LNCrawler

บทที่ 290 ของขวัญนิรนามกับวันแรกของสะใภ้ใหญ่ (อ่านฟรี 20/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 290 ของขวัญนิรนามกับวันแรกของสะใภ้ใหญ่ (อ่านฟรี 20/10/69)

บทที่ 290 ของขวัญนิรนามกับวันแรกของสะใภ้ใหญ่

 

ทางด้านห้องโถงใหญ่ ลู่ตงซานที่ดื่มจนเมามายไม่ได้สติถูกคนพยุงกลับมาอย่างทุลักทุเล ทันทีที่เข้าถึงห้องโถงใหญ่ก็เห็นเฉินสวี่อันกำลังจ้องมองหีบใบใหญ่อยู่ด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก

ลู่ตงซานเป็นคนคอแข็ง แม้จะเมาแต่ก็ยังพอมีสติอยู่บ้าง แม้ภาพหีบตรงหน้าจะซ้อนกันหลายชั้นจนตาลายไปหมด แต่ก็ไม่ทำให้ความสงสัยของเขาลดน้อยลง 

“มะ… เมียจ๋า นี่มัน... อะไรหรือ” ​เฉินสวี่อันขมวดคิ้วแน่น แล้วสั่งป้าติง

“ไปเอาน้ำผึ้งผสมน้ำมาให้นายท่านดื่มแก้เมาที”

​“ข้าไม่ได้เมา! ไม่ดื่ม!” ลู่ตงซานเริ่มงอแงเป็นเด็ก

​เฉินสวี่อันสุดจะทนจนหลุดขำออกมา นางไม่แม้แต่จะปรายตามองสามี แต่จ้องเขม็งไปที่หีบใบนั้น ป้าติงรีบนำน้ำผึ้งผสมน้ำกาน้ำใหญ่มาให้ และหลอกล่อให้ลู่ตงซานดื่มไปสองถึงสามชาม 

ลู่ตงซานรู้สึกอึดอัดท้องจนทนไม่ไหว จึงวิ่งออกไปอาเจียนข้างนอกจนหมดไส้หมดพุง ทำให้ศีรษะเริ่มปลอดโปร่งขึ้นในทันที ​บ่าวรับใช้รีบส่งผ้าอุ่นๆ มาให้เขาเช็ดหน้า หลังจากจัดการตัวเองเสร็จ ลู่ตงซานที่กลับเข้ามาในห้องโถงใหญ่อีกครั้งก็เริ่มคุยเป็นเรื่องเป็นราวได้เสียที

​“เมียจ๋า นี่มันของอะไร ใครเอามาให้หรือ” 

ลู่ตงซานถามด้วยความงุนงง สายตากวาดมองสลับระหว่างหีบกับใบหน้าของเฉินสวี่อัน ถ้าเขาดูไม่ผิด หีบใบนี้ทำมาจากไม้จันทน์หอมชั้นดี ซึ่งบ้านของพวกเขาไม่มีของแบบนี้แน่นอน เฉินสวี่อันถอนหายใจยาว สีหน้าไม่สู้ดีนักพลางกล่าว

“ข้าก็อยากจะถามท่านเหมือนกัน! หลังจากกลับจากงานเลี้ยงฉลองแขก บ่าวก็บอกว่าจู่ๆ ก็มีหีบใบนี้โผล่มาในห้องโถงใหญ่ พวกเขาไม่ได้เห็นเลยว่าใครเป็นคนเอาเข้ามา 

แม้ว่าวันนี้บ้านเราจะจัดงานมงคล คนเข้าออกพลุกพล่าน แต่หีบใหญ่ขนาดนี้จะไม่มีใครเห็นเลยเชียวหรือ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว” ​คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของลู่ตงซานเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ 

“เปิดดูหรือยัง”

​เฉินสวี่อันปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา หากนางกล้าเปิดเองก็คงไม่ต้องนั่งเฝ้ามาจนถึงป่านนี้หรอก! ลู่ตงซานเห็นอย่างนั้นจึงลุกขึ้นทันที พลางส่งสัญญาณให้บ่าวในห้องออกไป และบอกให้เฉินสวี่อันถอยห่างออกมา แล้วเขาก็ค่อยๆ ทุบกุญแจอย่างระมัดระวัง 

ในวินาทีที่เปิดหีบออก แม้เขาจะเตรียมใจไว้แล้วแต่ก็ยังตกใจจนสะดุ้ง ​เฉินสวี่อันเห็นท่าทางตกตะลึงของเขาจึงเดินตามเข้าไปดูด้วย ก่อนที่นางจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

“ทำไมถึงมีเยอะขนาดนี้...”

