LNCrawler

บทที่ 293 หีบปริศนาในวันมงคล (อ่านฟรี 22/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 293 หีบปริศนาในวันมงคล (อ่านฟรี 22/10/69)

บทที่ 293 หีบปริศนาในวันมงคล

 

จั๋วหลันอิงคอยติดตามอยู่ข้างหลังเฉินสวี่อันเพื่อช่วยจัดการเรื่องสินเดิมของลู่หยวนเซิน ตั้งแต่ของชิ้นใหญ่อย่างที่ดินและร้านค้า ไปจนถึงของชิ้นเล็กอย่างเครื่องสำอางในกล่องกระจก ทุกอย่างล้วนมีมากมายจนทำให้นางเปิดหูเปิดตาไม่น้อย 

และแน่นอนว่านางก็รู้ว่าสินเดิมของลู่หยวนเซินนั้นไม่ได้น้อยไปกว่าของนางเลย ทำให้นางต้องถอนหายใจอีกครั้งว่าตระกูลลู่นั้นร่ำรวยและใจป้ำเพียงใด ด้วยความสามารถในการหาเงินของพ่อแม่สามีเช่นนี้ เรื่องพื้นฐานครอบครัวอะไรนั่นแทบไม่ต้องเป็นกังวลเลย

​ความวุ่นวายดำเนินมาจนถึงเดือนสอง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนใกล้ถึงวันแต่งงานของลู่หยวนเซินแล้ว หากจะบอกว่าการรับลูกสะใภ้เข้าบ้านเป็นเรื่องน่ายินดีปรีดา 

การส่งลูกสาวออกเรือนนี่สิเหมือนเป็นการเอาชีวิตของคนเป็นพ่อเป็นแม่ไปชัดๆ โดยเฉพาะลู่ตงซาน สีหน้าของเขาย่ำแย่ลงทุกวัน แม้แต่ลู่หยวนเปายังสังเกตเห็น จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานและไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทำให้เขาหงุดหงิดเพิ่มขึ้นเลย

เฉินสวี่อันยังดูดีกว่าหน่อย เพียงแต่ในแต่ละวันนางต้องคอยพูดคุยกับลู่หยวนเซินอยู่นานสองนาน รื้อตรวจสอบสินเดิมไปมาอยู่หลายรอบ รู้สึกว่าชิ้นนี้ยังไม่พอ ชิ้นนั้นยังขาดอยู่ สุดท้ายเลยเพิ่มที่ดินให้อีกสองแห่ง 

แห่งหนึ่งอยู่ที่ตัวอำเภอ อีกแห่งอยู่ที่เมืองมณฑล ซึ่งทั้งหมดนี้จัดการต่อหน้าต่อตาจั๋วหลันอิง ​จั๋วหลันอิงกลับไม่ได้มีความเห็นอะไรเลยแม้แต่น้อย 

แถมนางยังนำของประดับชิ้นล้ำค่าในสินเดิมของนางเองมอบให้ลู่หยวนเซินเพื่อเป็นของขวัญเพิ่มเติมอีกด้วย ​พอลู่หยวนเปารู้เรื่องเข้าก็ชูนิ้วโป้งให้พร้อมกับชมนางคำโต

“ใจป้ำจริงๆ!” ​จั๋วหลันอิงเชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ 

“แน่นอน! แต่ท่านแม่ใจป้ำกว่าอีก พอรู้ว่าข้าให้ของขวัญเพิ่มเติมกับน้องรอง ท่านก็หาของมาทดแทนให้ข้าทันทีเลย”

​“อะไรหรือ” เห็นจั๋วหลันอิงดูพึงพอใจขนาดนี้ ลู่หยวนเปาก็เริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้ว ​จั๋วหลันอิงยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด 

“ร้านเครื่องสำอางในเมืองมณฑลร้านหนึ่งน่ะ”

​“ซี๊ด!” ลู่หยวนเปาสูดลมหายใจเข้าลึกพลางจึ๊กจั๊กในลำคอ 

“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าผู้หญิงบ้านเราไม่เห็นเงินเป็นเงินเลยนะ! ใจป้ำขนาดที่แม้แต่ข้ายังไม่กล้าเอาไปเทียบ! ดูท่าแล้วตอนนี้ข้าคงจะเป็นคนที่จนที่สุดในบ้านแล้วล่ะ!”

