว เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจแล้วนั่งลง
“วันนี้เป็นวันแต่งงานของเจ้า พ้นวันนี้ไปพ่อก็คงต้องไปแล้ว ได้เห็นความเป็นอยู่ที่นี่แล้ว พ่อบอกตรงๆ ว่าสบายใจมาก สบายใจกว่าตอนที่เจ้าจะตามพ่อกลับเมืองหลวงเสียอีก”
หากเป็นไปได้เขาก็อยากอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างหมู่บ้านซานฝูไปตลอดชีวิต น่าเสียดายที่ความเป็นจริงไม่อำนวย จั๋วหลันอิงดวงตาเป็นประกาย นางอ้อนผู้เป็นพ่อ
“ท่านพ่อเจ้าคะ งั้นรอท่านจัดการธุระเสร็จแล้วกลับมาซื้อที่ดินในหมู่บ้านซานฝูสักผืน สร้างเรือนแบบเดียวกับตระกูลลู่สิเจ้าคะ แบบนี้ลูกกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมก็จะได้สะดวกขึ้นด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ” จั๋วหมิงฮ่าวถูกคำพูดนี้ทำเอาหัวเราะร่าจนน้ำตาแทบเล็ด
“พอเลย! พ่อส่งลูกสาวออกเรือนแล้วยังต้องย้ายบ้านตามมาอีกหรือ เพื่ออะไรกัน ให้เป็นสินเดิมของลูกหรือไง” หลังจากล้อเล่นกันพอหอมปากหอมคอ จั๋วหมิงฮ่าวก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ตอนนี้เจ้าเป็นสะใภ้ตระกูลลู่แล้ว ย่อมต้องถือเอาตระกูลลู่เป็นสำคัญ อีกอย่างตอนนี้เฉินเสวี่ยหนิงก็อยู่ที่อำเภอชิงอันเหมือนกัน หากเจ้าไม่ชอบที่จะไปมาหาสู่กับนาง
พ่อก็ไม่บังคับเจ้า เพียงแต่สามีของนางยังไงก็เป็นลูกบุญธรรมของพ่อแม่สามีเจ้า การให้เกียรติกันในจุดนี้ยังคงต้องรักษาไว้” เมื่อพูดถึงเฉินเสวี่ยหนิง สีหน้าของจั๋วหลันอิงก็ขรึมลงทันที
“ท่านพ่อ ลูกเข้าใจเหตุผลดีเจ้าค่ะ เรื่องของตระกูลเฉินท่านก็เคยเล่าให้ฟังแล้ว แต่ลูกก็ยังไม่ชอบนางอยู่ดี อย่างไรก็ตามในเมื่อท่านพ่อเอ่ยปากแล้ว ลูกจะเก็บไปคิดให้รอบคอบเจ้าค่ะ อย่างน้อยก็จะไม่ทำให้พ่อแม่สามีและหยวนเปาต้องลำบากใจ
ให้ทำมากกว่านี้ลูกคงทำไม่ได้ เรื่องของตระกูลเฉินมันก็เหมือนกองขยะ ยิ่งคนยิ่งเละ ใครเข้าใกล้ก็มีแต่จะซวย ทำไมลูกถึงต้องมาพัวพันกับคนตระกูลเฉินไม่จบไม่สิ้นทั้งตอนอยู่บ้านเดิมและบ้านสามีก็ไม่รู้ สงสัยชาติก่อนคงจะติดค้างอะไรพวกเขาสินะ” จั๋วหมิงฮ่าวเห็นจั๋วหลันอิงหงุดหงิดก็นึกขำ จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่ต้องกังวลจนเกินไป ถึงตระกูลเฉินตอนนี้จะกำลังรุ่งเรืองสุดขีด แต่คนที่ตาถึงต่างก็รู้ดีว่านี่คือการราดน้ำมันบนกองไฟ และไฟกองนี้ก็เป็นตระกูลเฉินนั่นแหละที่จุดขึ้นเอง
อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ การที่เจ้าจะรักษาระยะห่างกับเฉินเสวี่ยหนิงก็ไม่ใช่เรื่องผิด เอาล่ะ พ่อคงไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้แล้ว เจ้าไปจัดการธุระเถอะ เดี๋ยวแขกทางฝั่งนี้ก็จะเริ่มทยอยกันมาแล้ว”
