บทที่ 299 คลื่นลมแห่งราชสำนัก (อ่านฟรี 25/10/69)
บทที่ 299 คลื่นลมแห่งราชสำนัก (อ่านฟรี 25/10/69)
บทที่ 299 คลื่นลมแห่งราชสำนัก
ฮ่องเต้ทรงเหลือบมองเฉินคุนโดยสัญชาตญาณ สีพระพักตร์ดูไม่สู้ดีนัก แม้ว่าหลายปีมานี้พระองค์จะมัวเมาอยู่กับความสุขสำราญ แต่ยังไงก็ทรงเป็นฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแผ่นดิน เมื่อทรงกริ้วขึ้นมาจริงๆ ก็ยังคงมีความน่าเกรงขามอยู่มาก เฉินคุนก้าวออกมาข้างหน้าอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวขึ้น
“ฝ่าบาท การแต่งตั้งฟ่านรุ่ยฉือในตอนนั้นเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพเกาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถนำทัพได้อีก ส่วนแม่ทัพคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์อาวุโสล้วนดำรงตำแหน่งสำคัญ หากขยับเคลื่อนย้ายเพียงจุดเดียวมันจะส่งผลกระทบไปทั้งหมด
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ไม่อาจโยกย้ายได้ ในบรรดาแม่ทัพหนุ่ม ฟ่านรุ่ยฉือถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความกล้าหาญและสติปัญญา การที่กระหม่อมเสนอชื่อเขาก็เป็นผลจากการหารือของเหล่าขุนนางคนอื่นๆ พ่ะย่ะค่ะ ไม่ได้มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด”
“หึ!”
ขุนนางเฟิงแค่นเสียงเย็นชา การที่บอกว่าหารือกับเหล่าขุนนางนั้น พวกเขาไม่ได้ตกลงด้วยเลย อีกฝ่ายเพียงแค่ใช้อำนาจจำนวนคนที่มากกว่ามากดดันพวกเขาก็เท่านั้น
พอเกิดเรื่องขึ้นมากลับโยนความรับผิดชอบไปได้อย่างหน้าตาเฉย ขุนนางสวี่เกรงว่าขุนนางเฟิงจะทะเลาะกับเฉินคุน จึงได้รีบพูดขึ้นมา
“ฝ่าบาท แผนการในตอนนี้คือควรคัดเลือกแม่ทัพคนใหม่ไปสับเปลี่ยนฟ่านรุ่ยฉือกลับมา แล้วค่อยตัดสินโทษเขาพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของเฉินคุนมืดครึ้มลงทันที เขาลงแรงไปไม่น้อยกว่าจะส่งฟ่านรุ่ยฉือไปประจำการที่โม่เป่ยได้ หากต้องให้เปลี่ยนฟ่านรุ่ยฉือกลับมาจริงๆ สิ่งที่เขาทำมาก่อนหน้านี้ก็เท่ากับสูญเปล่าน่ะสิ
“ฝ่าบาท! กระหม่อมเห็นว่าในราชสำนักหาผู้ที่มีความสามารถทัดเทียมแม่ทัพฟ่านได้ไม่มากนัก ตอนนี้โม่เป่ยอยู่ในช่วงวิกฤต หากปลดเปลี่ยนแม่ทัพกะทันหัน เกรงว่าเหล่าทหารจะเกิดความไม่มั่นใจและไม่มีกะจิตกะใจจะรบพ่ะย่ะค่ะ”
“ทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ ทำเช่นนั้นก็ไม่ดี! พวกเจ้าจะให้ทำอย่างไร!” ฮ่องเต้กริ้วจัด ทรงปาฎีกาหลายฉบับลงพื้นทันที
เหล่าขุนนางต่างเงียบกริบไม่กล้าเงยหน้า ในที่สุดไป๋จงเต๋ออัครมหาเสนาบดีก็ก้าวออกมาแล้วกล่าวขึ้นอย่างช้าๆ
“ฝ่าบาท สิ่งที่ขุนนางเฉิน ขุนนางเฟิง และขุนนางสวี่กล่าวมาล้วนมีเหตุผล ฟ่านรุ่ยฉือคนนั้นมีความสามารถจริง แต่ก็ยังเยาว์วัยและประสบการณ์น้อย ย่อมไม่อาจเทียบกับแม่ทัพเก่าผู้เจนศึกอย่างแม่ทัพเกาได้
ถ้าเช่นนั้นทำไมเราไม่สู้ส่งกุนซือไปช่วยวางแผนการให้ดีหรือไม่ ทั้งจะไม่ส่งผลต่อขวัญกำลังใจทหาร และยังช่วยเสนอแนะกลยุทธ์ให้แม่ทัพฟ่านได้อีกด้วย ไม่ใช่ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ทรงตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งพระองค์ก็พยักหน้าแล้วกล่าว
“สิ่งที่ท่านไป๋กล่าวมามีเหตุผล ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ให้ส่งคนไปโม่เป่ยอีกคนเพื่อทำหน้าที่กุนซือ การศึกทุกอย่างต้องผ่านการเห็นชอบจากกุนซือก่อนจึงจะออกรบได้ ฟ่านรุ่ยฉือห้ามตัดสินใจตามอำเภอใจ ข้าจะให้โอกาสเขาแก้ตัวเพื่อทำความดีล้างความผิด หากยังพ่ายแพ้อีก ก็ให้นำศีรษะมาถวาย!”
