บทที่ 292 สะใภ้ใหญ่ผู้เป็นที่รักของทั้งบ้าน (อ่านฟรี 21/10/69)
บทที่ 292 สะใภ้ใหญ่ผู้เป็นที่รักของทั้งบ้าน (อ่านฟรี 21/10/69)
บทที่ 292 สะใภ้ใหญ่ผู้เป็นที่รักของทั้งบ้าน
ลู่หยวนเปากอดจั๋วหลันอิงด้วยความสงสาร พลางกระซิบกระซาบ
“เรื่องเหล่านั้นมันผ่านไปแล้ว เจ้าเป็นภรรยาของข้าแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรอีกต่อไป” จั๋วหลันอิงเผยรอยยิ้ม นางกะพริบตาอย่างขี้เล่น น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความร่าเริงมากขึ้น
“นั่นสิ! ก่อนหน้านี้ข้าเอาแต่กังวล กลัวว่าตื่นขึ้นมาวันหนึ่งจะมีราชโองการส่งมาถึงที่อี้โจว แต่โชคดีที่สิ่งที่ข้ากังวลไม่เคยเกิดขึ้น ตอนนี้งานแต่งของข้าก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อของข้าก็จะได้กลับไปอย่างสบายใจ ทว่าข้าเล่ามาตั้งเยอะ ท่านจะโกรธข้าหรือไม่
ท่านต้องรู้ไว้นะว่าตอนนี้สายตระกูลของพระสนมลิ่งกุ้ยเฟยกำลังรุ่งเรืองสุดขีด การที่ข้าไม่ยอมทำตามความประสงค์ของพวกเขาแล้วแต่งงานกับองค์ชายห้าถือเป็นการล่วงเกินพวกเขาไปแล้ว แล้วท่านยังมาแต่งงานกับข้าอีก หากอนาคตภายหน้าเส้นทางรับราชการของท่านถูกขัดขวางขึ้นมาจะทำอย่างไร”
ลู่หยวนเปาหลุบตาลงมองสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและไม่สบายใจของจั๋วหลันอิง ก่อนจะหัวเราะออกมาทันที
“เจ้าเฝ้าสังเกตข้ามาตั้งนานขนาดนั้น ทำไมถึงยังไม่รู้อีกว่าข้าเป็นคนนิสัยอย่างไร ข้านี่แหละคนที่แม้แต่เฉินหยางชิวก็ยังกล้าพูดด้วยตรงๆ แล้วข้าจะไปกลัวคนจำพวกพระสนมลิ่งกุ้ยเฟยไปทำไม
สตรีแพศยาเยี่ยงนั้น จุดจบไม่มีทางดีแน่นอน ฮูหยินวางใจเถอะ ไม่ว่าภายภาคหน้าจะมีลมพายุหรืออุปสรรคใดๆ สามีคนนี้จะอยู่เคียงข้างเจ้าเอง!”