​ทองคำ เงิน และอัญมณีล้ำค่า! ​ใครกันที่รวยล้นฟ้าขนาดนั้นถึงได้เอาของพวกนี้มาวางทิ้งไว้ตรงนี้ นี่คงไม่ใช่สมบัติที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนหรอกนะ!

​สองสามีภรรยาสบตากัน สีหน้าของพวกเขาไม่อาจบรรยายด้วยคำว่าหนักอึ้งได้อีกต่อไป โดยเฉพาะลู่ตงซานที่โมโหจนแทบระเบิด มือทั้งสองข้างกำแน่น 

“ถ้าข้ารู้ว่าใครเป็นคนแกล้งกันแบบนี้ ข้าไม่ปล่อยไอ้สารเลวนั่นไปแน่!” ​เฉินสวี่อันอึ้งไปครู่หนึ่ง นางมองลู่ตงซานด้วยความไม่เข้าใจ 

“ทำไมท่านถึงคิดว่านี่เป็นการแกล้งกันล่ะ” ลู่ตงซานทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่ 

“นี่มันชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ของพวกนี้จะเป็นของจริงไปได้ยังไง ใครๆ ก็ไม่ใช่คนโง่ มีบ้านไหนเขาส่งสมบัติล้ำค่ามากมายขนาดนี้ให้คนอื่นบ้าง!”

​เฉินสวี่อันสีหน้าเรียบเฉย จ้องมองเขาเขม็งโดยไม่กะพริบตา ​สีหน้าของลู่ตงซานเริ่มแข็งค้างนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระโดดเด้งตัวขึ้น 

“เมียจ๋า! อย่าบอกข้านะว่าของพวกนี้เป็นของจริง! ถึงข้าจะเป็นคนใจเด็ดแค่ไหน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรับเรื่องแบบนี้ได้หรอกนะ!” ​เฉินสวี่อันพูดไม่ออก นางละสายตาลงมองต่ำแล้วค่อยๆ เอ่ย

“โชคร้ายหน่อยนะ แต่ของพวกนี้เป็นของจริงทั้งหมด!”

​แม้จะไม่ได้สัมผัส แต่แค่มองปราดเดียวก็ตัดสินได้ทันทีว่าจริงหรือปลอม ท้ายที่สุดแล้วคนที่เคยอยู่อย่างสุขสบายมาหลายปีก็ต้องมีทักษะติดตัวมาบ้าง ลู่ตงซานตกตะลึงจนค้างไปนาน ไม่สามารถเรียกสติกลับมาได้ ลิ้นพันกันจนพูดไม่เป็นคำ 

“นี่ๆๆ... มันจะไม่มีแผนร้ายอะไรซ่อนอยู่ใช่ไหม!”

เฉินสวี่อันก็คิดเช่นเดียวกัน ​สองสามีภรรยาปิดประตูห้องลง ลู่ตงซานจึงเริ่มสำรวจของเหล่านั้นอย่างละเอียด เขาหยิบเครื่องประดับชั้นบนสุดออก แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ข้างใต้

​ทั้งคู่สบตากันโดยไม่พูดอะไรพลางหยิบจดหมายขึ้นมาดู ผลปรากฏว่าในนั้นเขียนเพียงแค่ว่าของเหล่านี้เป็นของขวัญมงคลสำหรับการแต่งงานของลู่หยวนเปา โดยลงชื่อท้ายฉบับว่า ‘ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม’

ลู่ตงซานอึ้งไป ส่วนเฉินสวี่อันก็ทำอะไรไม่ถูก ​ของที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนขนาดนี้ ใครจะกล้ารับไว้! ​ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงสบตากันแล้วรีบนำหีบใบนั้นออกไปกลางดึก 