ฮ่องเต้เบิกพระเนตรกว้างขึ้นทันทีแล้วทรงลุกขึ้นยืน เหล่าขุนนางต่างก้มตัวลงต่ำกว่าเดิม เฉินคุนนึกโกรธเคืองอยู่ในใจจึงกราบทูลขึ้นอีก
“ฝ่าบาท สำหรับผู้ที่จะมาเป็นกุนซือนั้น...” ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“เรื่องนี้ข้ามีแผนการของข้าแล้ว! เลิกประชุม!”
ทันทีที่เฉินคุนออกจากห้องประชุมราชการเช้า เขาก็รีบเร่งไปที่ตำหนักเฟิงเซียนเพื่อเข้าเฝ้าพระสนมลิ่งกุ้ยเฟย
“พระสนม ท่านต้องรีบหาหนทางโดยเร็วนะพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่เรียกว่ากุนซือหากส่งไปที่โม่เป่ยก็เท่ากับเป็นการปลดอำนาจของฟ่านรุ่ยฉือ แม่ทัพที่ไม่สามารถแม้แต่จะตัดสินใจออกรบได้ จะยังเรียกว่าแม่ทัพได้อย่างไร!”
เฉินคุนกล่าวด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ โกรธจนเกือบจะขบฟันจนแตกละเอียด ลิ่งกุ้ยเฟยมีสีหน้ามืดครึ้มลง นางแค่นเสียงเย็นชา
“ก็เพราะเจ้าคนโง่นั่นมันไม่เอาไหนเองไม่ใช่หรือ! กว่าเราจะส่งมันไปที่นั่นได้ต้องลงแรงไปเท่าไหร่ มันก็รู้อยู่เต็มอกว่าเราหวังผลอะไร! ไม่เพียงแต่ไม่สร้างผลงาน ยังทำศึกพ่ายแพ้อีก!
ฮ่องเต้ทรงเป็นถึงกษัตริย์ผู้ก่อตั้งแผ่นดิน ผ่านการอาบเลือดบนคมดาบมามากมาย พระองค์จะอดทนยอมให้คนไร้ความสามารถที่วันๆ เอาแต่กินดื่มมีอำนาจทหารอยู่ในมือได้อย่างไร
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าเรา ฟ่านรุ่ยฉือคงตายไปแปดร้อยรอบแล้ว! ตอนนี้แค่ส่งกุนซือไปเท่านั้น ท่านยังมีอะไรไม่พอใจอีก” เฉินคุนถึงกับพูดไม่ออก
“พระสนม จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! เรื่องผู้ที่จะมาเป็นกุนซือ ฝ่าบาทไม่ยอมให้เราเข้าไปแทรกแซง หากคนที่จะถูกส่งไปไม่ใช่คนของเราขึ้นมาจะทำอย่างไร” ดวงตาอันงดงามของลิ่งกุ้ยเฟยเป็นประกาย และเต็มไปด้วยแผนการอันชั่วร้าย
“ในเมื่อฮ่องเต้ไม่ยอมให้เราแทรกแซง ก็อย่าได้ไปยุ่งกับพระองค์เลย กุนซือก็เป็นเพียงแค่กุนซือ โม่เป่ยนั้นอยู่ไกลสุดหล้าเส้นทางยากลำบาก ชีวิตคนเรามักมีเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอ หากวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุจนหายสาบสูญไป ก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ใช่หรือ!” เฉินคุนชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเข้าใจความหมายก็ยิ้มออกมาทันที
“พระสนมทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง!”