จั๋วหลันอิงรับคำแล้วกลับเข้าห้อง ผ่านไปราวสองชั่วยาม พ่อบ้านก็นำกลุ่มสาวใช้เข้ามา จั๋วหมิงฮ่าวเองก็ออกไปที่เรือนหน้า หลังงานเลี้ยงฉลองอันครึกครื้นจบลง ลู่หยวนเปาก็มารับตัวจั๋วหลันอิง ทั้งสองต้องรีบเดินทางให้ถึงหมู่บ้านก่อนตะวันตกดินเพื่อทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน
จั๋วหมิงฮ่าวยืนนิ่งอยู่ที่ประตูเรือนตระกูลลู่จนกระทั่งขบวนของลู่หยวนเปาลับสายตาไป ขณะนั้นเองเฟิงเฉิงอวี่ก็เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเขาเงียบๆ แล้วกล่าวเบาๆ
“ท่านอาจั๋ววางใจเถอะขอรับ หยวนเปาเป็นคนที่สามารถฝากฝังชีวิตไว้ได้อย่างปลอดภัย ลูกสาวของท่านจะต้องมีความสุขอย่างแน่นอน” จั๋วหมิงฮ่าวหันไปมองเฟิงเฉิงอวี่ด้วยหางตา ถอนหายใจในใจพลางเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“แล้วเจ้าล่ะ” เฟิงเฉิงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างจั๋วหมิงฮ่าวกับเฉินหยางชิว เขาจึงยิ้มตอบ
“ในเมื่อแต่งงานกับภรรยาแล้ว ก็ย่อมต้องรับผิดชอบต่อนางให้ดีที่สุดขอรับ” จั๋วหมิงฮ่าวได้ยินดังนั้นก็นิ่วหน้าเล็กน้อย เขาหันกลับมามองชายหนุ่มด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
“หากวันหนึ่งเจ้าพบว่าภรรยาที่แต่งงานมาไม่ใช่แรงสนับสนุนแต่เป็นตัวฉุดรั้ง เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะทำอย่างไร” เฟิงเฉิงอวี่มีสีหน้าสับสนงุนงง
“ท่านอาหมายความว่าอย่างไรขอรับ แม้ฐานะทางบ้านของข้าจะธรรมดา แต่ข้าไม่เคยคิดจะพึ่งพาสายตระกูลของภรรยาเพื่อก้าวหน้าเลย เสวี่ยหนิงเป็นคนดีมาก แล้วนางจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งของข้าได้อย่างไรขอรับ”
จั๋วหมิงฮ่าวหัวเราะหยันตัวเองพลางส่ายหน้า ถอนหายใจยาวออกมาหนึ่งเฮือกโดยไม่กล่าวอะไรอีกต่อไป คืนนั้นหมู่บ้านซานฝูเต็มไปด้วยแสงไฟประดับประดาประดุจงานรื่นเริงไปทั่วทุกหนแห่ง
แม้จะเป็นคืนฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด แต่ชาวบ้านยังคงเข้าออกเรือนนั้นเรือนนี้กันไม่ขาดสาย งานเลี้ยงของตระกูลลู่ตั้งยาวไปจนถึงตีนเขา เสียงประทัดและดอกไม้ไฟดังติดต่อกันไม่ขาดสายตลอดทั้งคืน
จั๋วหลันอิงที่ผ่านพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเรียบร้อยแล้ว นั่งอยู่ในห้องหอด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและประหม่า นางฟังเสียงประทัดและดอกไม้ไฟจากภายนอก สัมผัสได้ถึงความครึกครื้นอันเป็นมงคลรอบกาย ทำให้มีความหวังและเฝ้ารอชีวิตหลังจากนี้มากขึ้นไปอีก
ลู่หยวนเปาได้รับความช่วยเหลือจากลู่หยวนเว่ยและฉีผูจื่อจนดื่มไปจนกึ่งเมามาย กว่าจะกลับมาถึงห้องหอได้ก็ดึกดื่นค่อนคืน เขาใช้ไม้คานเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก
ก่อนจะดื่มสุรามงคลร่วมกัน ให้คำมั่นสัญญาต่อกันว่าจะครองคู่ร่วมกันเพียงสองคนชั่วชีวิต บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความสุขสมและงดงามน่าภิรมย์