เพียงคำพูดประโยคเดียวกลับมีค่ามากกว่าคำพูดเป็นพันเป็นหมื่นคำ จั๋วหลันอิงรู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบๆ ครั้งนี้แม้จะถูกลู่หยวนเปาหัวเราะนางก็ไม่เถียงกลับ
นางโชคดีเหลือเกินที่ได้พบเจอคนรักที่ดีเยี่ยงนี้! ต่อจากนี้ไป นางตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องพยายามให้เต็มที่เพื่อที่จะได้เป็นคนที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาให้ได้
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เฉินสวี่อันพบว่าจั๋วหลันอิงดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่เพียงแต่เริ่มสอบถามเรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองแล้ว นางยังเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับบ่าวไพร่ในบ้านด้วย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี นางจึงถือโอกาสทยอยส่งมอบงานจุกจิกต่างๆ ให้ลูกสะใภ้ดูแล
ในช่วงก่อนวันสิ้นปีไม่กี่วัน ตระกูลลู่เริ่มทำอาหารและขนมหลากหลายชนิด โดยมีเฉินสวี่อันเป็นผู้นำ มีรูปแบบที่แปลกตามากมายจนจั๋วหลันอิงรู้สึกทึ่งและอิจฉาบรรยากาศที่แสนอบอุ่นและมีความสุขเช่นนี้ จนถึงกับเปลี่ยนชุดมาช่วยลงมือทำด้วยตัวเอง
ตอนที่เฟิงเฉิงอวี่และเฉินเสวี่ยหนิงแวะมาเยี่ยมเยียนพอดีเห็นเหตุการณ์นี้เข้า ทั้งสองต่างยืนอึ้ง โดยเฉพาะเฉินเสวี่ยหนิงที่มองจั๋วหลันอิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและเห็นใจ
“…..” นางเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่านะ
เพราะมีแขกมาเยือน จั๋วหลันอิงจึงค่อยๆ เดินกลับไปที่ห้องเพื่อเปลี่ยนชุดก่อนจะออกมาต้อนรับแขก ทันทีที่ก้าวเข้าห้องก็ยินเฟิงเฉิงอวี่พูดกับลู่หยวนเปา
“ข้ากับเสวี่ยหนิงวางแผนว่าจะกลับเมืองมณฑลหลังเทศกาลโคมไฟ พวกเจ้าวางแผนไว้อย่างไรบ้าง” ลู่หยวนเปาหันไปมองจั๋วหลันอิงด้วยความลังเล
“ฮูหยิน เจ้ามีความเห็นอย่างไรบ้าง” จั๋วหลันอิงทำแก้มป่องพลางพูดด้วยความไม่เต็มใจนัก
“ข้ายังเที่ยวเล่นที่นี่ไม่จุใจเลยนะ! ยังไม่อยากกลับ!” เฟิงเฉิงอวี่และเฉินเสวี่ยหนิง
“?????” ลู่หยวนเปาหัวเราะร่า ทั้งจนใจและเอ็นดู
“อยู่ที่บ้านเจ้าก็เอาแต่เที่ยวเล่นจนลืมตัว ตั้งแต่แต่งงานมาก็เอาแต่เล่นไม่หยุด เหนื่อยบ้างไหมเนี่ย” จั๋วเชียนอวี่ส่ายหน้า
“สนุกมากเลยต่างหาก! ท่านแม่มีความรู้เยอะจริงๆ ติดตามท่านแม่ไปไหนต่อไหนทุกวันมีแต่เรื่องใหม่ๆ ตลอด เมื่อครู่ข้าเพิ่งหัดตำข้าวเหนียวมาด้วยล่ะ! ของนั่นน่ะเหนียวๆ หนึบๆ บอกเลยว่าพอกินเข้าไปแล้วรสชาติดีใช้ได้เลยนะ
ท่านแม่บอกว่าจะสอนข้าทำของอร่อยอีกเพียบ ข้าไม่อยากรีบกลับไปเร็วขนาดนี้หรอก ท่านจะกลับไปเล่าเรียนหนังสือก่อนก็ได้ พอข้าเล่นจนเหนื่อยแล้วค่อยไปหาท่านดีไหม อีกอย่างท่านแม่ก็บอกแล้วว่า ‘เอาที่เจ้าสบายใจเถอะ’”
ท่าทางของนางนั้นชัดเจนว่ากำลังอ้างชื่อแม่สามีมาเป็นเกราะกำบัง ทำเอาคนฟังหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ลู่หยวนเปารู้สึกใจแป้วขึ้นมาจนอดไม่ได้ที่จะบ่น
“สรุปนี่ข้าแต่งภรรยาให้ตัวเอง หรือแต่งลูกสะใภ้ให้แม่ข้ากันแน่ ทำไมพูดย้ำแต่เรื่องท่านแม่ตลอดเลย!”
