บทที่ 295 ปริศนาทองแท่งจากผู้ไร้นาม (อ่านฟรี 23/10/69)
บทที่ 295 ปริศนาทองแท่งจากผู้ไร้นาม (อ่านฟรี 23/10/69)
บทที่ 295 ปริศนาทองแท่งจากผู้ไร้นาม
ทางด้านนี้เฉินสวี่อันก็พาอันซื่อเข้าไปนั่งในห้องด้านใน นางเผยรอยยิ้มที่เหมาะสม แล้วกล่าวอย่างนอบน้อมระคนประหม่า
“ไม่ทราบว่าท่านฮูหยินจะมา จึงเตรียมตัวค่อนข้างเร่งรีบ หวังว่าฮูหยินเสิ่นจะไม่ถือสานะเจ้าค่ะ”
“ข้าจะถือสาเจ้าทำไมกัน เดิมทีข้าก็แค่อยากตามเด็กๆ มาเปิดหูเปิดตาเท่านั้น เจ้าอย่าได้เกรงใจจนละเลยแขกข้างนอกนั่นเลย”
อันซื่อไม่มีท่าทีถือตัวทั้งยังพูดจานุ่มนวล เหล่าภรรยาข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ติดตามเข้ามาปรนนิบัติถึงกับถอนหายใจโล่งอก ในใจพากันสงสัยว่าตระกูลลู่ไปสนิทสนมกับครอบครัวนายอำเภอตั้งแต่เมื่อไหร่
เดิมทีพวกเขามางานนี้เพราะเห็นแก่หน้าเฟิงไห่ แต่หรือว่าท่านนายอำเภอจะไว้หน้าเฟิงไห่ด้วย เป็นไปไม่ได้หรอก! ยังไม่ทันที่พวกนางจะคิดหาคำตอบได้ อันซื่อก็เริ่มพูดคุยกับเฉินสวี่อัน
“เสิ่นเทียนเด็กคนนั้นส่งเครื่องสำอางบางส่วนมาจากเมืองหลวงให้ข้า ได้ยินมาว่าเจ้าเองก็ได้รับส่วนแบ่งไปด้วยใช่หรือไม่ เป็นอย่างไรบ้าง ใช้ดีหรือไม่”
เฉินสวี่อันแตะใบหน้าของตัวเอง เมื่อนึกถึงว่าอายุเลยสามสิบแล้วแต่บนใบหน้ากลับยังไม่เห็นรอยเหี่ยวย่นแม้แต่น้อย นางจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ดีจริงๆ เจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าเป็นของจากร้านอวิ๋นเยี่ยนไจ๋ เครื่องสำอางที่นั่นนอกจากจะราคาสูงแล้วยังหาซื้อยากยิ่ง ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นไปหามาได้มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร ขนาดตัวข้าเองก็ยังได้รับมาด้วยส่วนหนึ่ง!” อันซื่อจึงพูดเย้าแหย่
“เขากับหยวนเปาก็ถือว่าเป็นสหายร่วมสำนักกัน ความสัมพันธ์ก็ดีเยี่ยมจะไม่นึกถึงเจ้าได้อย่างไร!”
“นั่นก็จริงเจ้าค่ะ! แต่ของสิ่งนั้นใช้ดีจริงๆ นะเจ้าคะ ทาแล้วรู้สึกสดชื่นและชุ่มชื้น แถมยังไม่เหนียวเหนอะหนะ พอทาปุ๊บก็ซึมซาบเข้าผิวทันที...”
