บทที่ 300 ข่าวร้ายในวัง ข่าวดีตระกูลลู่ (อ่านฟรี 25/10/69)
บทที่ 300 ข่าวร้ายในวัง ข่าวดีตระกูลลู่ (อ่านฟรี 25/10/69)
บทที่ 300 ข่าวร้ายในวัง ข่าวดีตระกูลลู่
ข่าวคราวชุดนี้ใช้เวลาส่งมาถึงห้าถึงหกวัน พอได้รับข่าวแล้ว สีหน้าของลิ่งกุ้ยเฟยก็มืดครึ้มจนแทบจะหยดเป็นน้ำได้เลย เยี่ยโม่ถามอย่างหวาดหวั่น
“พระสนม ตอนนี้จะทำอย่างไรดีเพคะ เกรงว่านายท่านและทางตระกูลเจินคงยังไม่รู้เรื่อง หากพวกเขารู้ว่านายท่านรองและฮูหยินเจินผิดใจกันจนเป็นศัตรูกันเพียงเพราะบุตรสาวอนุคนหนึ่ง พวกเราจะไปอธิบายกับตระกูลเจินได้อย่างไร!”
ใช่แล้ว ข่าวที่ส่งมาจากอี้โจวก็คือเฉินหยางชิวและเจินอวี๋ผิดใจกันเพราะเรื่องการแต่งงานของเฉินเสวี่ยหนิง เจินอวี๋ลงมือหมายเอาชีวิตเฉินหยางชิวก่อน เฉินหยางชิวโกรธแค้นจึงทำลายโฉมหน้าเจินอวี๋
เจินอวี๋เสียใจเรื่องบุตรสาวทั้งสองคนจนล้มป่วยลงจึงลุกไม่ขึ้น บัดนี้เฉินรั่วซีเสียสติไปแล้ว ส่วนเฉินอิ่งเยว่ถูกกักบริเวณ จวนเฉินที่อี้โจวภายนอกดูเหมือนสงบราบรื่น แต่ภายในนั้นบ้านแตกสาแหรกขาดไปนานแล้ว ลิ่งกุ้ยเฟยโกรธจัดจนเขวี้ยงถ้วยชาในห้องทิ้งพลางตะคอก
“เจ้าคนไร้ค่าไม่ได้เรื่อง! ถึงกับรังแกภรรยาเอกและบุตรสาวสายตรงเพียงเพราะบุตรสาวอนุคนหนึ่ง ข้าว่าเขาคงไม่อยากเป็นขุนนางแล้วกระมัง! แล้วก็เจินอวี๋นั่นอีก ตอนแรกนึกว่านางฉลาดพอตัว ที่ไหนได้กลับโง่เง่าเหลือเกิน สิบกว่าปีมานี้แม้แต่คนตายยังสู้ไม่ได้! ข้าจะเก็บนางไว้ทำไม!”
แน่นอนว่าคนที่ลิ่งกุ้ยเฟยเกลียดที่สุดคือเฉินเสวี่ยหนิง บุตรสาวอนุคนเดียวกลับทำให้ตระกูลเฉินวุ่นวายไปหมด รู้อย่างนี้ตอนนั้นนางไม่น่าปล่อยให้ยัยเด็กนั่นโตมาเลย! แต่หากยัยเด็กนี่หายไป นางก็ไม่มีเบี้ยไว้ควบคุมเฉินหยางชิวอีก คิดแล้วก็หงุดหงิดใจนัก เยี่ยโม่ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
“พระสนม เรื่องขอนายงท่านรองจะให้แพร่งพรายออกไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นนายท่านก็จะเดือดร้อนไปด้วย อีกอย่างทางตระกูลเจินพวกเราก็ไม่มีทางอธิบายได้แน่!”
เมื่อพูดถึงตระกูลเจิน ลิ่งกุ้ยเฟยก็ฉุกคิดถึงเจินเจาหนิงที่เป็นพระชายารองของเซียวจวินเหิงที่เพิ่งแต่งเข้ามาได้ จึงสั่งเยี่ยโม่ทันที
“เดี๋ยวให้คนไปทำความสะอาดห้อง แล้วไปเชิญพระชายารองเจินเจาหนิงเข้าวังมาเป็นเพื่อนคุยกับข้า แล้วหยิบของมีค่าในคลังไปประทานให้นางด้วย” เยี่ยโม่ชะงักไปครู่หนึ่งพอตั้งสติได้ก็โล่งใจ
“พระสนมทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลจริงๆ เพคะ ที่ยกพระชายารองเจินเจาหนิงให้เป็นพระชายารองขององค์ชายห้า ต่อให้เรื่องของฮูหยินเจินแดงขึ้นมา ทางตระกูลเจินคงไม่กล้าเอาความอะไรรุนแรงเพราะเกรงใจพระชายารอง”
ลิ่งกุ้ยเฟยยกยิ้มอย่างหยันๆ คนหนึ่งคือน้องสาวแท้ๆ ที่แต่งออกไปแล้ว อีกคนคือบุตรสาวแท้ๆ ที่รักใคร่เอ็นดูมาสิบกว่าปี อะไรหนักอะไรเบาก็เห็นชัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
ทางด้านนี้ลิ่งกุ้ยเฟยเพิ่งพบพระชายารองเจินเจาหนิงลูกสะใภ้คนใหม่หมาดๆ และประทานของให้มากมาย ยังไม่ทันได้พักหายใจ ฮ่องเต้ก็มีพระราชโองการแต่งตั้งจั๋วฟ่านทงเป็นกุนซือให้เร่งออกเดินทางไปแนวหน้าโม่เป่ยทันที
ลิ่งกุ้ยเฟยได้รับข่าวแล้วแทบขาดใจตาย โกรธจนเขวี้ยงถ้วยชาชุดใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนทิ้งอีกครั้ง คราวนี้เยี่ยโม่ไม่รู้จะพูดอะไรดีจริงๆ กลางวันนายบ่าวทั้งสองยังดีใจที่เซียวจวินเหิงเลือกเจินเจาหนิงเป็นพระชายารอง
พอหันหลังกลับมาฮ่องเต้ก็ตบหน้าพวกนางเข้าฉาดใหญ่ ทำให้นายบ่าวทั้งสองเสียดายจนลำไส้แทบเขียว หากรู้ว่าจะมีวันนี้ ตอนนั้นพวกนางควรยืนกรานให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรสเสียแต่เนิ่นๆ ยกบุตรสาวของจั๋วฟ่านทงให้เซียวจวินเหิงก็จบ
ตอนนี้พวกนางยังหาทางดึงตระกูลจั๋วมาเป็นพวกไม่ได้เลย แต่อีกฝ่ายกลับกุมอำนาจที่แท้จริงและมุ่งหน้าสู่แนวหน้าชายแดนโม่เป่ยแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน
ลิ่งกุ้ยเฟยเดิมทีตั้งใจจะสั่งสอนเฉินหยางชิวและจัดการเฉินเสวี่ยหนิง แต่ตอนนี้กลับพะวักพะวนจนดูแลทางนั้นไม่ได้เลย แม้แต่ชีวิตของเจินอวี๋นางก็ไม่สนใจแล้ว เอาแต่ครุ่นคิดว่าจะกำราบจั๋วฟ่านทงได้อย่างไรดี
วันรุ่งขึ้นในการประชุมเช้า กลุ่มของขุนนางเฟิงและขุนนางสวี่ต่างเดินเข้าตำหนักเฉียนชิงอย่างยิ้มแย้มเบิกบาน ในทางกลับกันฝ่ายของเฉินคุนกลับทำหน้าเหมือนไปงานศพ ใบหน้าหงอยเหงาและสีหน้ามืดครึ้มราวกับใครติดหนี้พวกเขา
ขุนนางเฟิงตั้งใจอาศัยจังหวะที่ฮ่องเต้ยังไม่มา พูดคุยเรื่องกุนซือกับขุนนางสวี่เสียงดังเพื่อยั่วโมโหเฉินคุน ใครจะไปคาดคิดว่าพอฮ่องเต้เสด็จมาก็มีพระราชโองการพระราชทานสมรสให้หลานสาวของขุนนางเฟิงกับเซียวเยี่ยนฉือ (บุตรชายของติ้งเป่ยหวัง)