เฟิงเฉิงอวี่หัวเราะลั่นจนน้ำตาเล็ด เขาชี้ไปที่ลู่หยวนเปาอย่างล้อเลียนจนพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่ เฉินเสวี่ยหนิงในตอนนี้กลับรู้สึกอิจฉาจั๋วหลันอิงขึ้นมา แม้ชีวิตในตระกูลเฟิงของนางจะดีพอสมควร
แต่ความสัมพันธ์กับแม่สามีนั้นมักจะมีความเกรงใจกันมากเกินไปจนขาดความใกล้ชิด ไม่เหมือนจั๋วหลันอิงที่ดูสบายอกสบายใจอย่างยิ่ง แต่งงานไปแล้วยังดูเหมือนยังไม่ได้แต่งอยู่นั่นเอง
หลังจากทุกคนหยอกล้อกันสักพัก จั๋วหลันอิงก็เห็นว่าพวกเขาเริ่มสงบลง จึงครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วกล่าว
“ที่จริงข้าเองก็มีเหตุผลของข้าอยู่เหมือนกัน น้องรองจะแต่งงานในเดือนสอง ตอนนี้ก็ใกล้จะเข้าเดือนอ้ายแล้ว งานในบ้านมีให้ทำเยอะแยะ ถ้าข้าอยู่ที่นี่ก็ยังพอช่วยแบ่งเบาภาระท่านแม่ได้บ้าง
ส่วนเรื่องของท่านก็ยังพอจัดการได้ ถึงแม้น้องสามจะใกล้ลงสนามสอบแล้ว แต่ก็ยังเหลือน้องห้าอยู่ น้องรองแต่งงานตอนที่น้องสี่อยู่ก็ใช้ได้เหมือนกัน ไม่มีปัญหาหรอก”
เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงานของลู่หยวนเซิน ทุกคนก็หันมาทำสีหน้าจริงจังขึ้น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่หยวนเปาก็กล่าวกับเฟิงเฉิงอวี่ด้วยสีหน้าเกรงใจ
“ดูท่าข้าคงกลับไปเร็วๆ นี้ไม่ได้แล้ว คงต้องรอส่งน้องสาวคนโตแต่งงานเสียก่อนถึงจะออกเดินทางได้ เอาไว้ข้าไปถึงเมืองมณฑลเมื่อไหร่ จะไปหาเจ้าที่นั่นก็แล้วกัน จริงสิ ตอนนั้นพวกเจ้าจะพักที่ไหน ยังเป็นเรือนรับรองหลังเดิมหรือเปล่า” เฟิงเฉิงอวี่เหลือบมองเฉินเสวี่ยหนิงแล้วไตร่ตรอง
“เรือนหลังนั้นเล็กเกินไป พวกเราวางแผนว่าจะซื้อเรือนอีกสักแห่งแล้วย้ายไปอยู่ที่นั่น ส่วนเรือนรับรองจะเก็บไว้ให้น้องชายข้าพัก เพราะเขาก็ต้องมาสอบที่นี่เหมือนกัน”
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เฉินเสวี่ยหนิงเป็นคนเสนอ เพราะในสินเดิมของนางมีเรือนหนึ่งหลังตั้งอยู่ที่เมืองมณฑล ไม่เพียงแต่จะใหญ่กว่าเรือนรับรองของตระกูลเฟิงเท่านั้น สภาพแวดล้อมยังดีกว่ามาก
ไม่ว่าจะใช้เป็นที่พักอาศัยหรือที่อ่านหนังสือก็กว้างขวาง เรื่องนี้ฮูหยินเฟิงก็ทราบดี เพียงแต่เฟิงเฉิงอวี่มีความลังเลใจเล็กน้อย ตอนนั้นเฉินเสวี่ยหนิงจึงบอกว่าให้ถือเสียว่าซื้อเป็นสมบัติของครอบครัว ฮูหยินเฟิงเองก็ยังชื่นชมว่าเฉินเสวี่ยหนิงเป็นคนรู้จักกาลเทศะและใจกว้าง
