LNCrawler

บทที่ 297 คนซื่อบื้อย่อมมีโชคลาภ (อ่านฟรี 24/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 297 คนซื่อบื้อย่อมมีโชคลาภ (อ่านฟรี 24/10/69)

บทที่ 297 คนซื่อบื้อย่อมมีโชคลาภ

 

ลู่ตงซานถูกต้อนจนพูดไม่ออก กลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วนั่งลงอย่างว่านอนสอนง่าย ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว มิน่าล่ะทำไมพวกเขาสองพ่อลูกถึงรอดชีวิตมาได้ทั้งที่ไปเห็นเรื่องพวกนั้น 

ที่แท้ก็เพราะลู่โหย่วเฉิงอยู่ที่นั่นเอง แต่พอนึกถึงคราบเลือดเหล่านั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวลแล้วถาม

“พี่ใหญ่ ถ้าเช่นนั้นห่านคู่นั้นท่านเป็นคนให้มาหรือ แล้ว... แล้ววันนั้นท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือขอรับ”

​ลึกๆ แล้วเขาไม่อยากให้ลู่โหย่วเฉิงไปทำเรื่องฆ่าฟันหรือวางเพลิง ลู่โหย่วเฉิงมองเขาด้วยสายตาอ่อนลงแล้วกล่าวเสียงต่ำ

“ห่านคู่นั้นข้าเป็นคนให้จริงๆ ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ฐานะของพวกเจ้า ตอนนั้นข้าตั้งใจจะฆ่าปิดปากอยู่แล้ว แต่พอเห็นใบหน้าของเจ้าเข้าก็เลยชะงักไป ต่อมาพอเจ้าบอกชื่อแซ่ ข้าก็รู้ทันทีว่าเจ้าเป็นใคร ย่อมไม่ทำร้ายพวกเจ้าอยู่แล้ว

​บางเรื่องเจ้าไม่รู้จะดีเสียกว่า แต่เรื่องวันนั้นไม่มีอะไรต้องปิดบังหรอก ข้าพบรังโจรกลุ่มหนึ่งในป่าลึกนั้น พวกมันมีทรัพย์สินมากมาย ข้าก็เลยจัดการกวาดล้างโจรเหล่านั้นและย้ายข้าวของจากรังของพวกมันออกมาจนเกลี้ยง 

ตอนนี้พอจะมีทรัพย์อยู่บ้าง ของขวัญที่ให้พวกเด็กๆ ก็ได้มาจากตรงนั้นแหละ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นพวกเจ้าวางใจเก็บไว้ใช้ได้เลย 

หากรู้สึกว่าทองแท่งมันดูสะดุดตาจนนำไปใช้ยาก ก็ส่งมาให้ข้าจัดการเถอะ เดี๋ยวข้าจะทำเป็นทองแผ่นรูปแบบต่างๆ ให้ รับรองว่าเอาไปใช้จ่ายได้คล่องมือแน่นอน”

เสียงดัง ‘โครม!’ ลู่ตงซานถึงกับขาสั่นพับด้วยความตกใจในน้ำเสียงของพี่ชายตน จนลื่นไถลตกจากเก้าอี้ลงไปกองกับพื้น​ เฉินสวี่อันรู้สึกพูดไม่ออก นางคว้าคอเสื้อด้านหลังของลู่ตงซานไว้แล้วกัดฟันพูด 

“ดูท่านทำตัวเข้า! ตั้งสติหน่อยสิ!”

​“ตั้งสติๆ...” ลู่ตงซานพึมพำสองสามคำ พอตั้งสติได้ก็แทบจะร้องไห้ออกมา 

“เมียจ๋า เรื่องนี้จะให้ตั้งสติได้ยังไงกัน! พี่ใหญ่ เงินมากมายขนาดนี้ข้าเก็บไว้แล้วนอนไม่หลับจริงๆ หรือว่าเรา...” ​เขายังพูดไม่ทันจบ เฉินสวี่อันก็พูดแทรกขึ้นมา

“หรือว่าเปลี่ยนเป็นแผ่นทองเอามาให้ข้าเก็บไว้ดีกว่า! ข้าไม่ถือหรอกนะถ้าจะมีเยอะ!”

ลู่ตงซานหันขวับกลับมาทันที เขาไม่รู้แล้วว่าจะต้องทำสีหน้าอย่างไรต่อหน้าเฉินสวี่อันดี ​ในทางกลับกันลู่โหย่วเฉิงกลับมองนางด้วยสายตาที่ชื่นชมมากขึ้น 

“ดี! กล้าหาญดีมาก ตงซานได้เจ้าเป็นภรรยานับว่าเป็นบุญของเขา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น อีกสองวันข้าจะให้คนเอาแผ่นทองไปส่งให้ถึงที่ ครั้งนี้อย่าได้เอาไปทิ้งในแม่น้ำยงเจียงอีกนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะจัดการเจ้าแน่!”

ลู่โหย่วเฉิงทำท่าขู่ ทำเอาลู่ตงซานส่ายหัวรัวๆ ได้แต่มองดูทั้งสองคนตกลงเรื่องทองคำกันด้วยสีหน้าขมขื่น ​เมื่อเห็นว่าฟ้าใกล้สว่างแล้ว ลู่โหย่วเฉิงก็ลุกขึ้นยืนพลางกล่าว

“ถึงเวลาแล้ว ข้าคงต้องลาไปก่อน” ลู่ตงซานชะงักไป ก่อนรีบรั้งตัวเขาไว้ 

“พี่ใหญ่ ที่นี่ก็เป็นบ้านของท่านเหมือนกัน ท่านจะไปที่ไหนอีก” ​แววตาของลู่โหย่วเฉิงมีความอบอุ่นขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาพยักหน้าแล้วกล่าว 

“ข้ายังมีเรื่องต้องทำ แค่ได้กลับมากราบไหว้ท่านพ่อท่านแม่ก็พอใจมากแล้ว เจ้าจงดูแลตระกูลลู่ให้ดี พี่ใหญ่หวังว่าตระกูลลู่จะรุ่งเรืองขึ้นในมือของเจ้านะ!”

​“พี่ใหญ่โปรดวางใจ! ข้าจะทำอย่างสุดความสามารถ!” ลู่ตงซานตบหน้าอกรับปาก ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่ทำให้เขาอยากสร้างเนื้อสร้างตัวให้ยิ่งใหญ่ได้เท่าครั้งนี้มาก่อน

ลู่โหย่วเฉิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะถือหีบทองคำใบนั้นเดินออกจากบ้านไป แล้วหายตัวไปในความมืดของราตรีกาลอย่างรวดเร็ว ในห้องโถงบรรพบุรุษเหลือเพียงสองสามีภรรยาอยู่ตามลำพัง ผ่านไปครู่ใหญ่ลู่ตงซานจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ

“ข้าไม่นึกเลยว่าจะมีชีวิตอยู่จนได้พบกับพี่ใหญ่ หากท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ ท่านจะจากไปโดยไร้ซึ่งความเสียดายหรือไม่”

​“เพียะ!” เสียงตบหน้าดังขึ้นอีกครั้ง เฉินสวี่อันฟาดเขาไปฉาดหนึ่ง 

“ฝันกลางวันอะไรของท่าน! ตื่นได้แล้ว! ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าพี่ใหญ่ของท่านไปเจอกับอะไรมาตลอดหลายปีนี้ แล้วเหตุใดถึงไม่สามารถช่วยตัวเองได้จนไม่สามารถกลับมาดูหน้าครอบครัวได้เลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

อีกอย่างตอนนี้เขากำลังทำเรื่องอันตรายอยู่หรือเปล่า นั่นมันรังโจรเชียวนะ บอกจะกวาดล้างก็กวาดล้างได้ง่ายๆ พี่ใหญ่ของท่านเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนธรรมดา เรื่องพวกนี้ท่านไม่สงสัยหรือ แล้วจะมามัวคิดเรื่องฟุ้งซ่านไปทำไมกัน!”