โดยไม่ได้ให้คนขับรถม้าติดตามไปด้วยเลย เมื่อกลับมาถึงฟ้าก็เริ่มสางแล้ว สภาพของทั้งสองดูทุลักทุเลไม่น้อย บ่าวรับใช้ต่างก็ไม่กล้าถามหรือพูดอะไรออกไป ​พอถึงเวลาเจ็ดโมงเช้า อี้เฉียนก็รีบมาเคาะประตูเพื่อปลุกคู่ข้าวใหม่ปลามันที่ยังคงหลับสนิท 

จั๋วหลันอิงลืมตาขึ้นในอ้อมกอดของลู่หยวนเปา เมื่อตระหนักได้ถึงสถานการณ์ของตน ใบหน้าของนางก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ เมื่อคืนนี้พวกเขาทำอะไรกันลงไปบ้าง! แล้วเสื้อผ้าของนางล่ะหายไปไหน

​เพื่อไม่ให้เป็นการปลุกลู่หยวนเปา นางจึงพยายามควานหาเสื้อผ้าอย่างระมัดระวัง แต่กลับถูกลู่หยวนเปาคว้าตัวเข้าไปกอดไว้ในอ้อมอกแล้วล้มตัวลงนอนต่อ 

“ยามเช้าแบบนี้ เรามาต่อกันอีกสักรอบดีไหม” พอ​เห็นท่าว่าริมฝีปากของลู่หยวนเปากำลังจะแตะลงมา จั๋วหลันอิงก็รีบหลบหน้า 

“ท่านอย่าแกล้งกันสิ! ตอนเช้าเราต้องไปยกน้ำชาให้พ่อแม่สามีนะ! ท่านไม่รีบแต่ข้ารีบ!”

ลู่หยวนเปาหัวเราะเบาๆ เสียงนุ่มลึกของเขามีความง่วงงุนแฝงความแหบพร่าเล็กน้อย ทำเอาคนฟังใจสั่นไหว ​จั๋วหลันอิงถลึงตาใส่เขาอย่างแรงก่อนจะรีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่ด้วยความเขินอาย

ลู่หยวนเปาเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้สายไป พอเห็นว่าหยอกล้อกันพอควรแล้วจึงลุกขึ้นแต่งตัว จากนั้นจึงให้อี้เฉียนเข้ามาเพื่อปรนนิบัติจั๋วหลันอิงล้างหน้ากับแต่งหน้า

​คู่แต่งงานใหม่เดินไปที่ห้องโถงใหญ่ จั๋วหลันอิงเห็นว่าลู่ตงซานและเฉินสวี่อันยังมาไม่ถึงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พอเห็นทั้งสองเดินเข้ามาในสภาพเหมือนยังตื่นไม่เต็มตา นางก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพและยกน้ำชาให้อย่างนอบน้อม

เฉินสวี่อันและลู่ตงซานรับน้ำชาอย่างเต็มใจพร้อมมอบซองอั่งเปาเปลี่ยนคำเรียกให้ และถือโอกาสรีบไปเปิดหอทำเนียบตระกูลที่เรือนหน้า เพื่อจดชื่อของจั๋วหลันอิงลงไปอย่างเป็นทางการ

​ใช่แล้ว ตอนนี้ตระกูลลู่มีหอทำเนียบตระกูลเป็นของตัวเองแล้ว แม้จะเป็นเพียงแค่ห้องเดียวและดูเรียบง่ายไปสักหน่อย แต่ของที่ควรมีก็ครบถ้วน หอทำเนียบตระกูลนี้จะเปิดก็ต่อเมื่อถึงคราวทำพิธีเซ่นไหว้เท่านั้น 

ปกติจะล็อกกุญแจเอาไว้ มีเพียงบ่าวที่รับหน้าที่ทำความสะอาดเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ชั่วคราว ​เมื่อได้กราบไหว้บรรพบุรุษตระกูลลู่แล้ว จั๋วหลันอิงก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลลู่มากขึ้น 

นางนึกถึงคำกำชับของจั๋วหมิงฮ่าวจึงเดินไปหาเฉินสวี่อันด้วยความเรียบร้อย เดิมทีตั้งใจจะปรนนิบัติแม่สามีตามธรรมเนียม แต่กลับพบว่าเฉินสวี่อันไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย พอเห็นนางเดินเข้ามาก็รีบกวักมือเรียกด้วยท่าทางสบายๆ แถมยังแฝงความหยอกเย้าไปในตัว 