ในเมื่อทั้งฮูหยินเฟิงและเฉินเสวี่ยหนิงต่างก็เต็มใจ เฟิงเฉิงอวี่ก็ย่อมไม่คัดค้านอะไร เพียงแต่ในใจลึกๆ รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่สามารถบอกกล่าวกับคนนอกได้ แม้แต่เฉินเสวี่ยหนิงก็ไม่รู้ความในใจของเขา ลู่หยวนเปาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ถ้าเช่นนั้นไว้ถึงตอนนั้นเรามาเจอกันที่สำนักศึกษา แล้วข้าจะแวะไปเยี่ยมเยียนพวกเจ้าที่เรือน”
“ตกลงตามนั้น” เฟิงเฉิงอวี่ถึงได้มีรอยยิ้มออกมาบ้าง
ทั้งสองพูดคุยกันอีกสักพัก จนกระทั่งคนทางฝั่งเฉินสวี่อันมาตาม ทั้งสี่คนจึงลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ หลังจากส่งคู่สามีภรรยาเฟิงกลับไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่หยวนเปาก็จางหายไป เขาพูดกับจั๋วหลันอิงด้วยเสียงเบา
“ฐานะของตระกูลเฟิงก็มีแค่นั้น ตอนซื้อเรือนที่เมืองมณฑลก็หมดเงินไปไม่น้อยแล้ว พอเฉิงอวี่แต่งงานก็ต้องเปลี่ยนเรือนใหม่ ดูท่าคงจะเกี่ยวข้องกับฮูหยินของเขาไม่น้อย ไม่รู้ว่าในใจเขาจะเต็มใจหรือเปล่านะ” จั๋วหลันอิงเบะปาก
“เฉินเสวี่ยหนิงคนนั้นเพราะเกิดจากอนุภรรยาจึงค่อนข้างอ่อนไหวต่อสิ่งรอบข้าง นางสนใจสายตาที่คนอื่นมองนางมาก ไปถึงเมืองมณฑลแล้วนางจะยอมอยู่ในเรือนหลังเล็กๆ แบบนั้นได้อย่างไร
ฟังจากที่ท่านพ่อข้าเล่า สินเดิมของนางมีไม่น้อยเลย หากดูจากที่ท่านเจ้าเมืองเฉินรักนางมากถึงเพียงนั้น ที่เมืองมณฑลคงจะมีเรือนหลังใหญ่ที่ติดไปเป็นสินเดิมด้วย บางทีพวกเขาอาจจะย้ายไปอยู่ที่นั่นก็ได้” ลู่หยวนเปาทำหน้าอ๋อ
“มิน่าล่ะ ตอนที่พูดเรื่องนี้เฉิงอวี่ถึงได้ดูอึดอัด ฮูหยินพูดคงจะถูกเผงเลย เฮ้อ! จริงๆ เลยนะ แต่ละบ้านต่างก็มีปัญหาที่ยากจะแก้ด้วยกันทั้งนั้น”
ลู่หยวนเปายังไม่ทันได้ทอดถอนใจเสร็จ จั๋วหลันอิงก็เปลี่ยนชุดที่ใช้สำหรับลงมือทำงานแล้วตรงไปหาเฉินสวี่อันเสียแล้ว ท่าทางของนางดูคล่องแคล่วและเป็นอิสระจนเขาต้องหันไปมองตามด้วยความทึ่ง
โชคดีที่ช่วงสองสามวันต่อมาเขายุ่งอยู่กับการช่วยลู่ตงซานทำเครื่องเรือน เลยไม่มีเวลาว่างไปนึกอิจฉาเฉินสวี่อันที่แย่งเวลาภรรยาเขาไป ปีใหม่ครั้งนี้เป็นไปอย่างครึกครื้นเป็นพิเศษเพราะมีจั๋วหลันอิงที่ใครๆ ต่างก็เอ็นดูเพิ่มเข้ามา
ลู่หยวนเปาถึงกับควักเงินส่วนตัวให้บ่าวรับใช้ไปซื้อดอกไม้ไฟมาจุดมากมายจนสว่างไสวไปตลอดทั้งคืน เขาได้ใช้เวลาสนุกสนานกับจั๋วหลันอิงอย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืน
พอถึงวันแรกของปีใหม่ ลู่หยวนเปายิ่งยุ่งกว่าเดิม ในขณะที่เขากำลังแกะสลักงานไม้ก็ยังต้องคอยรับรองเหล่าบัณฑิตที่แวะเวียนมาหา ทั้งที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันและคนที่มาจากหมู่บ้านอื่นเพราะชื่อเสียงของเขา สรุปคือเขาแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักเลย