LNCrawler

บทที่ 29 เมียจ๋าคนงามกับแผนเผาป่าสุดอันตราย

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 29 เมียจ๋าคนงามกับแผนเผาป่าสุดอันตราย

บทที่ 29 เมียจ๋าคนงามกับแผนเผาป่าสุดอันตราย

 

วันรุ่งขึ้นลู่ตงซานยังคงเข้าป่าไปทำงานอย่างกระฉับกระเฉงตามปกติ ส่วนไก่ป่าและกระต่ายป่าที่ล่ามาได้นั้นเขาเก็บไว้เพียงตัวเดียว ที่เหลือฝากให้สหายในหมู่บ้านช่วยนำไปขายในตำบล ซึ่งก็แลกเงินกลับมาได้ร้อยกว่าอีแปะ

​ส่วนเฉินสวี่อันก็พาลู่หยวนเปาและลู่หยวนเซินไปแผ้วถางที่ดินตรงเนินเขาหลังบ้าน บ้านของพวกเขาตั้งอยู่สุดทางกึ่งกลางเขา หลังบ้านจึงเป็นที่ลาดชันซึ่งไม่มีใครมาดูแล ไม่มีใครเดินผ่าน และไม่มีใครมองเห็น 

การแอบบุกเบิกที่ดินที่นี่จึงไม่มีใครล่วงรู้ได้ ทว่าเพราะเป็นเช่นนั้น บนเนินเขาจึงไม่เพียงมีวัชพืชขึ้นรกชัฏเท่านั้นแต่ยังมีงูชุมอีกด้วย พวกเขาจึงต้องคอยโรยยาไล่แมลงรอบรั้วไม้ไผ่อยู่เป็นประจำ ไม่อย่างนั้นพวกมันคงเลื้อยเข้ามาในลานบ้านตั้งนานแล้ว

​การบุกเบิกที่ดินบนเนินเขานั้นยากลำบาก หากหวังพึ่งแรงของพวกเขาไม่กี่คนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เมื่อตรองดูแล้วเฉินสวี่อันจึงตัดสินใจกำหนดขอบเขตที่ดินที่จะบุกเบิกก่อน 

จากนั้นถางวัชพืชรอบๆ ให้เตียน ส่วนที่เหลือก็กะว่าจะแอบจุดไฟเผาในช่วงที่ฟ้ามืดสนิท ขอเพียงดับไฟให้หมดก่อนรุ่งสางและไม่ทิ้งร่องรอยควันไฟไว้ ก็จะไม่มีใครสังเกตเห็น ลู่หยวนเปาได้ฟังแผนการของเฉินสวี่อันก็ถึงกับอึ้งตะลึงงัน 

“ท่านแม่ขอรับ ถ้าทำไม่ดีขึ้นมานี่มันจะกลายเป็นการวางเพลิงเผาป่าเลยนะ!”

​“แม่ถึงได้บอกไงว่าช่วงสองวันนี้ยังทำไม่ได้ ต้องรอคืนที่ลมสงบก่อนค่อยเผา” 

เฉินสวี่อันตัดสินใจแน่วแน่แล้วเริ่มลงมือขุดดิน ลู่หยวนเปาตัวสั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาไม่ได้เอ่ยปากคัดค้าน ทว่าในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นลึกๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกท่านแม่พาเสียคนไปเสียแล้ว แต่เหตุใดการมีท่านแม่แบบนี้ถึงทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างประหลาด เจ้าหนูตัวน้อยได้แต่คิดแต่ก็ไม่เข้าใจ สุดท้ายก็เลิกคิดไปเสียดื้อๆ

​ตามความต้องการของเฉินสวี่อัน ลู่หยวนเปาช่วยขีดเขตที่ดิน ส่วนลู่หยวนเซินก็คอยเดินตามหลังทั้งสองคนเพื่อถางวัชพืช แม่ลูกทั้งสามคนประสานงานกันทำอยู่ค่อนวัน แต่พอเงยหน้าขึ้นมอง กลับพบว่ายังจัดการไปไม่ได้ถึงหนึ่งในสิบส่วนด้วยซ้ำ

