บทที่ 296 ผู้ไร้นามเผยโฉม (อ่านฟรี 23/10/69)
บทที่ 296 ผู้ไร้นามเผยโฉม (อ่านฟรี 23/10/69)
บทที่ 296 ผู้ไร้นามเผยโฉม
“เมื่อวานนี้จัดงานใหญ่ไปแล้ว ทางหมู่บ้านจัดแบบเรียบง่ายก็ได้เจ้าค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องแล้วแต่ความประสงค์ของท่านพ่อท่านแม่ ลูกสะใภ้ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ” อู๋จวงลวี่ยิ้มแย้มพลางกล่าวอย่างอ่อนหวาน
เมื่อวานตอนกราบไหว้ฟ้าดิน แม้กระทั่งท่านนายอำเภอและฮูหยินนายอำเภอยังมาให้เกียรติร่วมงาน นางได้รับทั้งหน้าตาและเกียรติยศไปเต็มที่แล้ว จึงไม่คิดจะไปจุกจิกเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยพวกนั้น เฉินสวี่อันเองก็ตั้งใจเช่นนั้นอยู่แล้วจึงยิ้มออกมาทันที
“ถ้าเช่นนั้นถึงเวลาก็เชิญเพียงครอบครัวที่คุ้นเคยกันมากินข้าวด้วยกันก็พอแล้ว พอดีแม่กับพ่อของเจ้าต้องรีบกลับไปจัดการงานก่อน พวกเจ้าค่อยตามมาทีหลังนะ”
อู๋จวงลวี่ชะงักไป นางเตรียมตัวที่จะปรนนิบัติพ่อแม่สามีไว้แล้ว แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น ลู่หยวนเว่ยเห็นนางทำหน้าเหวอจึงนึกขำแล้วรับปากแทนให้ จนกระทั่งเฉินสวี่อันขึ้นรถม้าไปแล้ว อู๋จวงลวี่ยังคงงุนงงไม่หายพลางพูดพึมพำ
“ท่านพ่อท่านแม่กลับกันไปเองแบบนี้เลยหรือ แล้วไม่ต้องมีบ่าวรับใช้ติดตามไปสักคนหรือ” ลู่หยวนเว่ยมองส่งรถม้าที่ห่างออกไปพลางอธิบายด้วยความขบขัน
“เมื่อก่อนตอนที่บ้านยังไม่มีบ่าวรับใช้ ท่านพ่อท่านแม่ก็เดินทางไปมาแบบนี้ตลอด พวกท่านคุ้นเคยกันแบบนี้แล้วล่ะ ยิ่งเวลาที่อยู่กันสองคนยิ่งได้คุยเรื่องส่วนตัวกัน บางทีท่านแม่ของข้าอาจจะนึกสนุกให้ท่านพ่อพาไปเที่ยวเล่นที่ไหนต่อที่ไหนก็ได้นะ!”