ลู่ตงซานถูกดุจนตัวลีบไปครึ่งหนึ่ง ทั้งน้อยใจทั้งอัดอั้นในใจ ​เฉินสวี่อันกลับเอาแต่คิดเรื่องของลู่โหย่วเฉิง ในชาติก่อนคนผู้นี้ไม่เคยปรากฏตัวเลย หรืออาจจะปรากฏตัวแล้วแต่นางไม่รู้เรื่อง 

ทว่าตระกูลลู่จนกระทั่งนางตายก็ไม่เคยรุ่งเรืองขึ้นมาเลย ไม่รู้ว่ามีอะไรผิดพลาดไป ทำไมถึงรู้สึกว่าในชาตินี้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน ​ยิ่งคิดนางก็ยิ่งกลัดกลุ้ม จนคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นจนหนีบแมลงวันตายได้เลย ลู่ตงซานเห็นดังนั้นจึงรีบปลอบ 

“เมียจ๋า ข้าว่าเรื่องพวกนั้นต่อให้คิดไปเราก็คิดไม่ออกหรอก เหมือนที่พี่ใหญ่บอก รู้มากไปไม่เป็นผลดีต่อเรา สู้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียดีกว่า คนซื่อบื้อย่อมมีโชคลาภ จริงไหม” ​เฉินสวี่อันชะงักไป มองลู่ตงซานอย่างละเอียดแล้วพลันยิ้มออกมา 

“พูดไปแล้วมีประโยคหนึ่งที่ท่านพูดได้ถูกนะ!”

​“อะไรหรือ” ลู่ตงซานทำหน้ามึนงง

​“โง่จริง!” เฉินสวี่อันเคาะหัวเขา 

“ก็คำว่า ‘คนซื่อบื้อย่อมมีโชคลาภ’ ไงล่ะ! ดูสภาพท่านตอนนี้สิ ไม่ใช่เหมือนโชคลาภหล่นทับหรืออย่างไร ฐานะที่ท่านสะสมมาตลอดหลายปีนี้ ยังเทียบไม่ได้กับของขวัญที่เขาให้มาเมื่อครู่นี้เลย!” ลู่ตงซานได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปมา คำชมนี้ฟังดูแล้วไม่เห็นจะน่ายินดีตรงไหนเลย

​“เอ๊กอี๊เอ๊กเอ๊ก...” เสียงไก่ขันดังมาจากด้านนอก เฉินสวี่อันหาวออกมาอย่างง่วงงุน เปลือกตาแทบจะปิดอยู่แล้ว นางกล่าวอย่างหมดแรง

“กลับไปนอนก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันวันหลัง คืนนี้วุ่นวายจนแขนข้าแทบจะหลุดอยู่แล้ว!”

ลู่ตงซานเห็นอย่างนั้นจึงรีบอุ้มภรรยาในท่าเจ้าสาวกลับเข้าห้อง ทั้งสองล้มตัวลงนอนก็หลับสนิทราวกับไม่ได้สติ อาจเป็นเพราะความกังวลในใจมลายหายไป คืนนี้ทั้งคู่จึงหลับอย่างสบายใจจนถึงเที่ยงวันกว่าจะตื่น 

โชคดีที่เจ้าของบ้านตัวจริงมีเพียงสองสามีภรรยา ไม่อย่างนั้นคงอับอายขายหน้าแน่ ​ก่อนหน้าที่ลู่หยวนเว่ยจะกลับมาหนึ่งวัน ลู่โหย่วเฉิงได้ส่งหีบที่เต็มไปด้วยแผ่นทองกลับมาให้

คราวนี้ลู่ตงซานไม่ได้พูดจาเหลวไหลอะไรอีก เพียงแต่รีบจัดการนำของเหล่านั้นไปเก็บไว้ในที่ของเฉินสวี่อันด้วยความรวดเร็ว

“…..” เฉินสวี่อัน

​“วางไว้แบบนี้จะปลอดภัยหรือ” เฉินสวี่อันถามขึ้นลอยๆ ลู่ตงซานปวดหัวจนแทบคลั่ง 

“แล้วเจ้าว่าควรทำอย่างไรดีล่ะ” ​เฉินสวี่อันเหลือบมองออกไปด้านนอก แววตาของนางอ่อนลงขึ้นเล็กน้อย 