ขุนนางเฟิงดีใจจนเกินเหตุ หลังจบการประชุมเดินออกมาจากตำหนักเฉียนชิงได้ไม่ทันไรก็ล้มฟุบลงไปทันที คลื่นลมในราชสำนักที่เชี่ยวกรากไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสถานที่ที่ห่างไกลจากศูนย์กลางการเมืองอย่างอี้โจวเลย
ลู่หยวนเปาและคนอื่นๆ ต่างจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือจนแทบจะลืมกินลืมนอน โดยเฉพาะลู่หยวนเว่ยที่ให้ความสำคัญกับการสอบระดับมณฑลในปีหน้าเป็นอย่างมาก เขาตั้งใจเต็มที่ว่าจะต้องสอบให้ได้ในคราวเดียว
และเพื่อการสอบครั้งนี้เขาถึงกับไม่ยอมกลับเรือน ปล่อยให้อู๋จวงลวี่ต้องเฝ้าเรือนอยู่คนเดียว โชคดีที่ทั้งสองคนยังไม่ได้เข้าหอร่วมเตียงกัน อู๋จวงลวี่จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก จะมีก็เพียงความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นหลังจากที่ทราบข่าวว่าจั๋วหลันอิงตั้งครรภ์เท่านั้น
ทว่าความรู้สึกนั้นก็ถูกนางกดไว้อย่างรวดเร็ว สถานการณ์ของคู่นางกับคู่อื่นนั้นแตกต่างกันแต่แรก จะนำไปเปรียบเทียบกันได้อย่างไร อีกอย่างจั๋วหลันอิงเป็นสะใภ้ใหญ่ การมีทายาทก่อนก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้อย่างนี้ ปมในใจของอู๋จวงลวี่ก็คลี่คลายลง นางพาฉินซวงสาวใช้คนสนิทไปแสดงความยินดี และได้พบกับลู่หยวนเซินที่เพิ่งมาถึงพอดี ทั้งสองจึงเดินเข้าไปด้วยกัน ลู่หยวนเซินกลัวว่าอู๋จวงลวี่จะคิดมาก จึงตบหลังมือนางเบาๆ เพื่อปลอบใจ
“ดอกไม้ที่บานช้ากว่าย่อมส่งกลิ่นหอม เจ้ายังเยาว์อยู่ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ดูข้าสิ แต่งงานก่อนเจ้าอีก จนป่านนี้ก็ยังไม่มีวี่แววเหมือนกัน!” อู๋จวงลวี่ยิ้มมุมปาก
“ข้าไม่รีบหรอก กว่าข้าจะมีลูกอย่างน้อยก็ต้องรออีกสองสามปี ส่วนเจ้าสิ ควรจะมีได้แล้วนะ”
ลู่หยวนเซินนึกถึงฉีผูจื่อผู้มีวาจาคารมคมคายและปฏิบัติต่อนาอย่างดีเยี่ยม จึงอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงขึ้นมา จากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วพึมพำอย่างไม่พอใจ
“พวกเขาแต่ละคนขยันขันแข็งกันเกินไป คนที่บ้านข้าก็มักจะกลับมาครั้งหนึ่งก็เดือนสองเดือนโน่น บอกว่าทำตามอย่างพี่ใหญ่ ดูสิ... พี่สะใภ้ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ แสดงว่าลูกคนนี้มีบุพเพกับพวกเขาส่วนเราคงยังไม่มีวี่แวว! เฮ้อ! ไม่รู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเมื่อไหร่ข้าถึงจะมีลูกได้เสียที!”