อู๋จวงลวี่เบิกตากว้างอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งรู้สึกแปลกใหม่และโหยหาชีวิตเช่นนั้น ลู่หยวนเว่ยเดินไปได้สองก้าวแล้วเห็นนางยังไม่ตามมา จึงหันกลับไปพบกับสีหน้าที่ยังแสดงความทึ่งของอู๋จวงลี่ ดวงตาของเขาจึงยิ้มออกมา
“หากเจ้าชอบ ไว้วันหลังเมื่อข้ามีเวลาว่างจะพาเจ้าไปเที่ยวเล่นบ้างนะ”
ใบหน้าของอู๋จวงลวี่แดงระเรื่อขึ้นมา นางจับมือที่ลู่หยวนเว่ยยื่นมาให้ด้วยความดีใจเปี่ยมล้น เฉินสวี่อันผู้ที่ลู่หยวนเว่ยบอกว่า ‘นึกสนุก’ ในตอนนี้นั้น กำลังเดินทางออกจากตัวอำเภอพร้อมกับลู่ตงซานด้วยท่าทีราวกับขโมย
จนกระทั่งพ้นประตูเมืองออกมานั่นแหละ นางถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนนี้นางรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่พอมีหน้ามีตาอยู่ในตัวอำเภอ ทหารเฝ้าประตูเมืองต่างจำพวกเขาได้จึงไม่ได้หยุดตรวจค้นพวกเขาเป็นพิเศษ
รถม้าแล่นไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเข้าหมู่บ้านซานฝูมาแล้วก็ยังมีคนมาทักทายลู่ตงซานเป็นระยะ ต้องคอยหยุดและออกตัวกว่าจะถึงบ้านก็ใกล้ค่ำเต็มที
สองสามีภรรยาสบตากันอย่างรู้ใจ อดทนรอจนกระทั่งบ่าวรับใช้ทุกคนเข้านอนหมดแล้ว จึงพากันย่องออกจากบ้านอย่างลับๆ จากบ้านของพวกเขาไปจนถึงแม่น้ำยงเจียงนั้นไม่ไกลนัก
แต่คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดและลมแรง เส้นทางบนเขามองไม่เห็นอะไรเลย ลู่ตงซานต้องคอยดูแลเฉินสวี่อันด้วย ทำให้ความเร็วในการเดินทางช้าลงมาก ในที่สุดก็ใกล้จะถึงแม่น้ำยงเจียงแล้ว เมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล เฉินสวี่อันก็เผยรอยยิ้มอย่างโล่งอก หอบหายใจแล้วกล่าว
“ในที่สุดก็ถึงเสียที! อยากพักสักหน่อยไหมเจ้าคะ” ลู่ตงซานส่ายหน้าในความมืดแล้วกล่าว
“รีบจัดการโยนเจ้านี่ทิ้งไปข้าถึงจะวางใจได้ ตอนนี้จะให้พักข้าก็นั่งไม่ติดหรอก เจ้าอยากพักหรือ”
เฉินสวี่อันยังไม่ทันได้ตอบ ลู่ตงซานก็ร้องโอ๊ยออกมาด้วยความเจ็บปวดกะทันหัน เขาตื่นตัวและกวาดสายตามองไปรอบๆ
“ใครน่ะ”
“อะไรหรือ”
หัวใจของเฉินสวี่อันแทบจะกระดอนขึ้นมาอยู่ที่ลำคอ นางคว้าแขนลู่ตงซานแน่น เริ่มตื่นตระหนกกับทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว ลู่ตงซานเงี่ยหูฟังอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ จึงรีบปลอบใจ
“ไม่เป็นไร สงสัยลูกไม้บนต้นไม้คงร่วงลงมา”
“อ๋อ...” เฉินสวี่อันถามขึ้นด้วยความเอะใจหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง
“แต่ตอนนี้มันเพิ่งจะเดือนห้า มันมีผลไม้ป่าอะไรออกผลแล้วหรือ”
“…..”
ในความมืด สองสามีภรรยาสบตากันแล้วกอดกันแน่นขึ้นกว่าเดิม ลู่ตงซานให้เฉินสวี่อันเกาะเขาไว้ให้แน่น ในขณะที่เขากำลังก้าวเท้าไปข้างหน้าพร้อมกับหีบใบนั้นอีกก้าว
เขาก็ถูกตีอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด จนเขารู้สึกเจ็บจนน้ำตาแทบไหล เฉินสวี่อันกังวลใจอย่างที่สุด เสียงของนางสั่นเครือจนเกือบจะร้องไห้
“ตงซาน อย่าทำให้ข้าตกใจสิ! ท่านบาดเจ็บหรือเปล่า” ลู่ตงซานลูบหัวตัวเองพลางส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรๆ แค่ดูท่าว่าคงไปแม่น้ำยงเจียงไม่ได้แล้วล่ะ”
“ไปไม่ได้ก็ไม่ต้องไป เราขุดหลุมฝังมันตรงนี้เลยเถอะ!” เฉินสวี่อันกล่าวด้วยความโมโห ลู่ตงซานชะงัก
“จะดีหรือ”
คนผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าแอบฟังอยู่ใกล้ๆ หากทำเช่นนี้พวกเขาจะถูกล้างแค้นหรือไม่ เฉินสวี่อันรออยู่ครู่หนึ่ง แล้วผลักลู่ตงซานออก
“ท่านอย่าขยับ ข้าทำเอง!”
นางอยากจะรู้นักว่าเจ้าคนมีลับลมคมในที่คอยจ้องจะเล่นงานครอบครัวนางนั้นเป็นใคร จากนั้นในความมืดเฉิสวี่อันก็ลากหีบที่หนักพอๆ กับตัวนางไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก
คราวนี้ไม่มีลูกไม้ป่าร่วงลงมาอีกแล้ว มีเพียงเสียงฝีเท้าของคนแปลกหน้าที่ค่อยๆ เข้ามาใกล้ในความมืดเท่านั้น ลู่ตงซานเองก็เติบโตมาบนเขาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหว ร่างกายเขาก็เกร็งขึ้นมาทันที
“ใครน่ะ” เฉินสวี่อันเหงื่อท่วมตัว นางยืดตัวขึ้นด้วยสายตาเลื่อนลอย หอบหายใจอย่างหนัก
“เป็นอะไรไปหรือ”
ลู่ตงซานจ้องมองไปที่เบื้องหลังของนางเขม็ง ทันใดนั้นเขาก็คว้าตัวนางเข้ามากอดไว้ ในเงาต้นไม้ที่ดูราวกับมีมือมีเท้ากางออกมานั้น มีร่างมืดดำร่างหนึ่งปรากฏให้เห็นเลือนรางภายใต้แสงจันทร์อันริบหรี่ เฉินสวี่อันเพ่งมองดูชัดๆ แล้วถึงกับตกใจจนเกือบเป็นลม
ในห้องโถงบรรพบุรุษตระกูลลู่ที่เงียบสงัด แสงเทียนริบหรี่ไหววูบ ชายคนหนึ่งคุกเข่าอยู่บนเบาะรองนั่งหลังตรงแหน่ว เขารับธูปจากมือลู่ตงซานมาคำนับอย่างเคร่งขรึม แล้วโขกศีรษะให้อีกสามครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว
ท่าทางที่ปราดเปรียวบอกให้รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้มีฝีมือดี สายตาของเฉินสวี่อันยังคงจับจ้องอยู่ที่ชายผู้นั้น แม้ภายนอกจะดูสงบ แต่ภายในใจกลับมีคลื่นลมปั่นป่วนอย่างหนัก
ส่วนลู่ตงซานนั้นทั้งตื่นเต้น ทั้งประหม่า และไม่อยากจะเชื่อสายตา เมื่อชายผู้นั้นทำพิธีเสร็จ เขาก็ถามขึ้นอย่างไม่อดทน
“ท่านคือพี่ใหญ่ของข้าจริงๆ หรือ” ลู่โหย่วเฉิงกระตุกมุมปาก ยืนเอามือไพล่หลัง สบตาลู่ตงซานแล้วกล่าว
“ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ”
“แล้วสิ่งเหล่านี้...” ลู่ตงซานมองหีบไม้จันทน์หอมใบนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ลู่โหย่วเฉิงกลับกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“ก็แค่ของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยน่ะ ข้าตั้งใจจะส่งให้หลานชายของข้า”
“…..” ลู่ตงซานและเฉินสวี่อัน
ถ้านี่เรียกว่าของเล่นชิ้นเล็ก แล้วอะไรถึงจะเรียกว่าของชิ้นใหญ่ล่ะ ลู่โหย่วเฉิงไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่สามีภรรยาคู่นี้คิดเลยสักนิด หลังจากนั่งลงอย่างใจเย็น เขาก็จ้องมองใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเขาแต่ดูอ่อนวัยกว่าของลู่ตงซานแล้วถอนใจ
“หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว! โชคดีที่ข้างกายท่านพ่อท่านแม่ยังมีเจ้าอยู่ ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่กล้าจินตนาการเลยว่าชีวิตช่วงหลังของพวกท่านจะเป็นอย่างไร! ที่จริงเป็นข้าเองที่เป็นลูกอกตัญญู ไม่สามารถอยู่เคียงข้างพวกท่าน และไม่สามารถแม้แต่จะพบหน้าพวกท่านเป็นครั้งสุดท้าย”
ตระกูลลู่ของพวกเขาสืบสายเลือดมาอย่างเรียบง่าย พอมาถึงรุ่นของเขา มารดาของเขาก็ไม่ได้มีบุตรอีกหลังจากคลอดเขาและน้องสาว ท่านพ่อท่านแม่รักและทะนุถนอมพวกเขาสองพี่น้องประดุจสมบัติล้ำค่า
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในภายหลัง โชคดีที่ท่านแม่ของเขาคลอดลู่ตงซานออกมา ไม่เพียงแต่ช่วยสืบทอดวงศ์ตระกูล ยังช่วยพัฒนาตระกูลลู่มาได้ดีขนาดนี้!