​ข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนั้น เขาเติบโตมาจนป่านนี้ เงินที่ถือว่าเป็นรายได้ของเขาจริงๆ ก็มีเพียงเบี้ยเลี้ยงบัณฑิตที่ทางราชสำนักมอบให้ ซึ่งเงินจำนวนเล็กน้อยแค่นั้นจั๋วหลันอิงคงไม่ได้มองด้วยซ้ำ 

ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งหมดก็คือส่วนที่พ่อแม่แบ่งให้หลังจากแต่งงาน ซึ่งเขาก็ได้มอบให้จั๋วหลันอิงเป็นผู้ดูแลไปแล้ว ​จั๋วหลันอิงตบไหล่เขาอย่างเห็นใจพลางหัวเราะอย่างห้าวหาญ 

“ไม่เป็นไร ต่อไปฮูหยินคนนี้จะคอยปกป้องท่านเอง!” ลู่หยวนเปากลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ แต่ก็ยังต้องเล่นละครตามน้ำไปกับนาง เขาทำความเคารพแล้วกล่าว

“ขอบคุณฮูหยิน!”

สองสามีภรรยาสบตากันแล้วต่างก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างอดไม่ได้ ​เมื่อถึงวันแต่งงานของลู่หยวนเซิน บ่าวรับใช้ในบ้านเก่าตระกูลลู่ต่างก็ลุกขึ้นมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ขบวนแห่ขันหมากไปรออยู่ที่เรือนตระกูลลู่ในอำเภอชิงอันตั้งแต่เนิ่นๆ 

และเดินทางมาถึงหมู่บ้านซานฝูก่อนถึงฤกษ์มงคล ทั้งเสียงตีฆ้องตีกลอง แถมยังจ้างคณะเชิดสิงโตและมังกรมาด้วย จัดขบวนเสียใหญ่โตจนชาวบ้านในหมู่บ้านซานฝูต่างหันมามองด้วยความสนใจ แล้วพากันยกเก้าอี้มานั่งล้อมหน้าล้อมหลังรอดูความคึกคักที่หน้าบ้าน

​บ่าวรับใช้ของตระกูลฉีพอเข้าหมู่บ้านก็โปรยเหรียญทองแดงตลอดทาง ชาวบ้านที่ได้ยินข่าวก็ทิ้งงานในไร่นาแล้วพากันมาแย่งเก็บเงินกันยกใหญ่ ท่าทีเหล่านั้นทำเอาคนตระกูลลู่ที่ยืนมองจากเนินเขาถึงกับอึ้งไปเลย ​จั๋วหลันอิงทึ่งจนเอ่ยขึ้น

“นี่มันใครเป็นคนออกความคิดกันเนี่ย! แห่ขันหมากแบบนี้ก็ได้หรือ! โตมาจนป่านนี้ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกนี่แหละ!” ลู่หยวนเปาพยักหน้าเห็นด้วยที่ข้างๆ แล้วพึมพำ

“อย่าว่าแต่เจ้าเลย ข้าก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน!” ลู่หยวนซิงกัดฟันกำหมัดด้วยความโกรธเคือง 

“ช่างเจ้าเล่ห์นัก! นี่มันคือการซื้อใจชาวบ้านชัดๆ เดี๋ยวถ้าเรากั้นประตูขวางทางไว้ ชาวบ้านพวกนั้นต้องช่วยพูดให้เขาแน่ๆ! ร้ายนักนะฉีผูจื่อ!” ลู่หยวนเปาได้สติ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยและกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“น้องเล็ก เจ้าพูดมีเหตุผลมาก ตัวข้ากับฉีผูจื่ออย่างไรก็มีความเป็นสหายร่วมสำนักกัน อีกทั้งตอนข้าแต่งงานเขาก็ช่วยงานไม่น้อย เดี๋ยวเรื่องนี้ต้องฝากเจ้ากับน้องสามแล้ว!”

