บทที่ 294 งานวิวาห์ครั้งที่สามของตระกูลลู่ (อ่านฟรี 22/10/69)
บทที่ 294 งานวิวาห์ครั้งที่สามของตระกูลลู่ (อ่านฟรี 22/10/69)
บทที่ 294 งานวิวาห์ครั้งที่สามของตระกูลลู่
เฉินสวี่อันพยักหน้าช้าๆ ลู่หยวนเซินจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากน้ำตาเป็นรอยยิ้มอย่างมีความสุข แล้วคลุมผ้าคลุมหน้าสีแดงลงบนศีรษะ เฉินสวี่อันเห็นแล้วก็ได้แต่ยิ้มขำ พลางช่วยจัดแจงให้นางก่อนจะเดินออกไปต้อนรับแขกเหรื่อภายนอก
ทางด้านนอกลู่หยวนเว่ยและลู่หยวนซิงที่พยายามขวางประตูไว้ในที่สุดก็ต้านทานไม่ไหว ถูกฉีผูจื่อฝ่าเข้ามาได้อย่างองอาจ เมื่อเห็นฉีผูจื่อบุกเข้ามาอย่างไม่ลดละจนถึงห้องนอนของลู่หยวนเซินได้สำเร็จ ลู่หยวนซิงที่โวยวายมาตลอดในที่สุดก็ยอมเงียบเสียงลงอย่างจนใจ
ลู่หยวนเปารับหน้าที่แบกลู่หยวนเซินออกจากบ้านไปส่งขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว เขามองดูฉีผูจื่อที่กำลังยิ้มแย้มอย่างภาคภูมิใจขึ้นขี่ม้าด้วยตาตัวเองแล้วรู้สึกโกรธจนแทบจะแน่นหน้าอก นึกเสียดายที่เมื่อครู่ไม่ได้ร่วมมือกับน้องชายทั้งสองคนคอยขัดขวางฉีผูจื่อให้หนักกว่านี้
ขบวนแห่ขันหมากเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านซานฝูด้วยความรวดเร็ว หมู่บ้านที่เคยคึกคักก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เมื่อขบวนพ้นออกจากตำบลไปแล้ว จึงเปลี่ยนมาใช้รถม้าแทน
ในรถม้าคันใหญ่ปูด้วยผ้านวมสีแดงผืนหนานุ่ม แม้ลู่หยวนเซินจะนอนหลับไปก็ไม่รู้สึกโคลงเคลงมากนัก จินหงที่กำลังดีใจคอยปรนนิบัติลู่หยวนเซินถอดผ้าคลุมหน้าออก แล้วหยิบขนมมาให้หนึ่งจานก่อนจะกระซิบ
“คุณหนูเจ้าคะ นี่เป็นขนมที่ฮูหยิน สะใภ้ใหญ่ และคุณหนูรองช่วยกันทำเองกับมือ บอกว่าถ้าหิวระหว่างทางก็กินรองท้องได้เจ้าค่ะ”
ลู่หยวนเซินกินด้วยความดีใจจนอิ่มแปล้ พอเริ่มรู้สึกเบื่อจึงนึกถึงรายการสินเดิมที่เฉินสวี่อันมอบให้ จึงหยิบออกมาอ่านฆ่าเวลา แต่แล้วก็แทบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย นางอ่านรายการสินเดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนแน่ใจว่าสายตาไม่ได้ฝาดไป จึงได้อุทานออกมา
“จินหง! ท่านแม่ข้าเสียสติไปแล้วหรือ ทำไมจู่ๆ ถึงเพิ่มสินเดิมให้มากขนาดนี้ พี่สะใภ้จะไม่ว่าอะไรเอาหรือ”
ของในรายการนี้นั้นไม่อาจใช้คำว่ามากมายมาบรรยายได้อีกต่อไป นางคิดว่าลูกสาวตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงแต่งงานก็คงได้สินเดิมเพียงเท่านี้แหละ จินหงเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก
“คุณหนูเจ้าคะ คาดว่านายท่านกับฮูหยินคงเป็นห่วงที่คุณหนูต้องแต่งงานไปไกลบ้าน เลยเพิ่มให้เป็นพิเศษเจ้าค่ะ”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรจะเกินเลยขนาดนี้!”
ลู่หยวนเซินอยากจะให้รถม้าเลี้ยวกลับไปถามให้รู้เรื่อง แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นไปไม่ได้ ใครที่แต่งงานแล้วจะกลับตัวหันหลังกลับกันเล่า มันเป็นเรื่องอัปมงคล นางจึงทำได้เพียงแบกความกังวลใจไว้เต็มอกแล้วเดินทางต่อไป
ส่วนทางด้านตระกูลลู่ หลังจากส่งลู่หยวนเซินออกเรือนไปแล้ว ทั้งครอบครัวต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่สองสามวัน จากนั้นลู่หยวนเปาและจั๋วหลันอิงก็ออกเดินทางกลับไปเมืองมณฑล
ลู่หยวนเว่ยและลู่หยวนซิงก็ไปที่ตัวอำเภอเพื่อสอบและเรียนหนังสือ ทำให้เรือนตระกูลลู่ที่ใหญ่โตในหมู่บ้านเหลือเพียงลู่ตงซาน เฉินสวี่อัน และลู่หยวนจงเท่านั้น เลยดูเงียบเหงาไปถนัดตา
ทว่าคนน้อยก็มีข้อดี สองสามีภรรยาจะทำอะไรก็ไม่ต้องระแวดระวังมากนัก แม้แต่การขุดหีบไม้จันทน์หอมใบนั้นกลับขึ้นมาก็ทำได้อย่างเปิดเผย ทว่าของสิ่งนี้เหมือนเผือกร้อน
ในเมื่อยังไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนนำมาให้ พวกเขาก็จะไม่แตะต้องมันเด็ดขาด จึงทำได้เพียงปิดผนึกเก็บไว้ ความวุ่นวายดำเนินผ่านไปไม่นาน ผลสอบระดับอำเภอก็ออกมา
ลู่หยวนเว่ยสอบผ่านตามที่คาดหมาย ทำให้ตระกูลลู่กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่คราวนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ตื่นเต้นเท่าคราวก่อน เพราะทุกคนรู้ดีว่าลู่หยวนเว่ยหมั้นหมายแล้ว
คู่หมั้นยังเป็นถึงแก้วตาดวงใจของบัณฑิตอู๋ในอำเภอ พวกเขาไม่โง่พอจะไปแย่งสามีของลูกสาวบัณฑิตอู๋หรอก ทุกคนต่างรู้แก่ใจ ลู่ตงซานกับเฉินสวี่อันก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่ต้องมาคอยรับมือกับเรื่องวุ่นวายเหล่านั้นมันช่างสบายใจจริงๆ
ทั้งสองสามีภรรยาจัดแจงข้าวของ แล้วพาสาวน้อยลู่หยวนจงเดินทางเข้าตัวอำเภอไป ในเวลานี้ลู่หยวนเว่ยถูกอู๋เหวินจื่อเรียกไปพูดคุย แต่เห็นท่านอาจารย์มีท่าทีอึกอักและลำบากใจที่จะพูด เขาจึงรู้สึกสับสนเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์มีอะไรหรือขอรับ” อู๋เหวินจื่อดึงสติกลับมาจากความคิดของตนเอง ก่อนจะกัดฟันถาม
“หยวนเว่ยเอ๋ย ในเมื่อตอนนี้เจ้าสอบผ่านระดับอำเภอแล้ว และเดือนหน้าก็จะแต่งงานกับลวี่เอ๋อร์แล้ว แต่ทว่าเดือนสี่ปีหน้าจะต้องสอบระดับมณฑล เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง จะไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาม่านซานที่เมืองมณฑลก่อน หรือจะอยู่ที่ตัวอำเภอต่อไป” ลู่หยวนเว่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตอบไปตามตรง
“ท่านอาจารย์ขอรับ พูดตามตรงว่าข้าอยากไปที่เมืองมณฑลขอรับ ประการแรกไปที่นั่นจะได้ปรับตัวล่วงหน้าได้บ้าง ประการต่อมายังได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจในการสอบระดับมณฑลปีหน้ามากขึ้นขอรับ”
อู๋เหวินจื่อนิ่งเงียบไป เหตุผลนั้นเขาก็เข้าใจดี เพียงแต่พอนึกถึงอู๋จวงลวี่ เขาก็รู้สึกลำบากใจอยู่เป็นนานกว่าจะถามต่อไป
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าวางแผนว่าจะพาลวี่เอ๋อร์ไปด้วย หรือจะให้ลวี่เอ๋อร์อยู่ที่บ้าน”
เรื่องนี้เขาและภรรยาคิดกันมานานแล้ว ปัญหาหลักคือลู่หยวนเว่ยยังอายุน้อย ต่อให้อู๋จวงลวี่แต่งงานไปอยู่ด้วยก็ไม่สามารถร่วมหอกันได้ในตอนนี้ ในเมื่อยังร่วมหอกันไม่ได้ ก็ย่อมไม่มีความจำเป็นที่ต้องติดตามไปที่เมืองมณฑล
แต่จะให้ทิ้งอู๋จวงลวี่ไว้ที่บ้านเดิม พวกเขาก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายที่เมืองมณฑลเสียก่อน สองสามีภรรยาคู่นี้ต่างก็เข็ดขยาดจากเรื่องการแต่งงานของอู๋จวงลวี่มามากแล้ว ลู่หยวนเว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดตามสัญชาตญาณ
“ในเมื่อแต่งงานกันแล้ว ก็ต้องไปเมืองมณฑลด้วยกันอยู่แล้วขอรับ แต่ถ้าหากจวงลวี่อาลัยอาวรณ์ท่านอาจารย์กับฮูหยิน...”
“ไม่อาลัยอาวรณ์หรอก!”
อู๋เหวินจื่อชิงพูดแทรกขึ้นมาทันที ทำเอาลู่หยวนเว่ยสะดุ้งโหยง พอรู้ตัวว่าเสียมารยาทไป อู๋เหวินจื่อจึงรีบหัวเราะแห้งๆ เพื่อกลบเกลื่อนพลางอธิบาย
“ที่ข้าหมายถึงคือ สตรีที่ออกเรือนไปย่อมต้องติดตามสามี จะมีเหตุผลอะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์ครอบครัวเดิมกันล่ะ ในเมื่อเจ้าจะไปเรียนที่เมืองมณฑล ก็ให้นางติดตามเจ้าไปเถอะ จะได้คอยดูแลเจ้าให้ดี เจ้าจะได้ตั้งใจอ่านหนังสือได้อย่างสบายใจ”
ลู่หยวนเว่ยไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งจึงตอบตกลงไปทันที หลังจากกลับมาลู่หยวนเว่ยก็พูดเรื่องนี้ให้ลู่ตงซานและคนอื่นๆ ฟังอย่างไม่ใส่ใจนัก ทำเอาเฉินสวี่อันหัวเราะจนตัวโยน ลู่หยวนเว่ยเกาหัวอย่างเขินอาย
“ท่านแม่ขอรับ ปกติท่านอาจารย์ไม่ใช่คนแบบนี้นะขอรับ วันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป!”
“จะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ” เฉินสวี่อันมองลูกชายคนรองด้วยความขบขัน แล้วครุ่นคิด
“ท่านอาจารย์อู๋ของเจ้าคงเป็นห่วงเรื่องการแต่งงานของลวี่เอ๋อร์นั่นแหละ เขาคงกลัวว่าหลังจากนางแต่งกับเจ้าแล้ว แต่เจ้ายังอายุยังน้อยและยังไม่มีความมั่นคง หากวันข้างหน้าไปถึงเมืองมณฑลแล้วได้เห็นโลกที่เต็มไปด้วยสีสันจนเกิดไปรังเกียจลูกสาวเขาขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไร”
“อะไรนะขอรับ” ลู่หยวนเว่ยสีหน้าตื่นตระหนก เขาทำหน้าจริงจังขึ้นมาทันที
“ท่านแม่ขอรับ ลูกไม่ใช่คนประเภทนั้นเสียหน่อย! ตอนนั้นลูกก็เคยให้สัญญาไว้กับท่านและท่านอาจารย์แล้วไม่ใช่หรือขอรับ” เฉินสวี่อันยักไหล่
“เจ้าเคยให้สัญญากับพวกเราและท่านอาจารย์อู๋จริง แต่ก็นั่นแหละ เขาก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้! ถ้าเช่นนั้นเอาไว้พวกเจ้าแต่งงานกันแล้วก็ย้ายไปเมืองมณฑลด้วยกันเถอะ พอดีกับที่เจ้าต้องไปเรียนที่สำนักศึกษา ส่วนลวี่เอ๋อร์ก็ไปอยู่ที่เรือนเป็นเพื่อนหลันอิงไป” ลู่หยวนเว่ยลุกขึ้นทันทีแล้วรีบประจบเอาใจเฉินสวี่อัน
“ท่านแม่คิดได้รอบคอบที่สุดเลยขอรับ”
หลังจากตกลงกันได้ วันรุ่งขึ้นลู่หยวนเว่ยก็ไปบอกอู๋เหวินจื่อเรื่องการจัดเตรียมของที่บ้าน อู๋เหวินจื่อดีใจมากหัวเราะร่าเริงยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองสอบผ่านเป็นบัณฑิตเสียอีก แถมยังมอบตำราและข้อมูลที่ตนเองสะสมไว้อย่างดีให้แก่ลู่หยวนเว่ยอีกด้วย
ตอนที่ลู่หยวนเว่ยเดินออกมาจากห้องหนังสือ เขายังรู้สึกมึนงงอยู่เลย ในไม่ช้าวันแต่งงานก็มาถึง ตระกูลลู่จัดงานเป็นครั้งที่สองแล้วจึงทำได้อย่างคล่องแคล่ว งานแต่งดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้แต่งานเลี้ยงก็ไม่มีใครหาข้อตำหนิได้
ฮูหยินเฟิงกับเฟิงไห่พากันมาร่วมงานเลี้ยงที่ตระกูลลู่ พอฮูหยินเฟิงคิดขึ้นได้ว่าเฟิงเฉิงอวี่ไม่ได้จัดงานเลี้ยงฉลองที่ตัวอำเภอให้ลูกสะใภ้ของนางบ้าง ก็เกิดอาการไม่พอใจขึ้นมา จึงทำหน้าตึงไม่สบอารมณ์ใส่คนรอบข้าง ราวกับว่าใครติดหนี้นางอย่างนั้นแหละ
เฟิงไห่เดิมก็อารมณ์ดีอยู่ แต่พอถูกท่าทางของนางกระตุ้นก็เกือบจะบันดาลโทสะ ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ในงานเลี้ยงของตระกูลลู่ เขาคงทะเลาะกับฮูหยินเฟิงไปแล้ว
ในตอนที่เขากำลังหงุดหงิดนั้นเอง เสิ่นโหยวกลับพาฮูหยินอย่างอันซื่อมาปรากฏตัวที่หน้างานเพื่อแสดงความยินดี ทำเอาทุกคนในลานบ้านตกตะลึงกันไปหมด
เสิ่นโหยวและอันซื่อทักทายเหล่าเพื่อนร่วมงานเพียงสองสามคำ แล้วตรงไปหาลู่ตงซานและเฉินสวี่อัน ก่อนจะกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ท่านลู่ ฮูหยินลู่ ยินดีด้วยนะ!”
“คารวะท่านนายอำเภอเสิ่น และฮูหยินเสิ่นเจ้าค่ะ” ลู่ตงซานและเฉินสวี่อันรีบทำความเคารพ เสิ่นโหยวจึงได้โบกมือ
“วันนี้พวกเรามาดื่มฉลองงานแต่ง ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก” ลู่ตงซานรีบเชิญเสิ่นโหยวไปนั่งยังที่นั่งประธาน