​เฉินสวี่อันรู้สึกท้อแท้ ลู่หยวนเซินนถึงกับอึ้ง ส่วนลู่หยวนเปายิ่งรู้สึกว่าท่านแม่ของเขาช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก วัชพืชพวกนี้มันควรจะถูกเผาทิ้งจริงๆ นั่นแหละ ถ้าขุดเอาแบบนี้มีหวังต้องทำกันไปจนถึงชาติหน้าแน่ๆ

​ตกเย็นเมื่อลู่ตงซานกลับถึงบ้าน ครั้งนี้เขาไม่ได้หิ้วของป่ามา แต่กลับถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยกุ้งก้ามแดงมาให้เฉินสวี่อันแทน ​เฉินสวี่อันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง 

“กุ้งในลำธารนั่นคงไม่ได้ถูกท่านจับจนสูญพันธุ์ไปหมดแล้วหรอกนะเจ้าคะ” ลู่ตงซานล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ดื่มน้ำเย็นอึกใหญ่พลางหอบหายใจ 

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน! อย่างมากก็แค่กุ้งตัวใหญ่ๆ ในลำธารช่วงนั้นถูกข้าจับมาจนเกลี้ยงเท่านั้นเอง เมียจ๋า กุ้งเคี่ยวซอสเมื่อวานอร่อยมากเลยนะ ข้าเห็นเจ้าเองก็ชอบกิน คืนนี้พวกเราทำกินกันอีกเถอะ”

​เฉินสวี่อันเห็นท่าทางเอาใจของลู่ตงซานก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้แล้วเข้าไปทำกับข้าวให้เขา ​ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ลมภูเขาช่วยพัดพาความร้อนระอุในตอนกลางวันให้เจือจางลง 

ชาวบ้านที่ออกไปทำไร่ทำนาต่างพากันกลับเข้าบ้าน อาบน้ำเย็นให้ชื่นใจ แล้วยกโต๊ะออกมาตั้งกลางลานบ้าน วางกับข้าวสองสามอย่าง เพียงแค่มีโจ๊กข้าวหยาบสักชามก็กินได้อย่างมีความสุขแล้ว 

ยิ่งบ้านตระกูลลู่ที่มีทั้งกุ้งก้ามแดงเคี่ยวซอสและแกงจืดไข่ใส่ผักด้วยแล้ว บรรยากาศยิ่งรื่นเริงเป็นพิเศษ ​พวกเด็กๆ พอเห็นกุ้งเคี่ยวซอสชามใหญ่กว่าเมื่อวานก็พากันกระโดดโลดเต้น 

แม้แต่ลู่หยวนเปาที่พยายามทำตัวสุขุมก็ยังเผลอดีใจไปกับน้องๆ ด้วย ​ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ลู่ตงซานเอ่ยด้วยความเสียดาย 

“น่าเสียดายที่กุ้งแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ตั้งแต่โตมาข้าก็เพิ่งเคยเห็นที่ลำธารนั่นเมื่อวานเป็นครั้งแรก วันนี้ข้าจับมาเกือบหมดแล้ว ต่อไปคงหากินยากแล้วล่ะ เมียจ๋า เจ้าว่าพวกเราลองทำกุ้งแม่น้ำเคี่ยวซอสดูบ้างได้ไหมจ๊ะ”

​“เหอะ! นี่ท่านติดลมกินจนเป็นนิสัยแล้วหรือ!” เฉินสวี่อันค้อนให้ด้วยความขบขัน 

“เมื่อก่อนไม่เห็นท่านจะช่างกินขนาดนี้ แถมเดี๋ยวนี้ยังรู้จักสั่งกับข้าวเสียด้วย”

​“ก็เมื่อก่อนฐานะบ้านเราไม่ดี แล้วเจ้าก็ไม่ค่อยเข้าครัวนี่นา” 

ลู่ตงซานพูดไปก็เริ่มใจเสียเสียงค่อยๆ แผ่วลง เมื่อก่อนบ้านตระกูลลู่มีท่านแม่ของเขาเป็นคนคุมบ้าน ซึ่งนางเป็นคนที่ประหยัดมัธยัสถ์เสียจนแทบจะฉีกด้ายหนึ่งเส้นออกเป็นสองส่วน 