“หลันอิง ในเมื่อตอนนี้เจ้าเป็นลูกสะใภ้คนโตของบ้านเราแล้ว เรื่องบางอย่างก็คงต้องช่วยแม่แบ่งเบาบ้างแล้วล่ะ” ​จั๋วหลันอิงพยักหน้าอย่างหนักแน่นแล้วกล่าวด้วยความตั้งใจ

“เป็นหน้าที่ของลูกอยู่แล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ต้องการให้ลูกทำอะไรก็บอกมาได้เลยนะเจ้าคะ” ​เฉินสวี่อันดีใจมาก นางตบมือแล้วพูด

“ดีมาก! มานี่ๆ ดูบัญชีพวกนี้สิ นี่คือบัญชีทั้งหมดของบ้านเรา ปกติแม่ดูบัญชีพวกนี้ทุกวันจนแทบไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย ในเมื่อเจ้ามาแล้ว มาช่วยแม่ดูหน่อยเถอะ” ​รอยยิ้มของจั๋วหลันอิงเริ่มแข็งค้าง นางจ้องมองสมุดบัญชีที่กองพูนเป็นภูเขาบนโต๊ะด้วยความตื่นตะลึงจนพูดติดอ่าง

“นี่... นี่คือสมุดบัญชีทั้งหมดหรือเจ้าคะ” ​เฉินสวี่อันยืนยันพร้อมเสริม

“นี่เป็นแค่ของไตรมาสเดียวเท่านั้นนะ เจ้าก็รู้ว่าใกล้จะสิ้นปีแล้ว แม่ต้องปิดบัญชีเพื่อแจกจ่ายเงินให้คนในบ้านที่เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งปี ช่วงนี้ก็เลยจะยุ่งเป็นพิเศษเลยล่ะ”

​จั๋วหลันอิงรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง นางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ อยากจะถอนคำพูดเมื่อครู่ทิ้งเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ จึงได้แต่หยิบสมุดบัญชีขึ้นมาเล่มหนึ่งอย่างเงียบๆ แล้วเริ่มเรียนรู้วิธีการตรวจสอบบัญชีภายใต้การแนะนำของเฉินสวี่อัน

นางนึกว่าตัวเองเจอศึกหนักแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าผ่านไปได้สองชั่วยาม สาวใช้ของลู่หยวนเซินและลู่หยวนจงจะเดินถือสมุดบัญชีมาคนละปึกใหญ่ๆ แล้วรายงานอย่างนอบน้อม

“ฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ตรวจสอบสมุดบัญชีเหล่านี้เสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ รบกวนฮูหยินช่วยตรวจทานอีกรอบด้วยนะเจ้าคะ”

​“ของทางคุณหนูรองของเราก็เสร็จแล้วเช่นกันเจ้าค่ะ รบกวนฮูหยินช่วยตรวจสอบด้วยเจ้าค่ะ”

​จั๋วหลันอิงแอบมองดูแล้วพบว่าสมุดบัญชีที่สาวใช้ทั้งสองนำมานั้นไม่ต่ำกว่าสิบเล่ม ทำให้นางรู้สึกตาลายไปหมดจนต้องพึมพำออกมาอย่างคนเสียสติ

“ท่านแม่เจ้าคะ กิจการของบ้านเราทำใหญ่โตมากเลยหรือเจ้าคะเนี่ย”

​เฉินสวี่อันเงยหน้าขึ้นจากกองงานที่กำลังยุ่งๆ แล้วมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแค้นใจ 

“แม่ก็ว่าปกตินะ เพียงแต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสมุดบัญชีถึงเยอะขนาดนี้ ดูเท่าไหร่ก็ดูไม่จบเสียที!”

“.….” ช่างเถอะ นางไม่ถามแล้วดีกว่า รู้สึกว่าท่านแม่สามีใกล้จะสติแตกเต็มที อย่าไปกระตุ้นให้ท่านยิ่งเครียดกว่าเดิมเลยจะดีกว่า