สตรีสองนางต่างพูดคุยกันเรื่องเครื่องสำอางอย่างออกรสออกชาติ คนอื่นๆ กลับแทรกคำพูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว โดยเฉพาะฮูหยินเฟิง นางซึ่งอยู่ในอำเภอชิงอันถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่ง ปกติหากไม่มีฮูหยินเสิ่นอยู่ ใครบ้างจะไม่คอยประจบประแจงนาง
แต่ผลปรากฏว่าเมื่อมาถึงเรือนตระกูลลู่กลับถูกมองข้ามไปไม่น้อย ความแตกต่างในใจนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย อีกทั้งหัวข้อที่ฮูหยินเสิ่นและเฉินสวี่อันสนทนากันนางก็ไม่เข้าใจ ทำให้รู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นไปอีก
ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็ทึ่งและอิจฉา การมีลูกชายที่ดีนี่มันช่างแตกต่างจริงๆ แม้ฐานะทางบ้านจะเป็นเพียงปุถุชนทั่วไป แต่ก็ยังได้รับความเมตตาจากฮูหยินนายอำเภอได้
คนเหล่านี้ลืมไปเสียสนิทว่าในงานชมบุปผาครั้งก่อน อันซื่อก็แสดงท่าทีต่อเฉินสวี่อันแตกต่างจากคนอื่นเช่นกัน ไม่นานนักก็มีเสียงขบวนแห่ขันหมากดังมาจากด้านนอก อันซื่อจึงได้เอ่ยเร่งเร้า
“รีบออกไปดูเถอะ ทางนี้มีคนอยู่เป็นเพื่อนข้ามากมาย!”
เฉินสวี่อันจึงกล่าวขอตัวแล้วรีบออกไป ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของงานคือตอนกราบไหว้ฟ้าดิน แม้แต่อันซื่อและคนอื่นๆ ก็ออกมาดูความคึกคักด้วย เมื่อส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอ งานเลี้ยงฉลองก็เริ่มต้นขึ้น
มีทั้งอาหารหายากและเมนูเลิศรสมากมาย เสียงแก้วเหล้ากระทบกันและบรรยากาศอันครึกครื้นดำเนินไปอย่างไม่ขาดสาย งานเลี้ยงดำเนินไปตั้งแต่ช่วงโพล้เพล้จนถึงค่ำมืด จนกระทั่งแขกเหรื่อทยอยกลับกันเกือบหมด
ลู่หยวนเว่ยจึงได้กลับเข้าเรือนหอเพื่อประกอบพิธีที่เหลือให้เสร็จสิ้นจนครบถ้วน ที่เรือนหน้าลู่ตงซานและเฉินสวี่อันช่วยกันตรวจตราภายในและภายนอกเรือนจนทั่ว
เมื่อมั่นใจแล้วทั้งคู่ก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก พวกเขาสบตากันแล้วยิ้ม ราวกับต้องการเฉลิมฉลอง ทั้งสองสามีภรรยาจึงนำสุรามานั่งดื่มกันเล็กน้อยภายในห้องนอน
“ข้าบอกแล้วไง! ครั้งนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน!”
ลู่ตงซานยิ้มกว้างอย่างลำพองใจ ก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปากไปอึกใหญ่ เมื่อครู่เพราะในใจยังมีเรื่องกังวล เขาจึงไม่ค่อยกล้าดื่มเท่าไหร่นัก แม้จะดูเหมือนไม่ปฏิเสธแขกที่เข้ามาชนแก้ว
แต่จริงๆ แล้วเหล้าที่เขาดื่มส่วนใหญ่ผสมน้ำไปกว่าครึ่ง ดื่มไปก็อิ่มแต่น้ำเท่านั้น เฉินสวี่อันค้อนใส่เขาอย่างไม่จริงจังนัก
“ท่านอย่าเพิ่งได้ใจไปหน่อยเลย เราทำตัวต่ำต้อยไว้จะดีกว่า ครั้งนี้ที่หมู่บ้านไม่ต้องจัดเลี้ยงโต๊ะจีนใหญ่โตอะไรหรอก เอาไว้ผ่านไปสักสองสามวันค่อยกลับไปเลี้ยงแค่ชาวบ้านที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก็พอ”
“ข้ารู้แล้ว” ลู่ตงซานพยักหน้าไม่หยุดจนกระทั่งเมามายไปโดยไม่รู้ตัว เฉินสวี่อันเองก็เริ่มมึนเมาไปเช่นกัน ทั้งสองจึงเผลอหลับไปในสภาพนั้น
เช้าวันต่อมา เมื่อทั้งคู่ตื่นขึ้นมาก็ต้องตกใจสุดขีด เพราะภายในห้องมีหีบไม้จันทน์หอมใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างน่าประหลาด ลู่ตงซานถึงกับอุทานเสียงหลง
“ให้ตายเถอะ!” พร้อมกับกระโดดตัวลอย
เขาลืมแม้กระทั่งสวมรองเท้ารีบวิ่งลงจากเตียงด้วยเท้าเปล่า ใจจริงอยากจะโยนไอ้หีบบัดซบนี่ทิ้งไปให้ไกลๆ เฉินสวี่อันแต่งตัวเสร็จแล้วจึงเดินเข้ามาดู นางทำหน้าเครียดแล้วกัดฟันพูด
“เปิดดูสิ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคราวนี้จะเป็นทองคำและสมบัติล้ำค่าอีก!”