อย่าว่าแต่สั่งกับข้าวเลย แค่บอกว่าอยากกินอะไรก็ถูกนางด่าจนหูชาแล้ว อีกทั้งฝีมือทำอาหารของท่านแม่ก็นับว่าธรรมดามาก ทุกวันมีแต่โจ๊กผักป่าซ้ำไปซ้ำมา เขาเจอกับเมนูเดิมๆ มาตั้งแต่เด็กจนลิ้นชาไปหมด จึงไม่เคยจู้จี้เรื่องรสชาติอาหารเลย 

จนกระทั่งเฉินสวี่อันเปิดโลกใบใหม่ให้เขา เมื่อได้ลิ้มรสความอร่อยแล้ว จะให้เขากลับไปกินโจ๊กผักป่าจืดชืดที่ไม่มีอะไรเลยได้อย่างไร ​พวกลู่หยวนเปาพากันพยักหน้าหงึกหงัก เห็นพ้องกับคำพูดของบิดาอย่างที่สุด

​เฉินสวี่อันเห็นพ่อลูกประสานเสียงกันขนาดนี้ก็หมดปัญญาจะเถียง นางจึงได้แต่พูดอย่างจำยอม 

“เอาเถอะ ต่อไปจะทำของอร่อยให้กินบ่อยๆ ก็แล้วกัน กินเสร็จแล้วตอนที่ฟ้ายังไม่มืดก็ไปช่วยกันจัดการที่ดินหลังบ้านด้วยล่ะ หยวนเปารู้ว่าต้องทำอย่างไร ท่านไปถามเขาก็แล้วกัน”

​ส่วนลู่หยวนเซินก็รีบเก็บถ้วยชามไปล้างอย่างกระฉับกระเฉงเพื่อช่วยงานแม่ ​ต้องยอมรับว่าแรงผู้ชายนั้นเร็วกว่าผู้หญิงจริงๆ วันรุ่งขึ้นเมื่อเฉินสวี่อันไปดูที่หลังบ้านก็พบว่าที่ดินบนเนินเขาถูกถางไปแล้วกว่าครึ่ง 

ไม่รู้ว่าลู่ตงซานใช้ความเร็วระดับไหนขุดดินจนลึกและกว้างขนาดนั้น แทบไม่ต้องมาปรับหน้าดินซ้ำอีกรอบเลย ​เมื่อเห็นความคืบหน้าเช่นนี้เฉินสวี่อันก็รู้สึกเบาใจ 

งานที่เหลือในวันนี้ถ้าพวกเขารีบเร่งหน่อยก็น่าจะเสร็จทัน เฉินสวี่อันเงยหน้ามองฟ้า วันนี้อากาศแจ่มใส แดดจ้าเกินไปไม่เหมาะแก่การจุดไฟ คงต้องรอต่อไปอีกหน่อย

​โชคดีที่นางไม่รีบร้อน หลังจากยุ่งอยู่สองวัน ในที่สุดวันที่ฟ้ามืดครึ้มก็มาถึง ลู่ตงซานเพิ่งกลับมาจากข้างนอกพลางคุยกับเฉินสวี่อัน

“ทางในป่าขุดไปได้อีกช่วงหนึ่งแล้ว แต่ความคืบหน้าค่อนข้างช้า สงสัยกว่าจะเสร็จคงถึงปีหน้าแน่ๆ”

​ตอนนี้เขาเพียงแค่ถางส่วนที่หญ้ารกและขุดหลุมพรางไว้เท่านั้น ส่วนตรงที่ไม่มีหญ้าเขายังไม่ได้จัดการ ไม่อย่างนั้นคงไม่เร็วขนาดนี้ ​เฉินสวี่อันพยักหน้าเข้าใจ 

“ท่านจัดการตามที่เห็นสมควรเถอะเจ้าค่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าหรอก ในป่านั้นเดินแค่สองสามรอบข้าก็จำทางได้แล้ว ยิ่งมีท่านไปด้วยข้าก็ไม่กลัว”

ลู่ตงซานอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เขารู้สึกเหมือนมีพละกำลังเหลือเฟือจนใช้ไม่หมด จึงเอ่ยเอาใจภรรยา 

“เมียจ๋า มีงานอะไรอยากให้ข้าทำอีกไหมจ๊ะ บอกมาได้เลย ข้ารับรองว่าจะจัดการให้เรียบร้อย”

​“มีจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ!” เฉินสวี่อันเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“คืนนี้ข้าต้องการให้ท่านช่วย... จุดไฟเผาป่าบนเนินหลังบ้านเจ้าค่ะ”