​“พี่ใหญ่! ท่านนี่มันไม่ยุติธรรมเลย!” เสียงของลู่หยวนเว่ยดังขึ้นจากด้านหลังพวกเขา ลู่หยวนซิงก็เบะปากตามไป

“นั่นสิ! ให้พวกเราเป็นคนร้ายกันหมด แล้วพี่ใหญ่จะทำอะไรล่ะ” ลู่หยวนเปาตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ

“ข้าก็ต้องคอยอุ้มเจ้าสาวน่ะสิ!”

“…..”

​“…..”

​จู่ๆ ก็รู้สึกไม่อยากคุยกับเจ้าคนซื่อบื้อนี่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ​ภายนอกบ้านยังคงวุ่นวายโกลาหล ต่างฝ่ายต่างรอคอยเตรียมพร้อมจะกั้นขบวนแห่ขันหมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ลู่ตงซานและเฉินสวี่อันกลับมีสีหน้าดำทะมึนอีกครั้ง 

ทั้งคู่มองดูหีบไม้จันทน์หอมอันหรูหราที่วางอยู่ในห้องโถงใหญ่แล้วเงียบงันไปชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าคนใกล้จะเข้ามาแล้ว ลู่ตงซานจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขากัดฟันขนของชิ้นนั้นกลับเข้าไปในห้องนอน เฉินสวี่อันรีบปิดประตูและลงกลอนทันทีพลางหอบหายใจ 

“นี่มันเรื่องอะไรกัน ไม่ใช่ว่าเราเอาหีบนั่นไปฝังแล้วหรอกหรือ ทำไมมันถึงโผล่มาอีก หรือว่าจะเป็นแผนการร้ายที่มีเป้าหมายมาที่บ้านเราจริงๆ”

ลู่ตงซานทำหน้าเครียด เขาตัดสินใจเปิดหีบออกดูในคราวเดียวแล้วก็ต้องตะลึง ของที่อยู่ในนั้นไม่เหมือนกับคราวที่แล้ว แม้ว่าจะมีมูลค่ามหาศาลเหมือนกัน แต่กลับเป็นพวกเครื่องประดับชุดใหญ่ ไข่มุก หินหยก ของสะสมโบราณชิ้นเล็กๆ และภาพวาดอักษร 

มูลค่าอาจเทียบไม่ได้กับหีบใบก่อนแต่ก็ถือว่าล้ำค่ามาก และข้างในนั้นก็มีจดหมายวางอยู่ฉบับหนึ่งเช่นกัน ลู่ตงซานหยิบออกมาอ่าน เนื้อหาคล้ายกับฉบับก่อนหน้านี้ เพียงแต่คราวนี้ระบุชัดเจนว่าเป็นของขวัญสำหรับสินเดิมของลู่หยวนเซิน 

แถมยังเยาะเย้ยสองสามีภรรยาอย่างพวกเขาอีกว่าหีบใบที่แล้วที่พวกเขาเอาไปซ่อนนั้นยังไม่มิดชิดพอ ​เมื่อเห็นจดหมายฉบับนี้ ลู่ตงซานถึงกับน้ำตาตกใน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลิงที่ถูกคนเชิดเล่น พยายามวุ่นวายอยู่ตั้งนานแต่กลับไม่มีประโยชน์อะไรเลย

​“เมียจ๋า เจ้าว่าเราควรทำอย่างไรดี” ลู่ตงซานจนปัญญาแล้ว ​เฉินสวี่อันเองก็พูดไม่ออก นางมองสบตาลู่ตงซานอย่างจริงจังแล้วถาม

“ตอนท่านไปทำการค้าข้างนอก ท่านเคยไปผิดใจกับใครไว้หรือเปล่า” ลู่ตงซานรีบชี้ฟ้าสาบาน 

“ฟ้าดินเป็นพยาน! ข้าไปทำการค้าข้างนอกไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือทะเลาะวิวาทกับใครเลย อีกอย่างการค้าที่ข้าทำก็ไม่ได้ไปขัดผลประโยชน์ใคร บ้านเราก็ไม่ได้เปิดโรงรับจำนำหรือบ่อนพนันเสียหน่อย 

เป็นแค่การค้าเล็กๆ น้อยๆ ใครจะคุ้มที่จะทุ่มเงินมากมายขนาดนี้เพื่อมาจัดการข้า ​แล้วอีกอย่างเรื่องที่เราเอาหีบไปซ่อนคราวที่แล้วฝ่ายนั้นก็รู้ ถ้าเขาคิดจะทำอะไรเราจริงๆ เขาคงลงมือไปนานแล้ว จะมาเตือนเราทำไมให้เสียเวลา”

​“พูดมาก็มีเหตุผลนะ” เฉินสวี่อันงึมงำกับตัวเอง ครุ่นคิดอยู่นานในที่สุดก็ยอมแพ้ 

“ช่างเถอะ เราลองตรวจสอบให้ละเอียดดูก่อน ถ้าของพวกนี้ไม่มีสัญลักษณ์อะไรเป็นพิเศษ ก็เอาใส่เข้าไปในสินเดิมของเซินเอ๋อร์เสีย ต่อไปก็ค่อยบอกให้ลูกหลอมทองและเงินเหล่านั้นเอามาทำเครื่องประดับใหม่ 

ส่วนพวกไข่มุกและหินหยกก็ไม่เป็นไร แม้จะล้ำค่าแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาซื้อไม่ได้ เก็บเอาไว้ก็แล้วกัน ส่วนพวกของโบราณภาพวาด... ก็เก็บไว้เถอะ!”

​นี่เป็นวิธีเดียวที่ทำได้ ในเมื่อศัตรูอยู่ในที่มืดส่วนพวกเขาอยู่ในที่แจ้ง ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรก็หนีไม่พ้นสายตาของฝ่ายนั้นอยู่ดี สู้ทำตามความต้องการของอีกฝ่ายยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะไม่มีเจตนาร้ายต่อครอบครัวของพวกเขาในตอนนี้

ด้วยเหตุนี้เมื่อลู่หยวนเซินแต่งตัวเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว เฉินสวี่อันเข้าไปในห้องของนางอีกครั้ง พร้อมกับยื่นรายการสินเดิมที่จัดทำขึ้นใหม่ให้แก่นาง แล้วกำชับด้วยเสียงสั่นเครือ 

“ต่อไปมีสินเดิมเหล่านี้ติดตัวไว้ แม่ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว”

ลู่หยวนเซินซึ่งกำลังหวาดหวั่นใจเพราะใกล้ถึงเวลาต้องจากบ้านไป พอได้ยินดังนั้นก็ถึงกับกลั้นไม่อยู่ นางโผเข้ากอดเฉินสวี่อันแล้วร้องไห้โฮออกมาทันที โดยไม่มีใจจะไปดูรายการสินเดิมนั่นเลย 

“ท่านแม่... ลูกไม่อยากจากพวกท่านไปเลย!” ​เฉินสวี่อันโอบกอดลูกสาวกลับอย่างรักใคร่พลางปลอบโยนเบาๆ

“เจ้าก็แค่ถือว่าไปเที่ยวที่อำเภอฉีอัน เปิดหูเปิดตาดูขนบธรรมเนียมประเพณีที่นั่น อีกไม่นานเจ้าก็ต้องไปอยู่กับผูจื่อที่เมืองมณฑลแล้ว ถึงตอนนั้นพี่ใหญ่ของเจ้าก็อยู่ที่นั่น 

ท่านพ่อของเจ้าปีหนึ่งก็ต้องไปหลายครั้ง ยังมีน้องสามของเจ้าที่จะตามไปสมทบกับพวกเจ้าในไม่ช้าอีก มีคนคอยดูแลอยู่ข้างๆ มากมายขนาดนี้ มีอะไรให้ต้องเศร้ากันล่ะ

ส่วนแม่น่ะหรือ...  ​แม่ก็จะอยู่ที่บ้านนี่แหละ หากวันไหนว่างแม่จะไปเยี่ยมพวกเจ้าเอง บางทีในอนาคตแม่ก็อาจจะย้ายไปอยู่ที่เมืองมณฑลด้วยก็ได้”

​“จริงหรือเจ้าคะ” ลู่หยวนเซินเงยหน้าขึ้นมองเฉินสวี่อันด้วยสายตาละห้อยรอคอยคำตอบ