“ใช่! ข้าโกรธจนลืมเปิดดูไปเลย!” ลู่ตงซานตบหัวตัวเอง อาการเมาค้างทำให้เขาดูไม่ค่อยฉลาดนัก
“…..”
เป็นครั้งที่สองที่เจอเรื่องแบบนี้ ลู่ตงซานจึงเปิดล็อกได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่าเมื่อหีบถูกเปิดออก แม้แต่สองสามีภรรยาที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตายังต้องตกตะลึง
พวกเขาจ้องมองสิ่งของในหีบตาไม่กะพริบอยู่นานจนดึงสติกลับมาไม่ได้ ผ่านไปครู่ใหญ่ลู่ตงซานถึงค่อยพบเสียงของตัวเอง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นี่... นี่มันเรื่องจริงหรือ เมียจ๋า เจ้าช่วยตบข้าให้ตื่นจากฝันที!”
“เพียะ!” เสียงฝ่ามือดังสนั่น เฉินสวี่อันตบหน้าเขาไปฉาดหนึ่งอย่างไม่เกรงใจด้วยความโมโห
“ตอนนี้ตื่นดีหรือยังล่ะ”
“ตื่นแล้วๆ!” ลู่ตงซานกุมหน้าตัวเองไว้ ไม่กล้าทำตัวเป็นที่ขัดใจเฉินสวี่อันอีก ก่อนจะเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก
“ทองคำเยอะขนาดนี้ เราจะจัดการกับมันยังไงดีล่ะ”
ใช่แล้ว ในหีบนั้นเต็มไปด้วยทองคำแท่งทั้งสิ้น เขาไม่รู้ว่าคลังของที่ว่าการอำเภอจะมีเงินเยอะขนาดนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิต
เฉินสวี่อันสีหน้ามืดครึ้ม นางก้มหน้าก้มตาคุ้ยหีบอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็หยิบซองจดหมายที่ถูกทับจนแบนออกมาอ่าน เนื้อความก็ไม่พ้นคนชื่อ ‘ไร้นาม’ คนเดิมที่บอกว่าเป็นของขวัญแสดงความยินดีให้กับลู่หยวนเว่ย เฉินสวี่อันบิดหูลู่ตงซานอย่างแรง
“ไอ้คนไร้นามนี่มันเป็นใครกันแน่ มันป่วยหรือเปล่าเนี่ย”
“เมียจ๋าใจเย็นๆ ใจเย็นๆ นะ...”
ลู่ตงซานเจ็บจนแยกเขี้ยวร้องขอชีวิตเป็นการใหญ่ เขากลัวว่าหูจะหลุดติดมืออีกฝ่ายไปจริงๆ เฉินสวี่อันกระทืบเท้าด้วยความโกรธจัด สุดท้ายก็ยอมปล่อยมือ แล้วครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ของพรรค์นี้เก็บไว้ที่เรือนไม่ได้แล้ว ของมีค่าคราวก่อนยังพอว่า แต่ทองแท่งพวกนี้ข้างนอกไม่มีให้เห็น ต่อให้เป็นพวกขุนนางชั้นสูง ในมือเต็มที่ก็แค่ทองแผ่นเท่านั้น ทั้งต้าฉีจะมีที่เดียวที่เห็นทองแท่งแบบนี้ได้!” ลู่ตงซานเริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ดี เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ถามด้วยตาเบิกกว้าง
“ที่ไหนหรือ”
“คลังหลวง” ตุบ! ลู่ตงซานก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น หน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือดก่อนจะสั่นไปทั้งตัวพลางถาม
“เมียจ๋า ของพวกนี้คงไม่ได้ขโมยมาจากคลังหลวงใช่ไหม!”
หากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงแย่แล้ว ครอบครัวของพวกเขาไปทำเวรกรรมอะไรมาถึงได้เจอตัวซวยแบบนี้ เฉินสวี่อันตอบอย่างไม่มั่นใจ
“ไม่น่าจะใช่นะ... ได้ยินมาว่าทองแท่งในคลังหลวงจะมีตราประทับเอาไว้ว่าหล่อขึ้นเมื่อไหร่ แต่ของพวกนี้เปลือยเปล่าไม่มีอะไรเลย น่าจะไม่ใช่ของที่ขโมยมาจากคลังหลวงหรอก” ลู่ตงซานเพิ่งผ่อนลมหายใจได้ครึ่งหนึ่ง ก็ได้ยินเฉินสวี่อันพูดอย่างหนักแน่น
“ถ้าไม่ได้ขโมยมาจากคลังหลวง ก็มีแต่จะเป็นการหล่อขึ้นเองเป็นการส่วนตัว หากถูกพบเข้านี่มันโทษประหารทั้งเก้าชั่วโคตรเลยนะ!”
“ซี๊ด!”
ลู่ตงซานสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ทรุดลงไปนั่งที่เดิมอีกครั้ง หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่งเขาก็รีบปิดหีบล็อกกุญแจ และยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเลยใส่ล็อกเพิ่มเข้าไปอีก ก่อนจะพูดอย่างร้อนรน
“ฟ้ามืดเมื่อไหร่ข้าจะขนเจ้านี่กลับไปที่หมู่บ้าน แล้วโยนทิ้งแม่น้ำยงเจียงซะ ทีนี้ก็ไม่มีใครรู้ไม่ใครเห็นแล้ว!” ดวงตาของเฉินสวี่อันเป็นประกาย นางปรบมือแล้วพูด
“ความคิดดี! เอาตามนั้นเลย!”
เมื่อสองสามีภรรยาตกลงกันได้ ความเครียดก็มลายหายไป ทั้งสองจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วออกจากห้อง ล็อกประตูห้องนอนไว้แล้วเดินไปที่ห้องโถงใหญ่ด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นปกติ เตรียมตัวดื่มน้ำชาจากลูกสะใภ้
อู๋จวงลวี่สมกับเป็นคนที่ฮูหยินอู๋อบรมมาอย่างดี กิริยามารยาทนั้นไม่มีที่ติ อีกทั้งยังมาจากตระกูลบัณฑิต กลิ่นอายความรู้จึงเข้มข้น ไม่เพียงแต่สามารถโต้ตอบกลอนกับลู่หยวนเว่ยได้ แต่ยังแต่งคำประพันธ์ร่วมกันได้อีก
แม้เมื่อคืนทั้งคู่จะไม่ได้ร่วมหอกันเพียงแต่นอนคุยกันใต้ผ้าห่ม แต่กลับพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ช่างเป็นคู่สามีภรรยาที่เข้ากันได้อย่างดี เฉินสวี่อันสังเกตเห็นบรรยากาศที่แฝงความหวานชื่นระหว่างทั้งสองก็รู้สึกวางใจขึ้นมาก นางมองดูทั้งคู่ที่ส่งสายตาให้กันจึงลดสายตาลงแล้วพูด
“พวกเจ้าเพิ่งแต่งงานกัน อีกสี่วันต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม เอาไว้ค่อยกลับไปเยี่ยมชาวบ้านที่หมู่บ้านหลังจากกลับจากบ้านเดิมเถอะ ปีนี้บ้านเรามีเรื่องมงคลเยอะ ถ้าที่หมู่บ้านจะจัดงานใหญ่โตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้วล่ะ” ลู่หยวนเว่ยมองไปที่อู๋จวงลวี่เพื่อขอความเห็น เขาจะอย่างไรก็ได้แต่ต้องให้อู๋จวงลวี่มีความสุขด้วยถึงจะดี