ตราบใดที่ตำแหน่งแม่ทัพของฟ่านรุ่ยฉือยังอยู่ เรื่องทุกอย่างก็จัดการได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องกุนซือนั้นไม่จำเป็นต้องใส่ใจจริงๆ หากยอมสวามิภักดิ์ก็ย่อมปลอดภัยไร้กังวล แต่หากเป็นคนหัวแข็งนัก ก็แค่ฝังกลบลงดินไปเสีย สรุปก็คือแผนการที่พวกเขาวางไว้จะไม่มีวันถูกทำลาย
เฉินคุนมาด้วยความร้อนรน แต่จากไปด้วยความใจเย็น เมื่อเขาไปแล้ว ชายหนุ่มในชุดแพรพรรณหรูหราผู้มีท่าทางสูงศักดิ์ก็เดินเข้ามาอย่างสง่างาม
“ลูกถวายพระพรเสด็จแม่”
เมื่อลิ่งกุ้ยเฟยเห็นโอรสของตนสีหน้าก็อ่อนโยนลงทันที และเต็มไปด้วยความรักใคร่ ถึงจะยังมีเค้าลางของความโหดเหี้ยมอำมหิตเมื่อครู่นี้หลงเหลืออยู่ก็ตาม
“ไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อของเจ้ามาแล้วหรือ” เซียวจวินเหิงจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไปมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่เสด็จพ่อดูไม่ค่อยสบพระทัยนักเรื่องที่ทางโม่เป่ยพ่ายศึก ขณะนี้ยังทรงกริ้วอยู่ในห้องอักษรและกำลังเรียกประชุมเหล่าขุนนางหารือกันอยู่ ลูกเข้าเฝ้าเสร็จแล้วจึงรีบมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ” สีหน้าของลิ่งกุ้ยเฟยดูเรียบเฉยไร้อารมณ์ใดๆ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“หากเสด็จพ่อของเจ้าไม่ได้ไล่เจ้าออกมา เจ้าก็ลองฟังอยู่ข้างๆ เผื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระและแก้ไขปัญหาให้เขาได้ หากเสด็จพ่อไม่ได้รั้งเจ้าไว้ เจ้าค่อยออกมาก็นับว่าไม่สาย ส่วนเรื่องที่โม่เป่ยนั้น แม่เป็นเพียงสตรีในวังหลังความรู้อาจจำกัด สู้พวกเจ้าไม่ได้หรอก
แต่คนเราจะรบชนะตลอดไปได้อย่างไรกัน ชนะแพ้เป็นเรื่องธรรมดาของนักรบ เสด็จพ่อของเจ้าเองก็ผ่านการรบพุ่งบนหลังม้ามา เขาเข้าใจดีกว่าเราเสียอีก ต่อให้โกรธก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่ต้องกังวลจนเกินไปหรอก” เซียวจวินเหิงประสานมือคำนับ
“เสด็จแม่กล่าวได้ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ พี่ชายทั้งหลายก็พูดเช่นนี้เหมือนกัน” ลิ่งกุ้ยเฟยยกมุมปากขึ้น ก่อนจะถามเปลี่ยนเรื่อง
“เป็นอย่างไร พระชายารองที่เลือกให้คราวนี้ ถูกใจเจ้าหรือไม่” เซียวจวินเหิงมีท่าทีสุขุมเคร่งขรึมแล้วกล่าวขึ้น
“สิ่งที่เสด็จแม่เลือกให้ ย่อมต้องเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลิ่งกุ้ยเฟยส่ายหน้าแววตาลึกล้ำ
“น่าเสียดาย เดิมทีแม่ตั้งใจจะให้บุตรสาวคนโตของตระกูลจั๋วแต่งให้เจ้า ไม่นึกเลยว่าจะพลาดโอกาสไป!” เซียวจวินเหิงไม่ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือคัดค้าน
“ลูกสาวบ้านไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น อย่างไรก็เทียบกับความสูงศักดิ์ของราชวงศ์ไม่ได้ ไม่มีอะไรต้องเสียดายหรอกพ่ะย่ะค่ะ” ลิ่งกุ้ยเฟยชะงักไปก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“ลูกของแม่มองการณ์ไกลนัก ช่างเถอะ เรื่องนี้ไม่พูดถึงแล้ว ตอนนี้ตระกูลจั๋วไม่มีบุตรสาวที่อยู่ในวัยสมรส การจะผูกมัดตระกูลจั๋วให้มาอยู่บนเรือลำเดียวกับเราคงต้องใช้ความพยายามมากหน่อย เรื่องนี้แม่จะลองคิดดูเอง ส่วนเจ้าเพียงแค่ตั้งใจทำตัวดีๆ ต่อหน้าเสด็จพ่อก็พอ ยังไงแผ่นดินนี้... จะต้องเป็นของเจ้า!”