“ซื้อที่ดินอีกสักแห่งเถอะ คราวนี้ท่านให้จินหมิงออกหน้า ไปจ้างคนมาจัดการ ซื้อที่ที่ไม่มีใครสนใจจะดีที่สุด จากนั้นก็สร้างเรือนรับรองขึ้นมา ทำห้องลับใต้ดินเอาไว้ แล้วค่อยนำทองพวกนี้ไปซ่อนไว้ที่นั่น มีเพียงเราสองสามีภรรยาเท่านั้นที่รู้” ลู่ตงซานพยักหน้าหงึกหงัก แล้วเอ่ยถามขึ้นในท้ายที่สุด

“เจ้าไว้ใจจินหมิงขนาดนั้นเชียวหรือ” ​เฉินสวี่อันกะพริบตาอย่างแปลกใจ แล้วย้อนถามกลับไป

“หรือท่านคิดว่าเขาไม่น่าไว้ใจ” ลู่ตงซานตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย 

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร หากแม้แต่จินหมิงยังไม่น่าไว้ใจ ก็คงไม่มีใครน่าไว้ใจอีกแล้ว! ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ เจ้ารอฟังข่าวอยู่ที่บ้านก็พอ”

​วันรุ่งขึ้นลู่หยวนเว่ยกลับมาที่หมู่บ้านซานฝูพร้อมกับอู๋จวงลวี่และลู่หยวนจง ​เฉินสวี่อันบอกให้บ่าวรับใช้ไปตามหลี่เอ้อโก่ว ฝูกวง และคนอื่นๆ ในหมู่บ้านมา 

ท้ายที่สุดก็จัดเลี้ยงไปได้สี่ถึงห้าโต๊ะ ทั้งชายและหญิงรวมกัน โดยมีเฉินสวี่อันพาอู๋จวงลวี่ไปแนะนำตัวกับเย่ซานเหนียงและคนอื่นๆ ​จ้าวเหลียนจึงกล่าวอย่างอิจฉา

“พี่สะใภ้ ท่านช่างมีบุญเหลือเกิน หยวนเปาแต่งกับสะใภ้ที่มาจากเมืองมณฑล หยวนเว่ยก็ได้แต่งกับลูกสาวท่านอาจารย์อู๋ รอให้หยวนซิงแต่งกับสาวจากตระกูลบัณฑิตกลับมาให้ท่านอีกคน คราวนี้ท่านก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลอีกแล้ว!” ​เฉินสวี่อันปิดปากหัวเราะเบาๆ 

“พูดอะไรอย่างนั้น! เจ้าเองก็มีบุญไม่ใช่หรือ เมิ่งเจี๋ยก็ใกล้จะได้พูดคุยเรื่องแต่งงานแล้ว จื่อกงอีกสองสามปีก็น่าจะถึงตาของเขา ได้ยินว่าหลายบ้านเริ่มถามไถ่กันแล้ว ต่อไปเจ้าคงได้ยุ่งแน่ๆ”

​จ้าวเหลียนหัวเราะจนหุบปากไม่ลง แต่ในใจนางรู้ดีว่าลูกชายของนางคงไม่มีทางเทียบกับลูกๆ ของตระกูลลู่ได้ ทั้งฐานะทางบ้านและความสามารถ ดีที่ท่านอาจารย์อู๋บอกว่าหากเมิ่งเจี๋ยสอบช้าไปสักสองปีก็ยังมีความหวังมาก ใครใช้ให้เขาเริ่มเรียนช้าเองเล่า!

​พอนึกถึงเรื่องนี้จ้าวเหลียนก็นึกเสียดาย หากตอนนั้นส่งลูกไปเข้าสำนักศึกษาเร็วกว่านี้ ป่านนี้เขาอาจจะได้ลงสอบพร้อมกับหยวนเว่ยไปแล้ว และได้เป็นถงเซิงเหมือนกับหยวนเว่ยไปแล้วก็ได้ 

ส่วนเรื่องที่เฉินสวี่อันบอกว่ามีคนมาถามไถ่เรื่องครอบครัวนางนั้นก็เป็นเรื่องจริง เพียงแต่ก็เป็นแค่สาวๆ ในหมู่บ้านหรือละแวกใกล้เคียง ซึ่งจะไปเทียบกับสะใภ้ทั้งสองของตระกูลลู่ที่มีพื้นเพดีเลิศขนาดนั้นได้อย่างไร!