เมื่อพูดถึงพ่อแม่ ความตื่นเต้นของลู่ตงซานก็หายไปเกินครึ่ง เขามองไปที่ลู่โหย่วเฉิงแล้วถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ในเมื่อท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้า และมีเงินทองมากมายขนาดนี้ ทำไมถึงไม่กลับมาเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่สักครั้งล่ะ เพราะการหายตัวไปของท่าน ท่านพ่อท่านแม่ถึงได้พาลโกรธพี่หญิงใหญ่จนส่งนางไปที่อื่น... ท่านแม่จนตายก็ยังคลายปมในใจไม่ได้”
ไอสังหารจากลู่โหย่วเฉิงพลันเข้มข้นขึ้นราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะพุ่งเข้าจู่โจม ทำเอาคนรู้สึกหวาดกลัว เขาตระหนักได้ว่าลู่ตงซานและเฉินสวี่อันกำลังระแวดระวัง จึงเก็บไอสังหารลงแล้วกล่าวเสียงต่ำ
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากกลับมา แต่ข้ากลับมาไม่ได้ ตัวข้าเองก็ไม่อาจกำหนดชีวิตตัวเองได้ ต่อให้เป็นตอนนี้ ข้าก็ยังไม่สามารถปรากฏตัวขึ้นมาในที่แห่งนี้อย่างเปิดเผยได้ หากไม่ใช่เพราะเจ้า เจ้าคนซื่อบื้อที่คิดจะเอาทองพวกนี้ไปทิ้งแม่น้ำ ข้าก็คงไม่มีวันปรากฏตัวเด็ดขาด” ลู่ตงซานผู้ซื่อบื้อรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย เขาพึมพำอย่างไม่เต็มใจ
“ข้าไม่ได้ซื่อบื้อเสียหน่อย!” ลู่โหย่วเฉิงขี้เกียจแม้แต่จะมองหน้าเขา เขาแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน
“ไม่ซื่อบื้อแล้วจะเอาทองคำทั้งหีบไปทิ้งในแม่น้ำยงเจียงหรือ ไม่ซื่อบื้อแล้วจะเอาของมีค่าไปฝังดินหรือ ไม่ซื่อบื้อแล้วจะพาหยวนเว่ยที่ไม่มีวิชาความรู้ในป่าไปล่าห่านป่าในป่าลึกที่ไม่คุ้นเคยหรือ ตัวเองก็โตมาในป่าเขาแท้ๆ ไม่รู้หรือไงว่าตอนนั้นห่านป่ามันไม่มีเหลือแล้ว”
“ซี๊ด!” ลู่ตงซานสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ เขาเพิ่งจะตาสว่างในบัดดล ลุกพรวดขึ้นยืนตาเบิกกว้าง
“คนที่พูดวันนั้นคือท่านหรือ”
“ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าใครจะมีน้ำใจปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆ แบบนั้นล่ะ” ลู่โหย่วเฉิงกลอกตาจนแทบจะขึ้นไปบนฟ้า