ในดวงตาของลิ่งกุ้ยเฟยฉายแววแน่วแน่ว่าต้องได้รับชัยชนะ เซียวจวินเหิงนิ่งเงียบ สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลย ครู่ใหญ่ผ่านไปจึงกล่าวลาแล้วค่อยๆ เดินจากไป
เมื่อเขาออกไปแล้ว เยี่ยโม่ผู้คอยอยู่ปรนนิบัติลิ่งกุ้ยเฟยก็แอบเข้ามาในห้อง แล้วกระซิบกระซาบบางอย่างข้างหูลิ่งกุ้ยเฟย ลิ่งกุ้ยถึงกับเฟยตกใจทันที
“คนแข็งแรงดีๆ จะป่วยหนักกะทันหันได้อย่างไร แถมยังป่วยจนไม่ได้สติอีก!” เยี่ยโม่มีสีหน้าเคร่งขรึม ก้มหน้าตอบเสียงเบา
“หม่อมฉันก็ไม่ทราบเจ้าคะ หากไม่ใช่เพราะช่วงหลังข่าวคราวที่ส่งมาจากทางนั้นไม่มีความคืบหน้าเลย หม่อมฉันคงไม่เกิดความสงสัย คนที่ส่งไปสืบข่าวรายงานมาว่าฮูหยินเจินป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ได้
บ่าวรับใช้ข้างกายถูกโบยจนตายหมดแล้ว ตอนนี้คนที่ปรนนิบัติฮูหยินเจินคือคนของนายท่านรอง คนที่หม่อมฉันส่งไปอยากจะเข้าใกล้ฮูหยินเจินก็ไม่มีโอกาสเลยเพคะ” ลิ่งกุ้ยเฟยสีหน้าเปลี่ยนไปทันที นางจ้องมองแจกันบนขอบหน้าต่างด้วยแววตาดำมืด แล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ
“เยี่ยโม่ เจ้าว่าพี่รองของข้ารู้เรื่องอะไรเข้าแล้วหรือยัง” หัวใจของเยี่ยโม่หล่นวูบ นางลองคิดทบทวนดูอย่างละเอียดแล้วรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ จึงส่ายหน้ากล่าว
“พระสนม นายท่านรองมีนิสัยอย่างไรพระองค์ย่อมทราบดี หากเขารู้เรื่องอะไรเข้าจริงๆ จะทำตัวใจเย็นเช่นนี้ได้อย่างไร เขาคงมาอาละวาดกับพระองค์ไปนานแล้ว!
อีกอย่างคนที่ส่งไปแอบมองดูแวบหนึ่งบอกว่าดูเหมือนฮูหยินเจินจะเสียโฉมไปแล้ว และไม่ใช่แค่ฮูหยินเจินเท่านั้น แม้แต่ใบหน้าของนายท่านรองก็ยังมีรอยแผลเป็นทางยาว พระองค์ว่านี่มันเรื่องอะไรกันเพคะ”
ลิ่งกุ้ยเฟยมีสีหน้าประหลาดใจ นางคิดถึงความเป็นไปได้ไว้เป็นหมื่นเป็นพันอย่าง แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้
“คนที่ส่งไปสืบข่าวไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลยหรือ” เยี่ยโม่ใจคอไม่ดีจึงได้รีบกล่าว
“พระสนม หม่อมฉันสั่งให้คนไปสืบต่อแล้วเพคะ คิดว่าอีกไม่นานคงได้ข่าว” ลิ่งกุ้ยเฟยปวดขมับจนต้องนวดคลึงเบาๆ นางโบกมืออย่างรำคาญใจ
“สืบให้ชัดเจนหน่อย ข้าต้องการข่าวทั้งหมดจากทางอี้โจว จะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ห้ามตกหล่นไปแม้แต่นิดเดียว!”