​“อึก!” ลู่ตงซานลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สีหน้าดูเซ่อซ่าไปทันที 

“เดี๋ยว... เดี๋ยวจ้ะเมียจ๋า เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ ข้าฟังไม่ชัด”

​คนตระกูลลู่เป็นพลเมืองดี เรื่องฆ่าฟันนั้นไม่มีทางทำแน่ แต่พวกเขากำลังจะวางเพลิงจริงๆ ลู่ตงซานถือคบไฟด้วยมืออันสั่นเทา หันไปมองใบหน้าของภรรยาที่ดูเคร่งขรึมอยู่ท่ามกลางแสงไฟพลางเอ่ยละล่ำละลัก 

“จะเผาจริงๆ หรือจ๊ะ หรือข้าจะยอมเหนื่อยขุดต่ออีกสักสองสามวันก็ได้นะ”

​“อย่าพูดมาก จุดเลยเจ้าค่ะ!” เฉินสวี่อันสะบัดมือสั่งการด้วยท่าทางองอาจผ่าเผยราวกับแม่ทัพบัญชาการรบ

ลู่ตงซานได้แต่เรียกหาบรรพบุรุษในใจ แต่ก็ต้องกัดฟันจุดไฟลงไป ส่วนพวกหยวนเปาและหยวนเซินก็เตรียมถังน้ำไว้พร้อมสรรพ กะว่าถ้าท่าไม่ดีจะรีบสาดน้ำทันที

ความรอบคอบของเด็กทั้งสองนี้เองที่ทำให้ลู่ตงซานพอจะมีแรงใจอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าปล่อยให้เฉินสวี่อันทำอะไรแผลงๆ แบบนี้ ในสายตาของเขา เฉินสวี่อันคือนางฟ้าผู้สูงส่งที่ไม่เคยหยิบจับงานหนัก 

การที่นางทำอาหารเป็นก็นับว่าดีมากแล้ว เขาไม่คาดหวังว่านางจะเข้าใจเรื่องการทำไร่ทำนาเลย ​ทันใดนั้นเองก็มีเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ลู่ตงซานที่ใจคอไม่ดีอยู่แล้วตกใจจนเกือบจะโยนคบไฟทิ้ง

แม้แต่สองพี่น้องหยวนเปาก็พากันสะดุ้ง รู้สึกเหมือนการเผาป่าครั้งนี้จะทำให้สวรรค์ลงทัณฑ์อย่างไรอย่างนั้น ​วัชพืชในฤดูร้อนที่ตากแดดมาทั้งวัน เพียงแค่จุดไฟนิดเดียวก็ลุกโชนและลามออกไปอย่างรวดเร็ว 

ลู่ตงซานมองดูเปลวไฟด้วยความตื่นตระหนก รู้สึกเหมือนมันกำลังจะคุมไม่อยู่เสียแล้ว ทว่าเฉินสวี่อันที่ยืนอยู่บนที่สูงกลับดูสงบนิ่ง นางมองดูเปลวไฟที่ลุกไหม้สลับกับท้องฟ้าที่มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ

สีหน้าของนางดูมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ดูจากท่าทางแบบนี้ อีกเดี๋ยวพายุฝนต้องกระหน่ำลงมาแน่นอน ​นางยังไม่ทันได้ดีใจนานนัก ชาวบ้านที่อยู่ตีนเขาดูเหมือนจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ 

มีคนตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ไม่นานไฟในบ้านหลายหลังก็สว่างขึ้น ในขณะที่ผู้คนกำลังวิ่งขึ้นมาได้ครึ่งทาง ฝนเม็ดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วก็พลันเทกระหน่ำลงมา ตอนแรกผู้คนยังไม่รู้สึกอะไร กะจะเดินหน้าต่อ 

แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีคนลื่นล้ม ทุกคนจึงเริ่มตระหนักได้ว่าการเดินป่าตอนกลางคืนท่ามกลางพายุนั้นมันอันตรายเกินไป กลุ่มคนเหล่านั้นจึงต้องพากันวิ่งไปหลบฝนที่บ้านตระกูลฝูซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด กะว่ารอให้ฝนหยุดก่อนค่อยขึ้นไปดูบนเขา