ลู่หยวนเซินรู้สึกกังวลจริงๆ โชคดีที่เฉินเสวี่ยหนิงซึ่งแต่งงานก่อนนางก็ยังไม่มีข่าวดีเช่นกัน นางจึงยังไม่รีบร้อนและพอที่จะรอต่อไปได้ เพียงแค่ชั่วขณะที่เผลอใจลอย
ทั้งสองคนก็เดินเข้ามาถึงในห้อง พอเห็นจั๋วหลันอิงกำลังถูกแม่นมที่ติดตามมาด้วยเกลี้ยกล่อมให้กินอาหาร ทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“พี่สะใภ้! หนึ่งคนกินสองคนได้รับสารอาหาร ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ต่อให้ไม่อยากกินแค่ไหนก็ต้องบังคับตัวเองให้กินลงไปนะเจ้าคะ!” ลู่หยวนเซินหยอกล้อขึ้นมาประโยคหนึ่ง อู๋จวงลวี่พยักหน้าเห็นด้วย
“จริงด้วยเจ้าค่ะ! เมื่อก่อนตอนพี่สะใภ้บ้านเดิมของข้าตั้งครรภ์แล้วกินอะไรไม่ลง ท่านแม่ของข้าก็พูดแบบนี้เหมือนกัน” จั๋วหลันอิงขมวดคิ้วอย่างปวดหัว
“พวกเจ้าละเว้นข้าเถอะ! ตอนนี้ข้าเห็นของพวกนี้แล้วก็คลื่นไส้ อย่าได้พูดถึงเลย พอพูดแล้วข้าก็อยากจะอ้วกอีกแล้ว!”
สิ้นเสียงพูด จั๋วหลันอิงก็หันหลังไปโก่งคออาเจียนอย่างหนัก อี้เฉียนรู้สึกสงสารจับใจ นางขอบตาแดงก่ำด้วยความร้อนใจพลางเขย่งเท้าชะเง้อมอง
“ทำไมท่านหมอยังไม่มาอีกนะ บ่าวจะไปดูอีกรอบ!” ลู่หยวนเซินและอู๋จวงลวี่สบตากัน พับเก็บสีหน้าหยอกล้อแล้วมองไปที่แม่นมด้วยความเป็นห่วง
“พี่สะใภ้ใหญ่เป็นแบบนี้มานานหรือยังเจ้าคะ” แม่นมขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ
“เป็นมาพักหนึ่งแล้วเจ้าค่ะ เมื่อเดือนก่อนฮูหยินบอกว่ารู้สึกร่างกายไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีความอยากอาหาร ประกอบกับประจำเดือนก็ยังไม่มา บ่าวจึงพอจะคาดเดาได้ พอเชิญท่านหมอมาดู ท่านหมอก็บอกว่าเป็นชีพจรมงคล
เพียงแต่ว่าอายุครรภ์ยังน้อย ไม่ควรป่าวประกาศให้คนนอกรู้ จึงปิดบังกันมาตลอด ตอนนี้ครบสามเดือนแล้วถึงได้บอกให้ฮูหยินอู๋จงลวี่และคุณหนูใหญ่ลู่ทราบ
ทางด้านคุณชายใหญ่ลู่ก็เพิ่งส่งคนไปแจ้งข่าวเมื่อสักครู่ บ่าวจึงคิดว่าจะเชิญหมอมาตรวจดูอาการอีกสักนิด ไม่เช่นนั้นฮูหยินกินอะไรไม่ลงเช่นนี้ จะเลี้ยงดูครรภ์ได้อย่างไรเจ้าคะ” ลู่หยวนเซินและอู๋จวงลวี่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ไม่นานนักท่านหมอก็เดินตามหลังอี้เฉียนเข้ามาในห้อง เขาจับชีพจรให้จั๋วหลันอิงอย่างละเอียด จากนั้นก็ดูฝ้าที่ลิ้น แล้วลูบเครากล่าวอย่างใจเย็น
“ชีพจรไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต เพียงแต่ฮูหยินดูอิดโรยไปบ้าง ต้องพักผ่อนให้มาก และกินอาหารบำรุงครรภ์ให้มากขึ้น ข้าจะเขียนใบสั่งยาบำรุงครรภ์และแก้คลื่นไส้อาเจียนให้ จะได้ช่วยบรรเทาได้บ้าง หากยังไม่ดีขึ้น เกรงว่าอาจต้องลองหาพวกบ๊วยเปรี้ยวมากินดู” ในขณะนั้นลู่หยวนเปาเพิ่งเดินเข้ามาในห้องพอดี พอได้ยินคำว่าบ๊วยเปรี้ยวจึงพูดขึ้นทันที
“ที่ตระกูลเราพอจะมีบ๊วยเปรี้ยวชนิดหนึ่งที่พวกสตรีที่เมาเรือชื่นชอบมาก เดี๋ยวจะขอรบกวนท่านหมอช่วยตรวจสอบหน่อย หากกินได้พวกเราจะได้ลองดูขอรับ”