LNCrawler

บทที่ 302 ดีใจจนวิ่งรอบลานเรือน (อ่านฟรี 26/10/69)

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 302 ดีใจจนวิ่งรอบลานเรือน (อ่านฟรี 26/10/69)

บทที่ 302 ดีใจจนวิ่งรอบลานเรือน

 

ถึงจะบอกว่าเป็นของทำเองที่บ้าน แต่ที่นี่คือเมืองมณฑล ของแบบนี้จะเก็บไว้ในเรือนเฉยๆ ได้อย่างไรเล่า! ลู่หยวนเปาตอบกลับด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก 

“ข้าให้จินซูไปเอามาจากร้านข้างนอก ท่านพ่อกับท่านแม่มีร้านค้าในเมืองมณฑลอยู่หลายร้าน หนึ่งในนั้นเปิดเป็นร้านขายของชำ แต่ไม่ได้ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก หากไม่ใช่คนท้องถิ่นที่คุ้นเคยจริงๆ จะหาที่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ” ​จั๋วหลันอิงฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น 

“แบบนั้นกิจการจะดำเนินต่อไปได้หรือเจ้าคะ”

​ก่อนหน้านี้ตอนที่นางช่วยเฉินสวี่อันทำบัญชี นางก็ทำแค่เพียงบางส่วน รู้แค่ว่าตระกูลลู่มีกำไรโดยรวมเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ลงลึกขนาดนั้น ลู่หยวนเปาถึงกับยิ้มขำ 

“ถ้ากิจการไปไม่รอดก็คงไม่เปิดมานานขนาดนี้หรอก ถึงร้านขายของชำแห่งนี้จะดูไม่สะดุดตา แต่ละแวกนั้นมีร้านเราอยู่แค่ร้านเดียว เจ้าคิดว่าชาวบ้านแถวนั้นจะยอมทิ้งร้านขายของชำใกล้ๆ แล้วเดินทางไปซื้อของไกลๆ หรือ

บวกกับราคาเป็นกันเอง ขายแต่ของใช้จำเป็นที่ชาวบ้านธรรมดาต้องใช้กัน กิจการจึงไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่เจ้าคิด ตรงกันข้ามร้านนั้นทำกำไรได้ดีมากๆ เลยล่ะ”

​ตอนนี้ร้านค้าในเมืองมณฑลทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของเขา สถานการณ์เป็นอย่างไรเขาย่อมรู้ดีกว่าลู่ตงซานเสียอีก จะว่าไปแล้วแค่กำไรจากร้านนั้นร้านเดียวในแต่ละเดือนก็เพียงพอที่จะเลี้ยงดูค่าใช้จ่ายของทุกคนในเมืองมณฑลนี้ได้แล้ว ​จั๋วหลันอิงมองลู่หยวนเปาด้วยสายตาชื่นชม 

“ท่านพี่ ข้ารู้สึกว่าท่านทำเป็นทุกอย่างเลยนะเจ้าคะ หรือว่าท่านพ่อท่านแม่ตั้งใจอบรมสั่งสอนให้ท่านทำการค้าตั้งแต่เด็กกัน” ลู่หยวนเปาส่ายหน้า 

“ท่านพ่อท่านแม่บอกแค่ว่าต่อให้อ่านหนังสือก็ต้องรู้จักแยกแยะข้าวปลาอาหารและรู้จักออกแรงทำงาน ก่อนหน้านี้ท่านให้ข้าดูแลรายได้ของร้านค้าในอำเภอ ต่อมาพอข้ามาที่เมืองมณฑล 

ร้านทางอำเภอก็ยกให้น้องชายสองคนดูแล ส่วนร้านในเมืองมณฑลข้าเป็นคนรับช่วงต่อ ดูแลจัดการมาหลายปีเข้าก็พอจะมีลู่ทางอยู่บ้าง แต่ถ้าจะบอกว่าเชี่ยวชาญคงไม่ได้หรอก ข้าไม่ใช่ไป๋หลี่ถิงเสียหน่อย” จั๋วหลันอิงส่ายหน้า ยังยืนยันในความสามารถของลู่หยวนเปาอยู่

“ไป๋หลี่ถิงไม่เหมือนกัน ตระกูลไป๋ที่อยู่เบื้องหลังเขาเป็นตระกูลใหญ่โตมาก เป็นพ่อค้าชื่อดังในแผ่นดินต้าฉีมาตั้งแต่ราชวงศ์ก่อน พัฒนามาจนถึงตอนนี้คาดว่าแม้แต่ผู้นำตระกูลไป๋เองก็ยังไม่รู้เลยว่าทรัพย์สินของตระกูลตัวเองมีอยู่เท่าไหร่ 

ไป๋หลี่ถิงจำเป็นต้องมีกิจการของตัวเองและต้องสร้างผลงานให้ได้ มิฉะนั้นจะก้าวเดินในตระกูลไป๋ได้อย่างยากลำบาก ดังนั้นไม่ว่าเขาจะมีพรสวรรค์ด้านนี้หรือไม่ก็ต้องถูกฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ท่านจะเอาตัวเองไปเทียบกับเขาทำไมเล่า”

ลู่หยวนเปาลองคิดตามอย่างละเอียดดูก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมา รอจนกระทั่งจัดการเรื่องราวที่เรือนเขาเรียบร้อยดีแล้วเขาก็กลับไปยังสำนักศึกษา

​ฉีผูจื่อเพิ่งจะนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เอนตัวพิงเก้าอี้พนักพิง พาดขาทั้งสองข้างไว้บนขอบหน้าต่างด้วยท่าทีไม่สำรวม พอเห็นลู่หยวนเปาถือของเข้ามาในห้องก็โยนหนังสือทิ้งทันที พุ่งพรวดเข้าไปแย่งของในมือของอีกฝ่ายมาดมสำรวจดูอย่างละเอียด แล้วกล่าวด้วยท่าทางอวดดี

“ถือว่าเจ้ายังมีสำนึก กลับเรือนทั้งทียังรู้วิธีซื้อห่านย่างมาฝากข้าด้วย!”

​“ทำไมเจ้ายังอยู่นี่ล่ะ ไม่กลับเรือนเจ้าหรอกหรือ”

​“ข้าจะกลับไปทำไมเล่า” ฉีผูจื่อทำปากยื่นด้วยความหงุดหงิด 

“กลับไปดูว่าเจ้ากำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วอย่างนั้นหรือ”

​ลองฟังน้ำเสียงที่เจือความอิจฉานี่สิ ราวกับภรรยาหลวงผู้น้อยอกน้อยใจไม่มีผิด ลู่หยวนเปาชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นสภาพของฉีผูจื่อแล้วดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย จู่ๆ ก็เกิดนึกสนุกอยากจะหยอกล้อเขาขึ้นมา จึงแกล้งทำเป็นกุมขมับแล้วถอนหายใจกล่าว

“เมื่อครู่ที่ข้ากลับไป น้องสาวก็อยู่ที่นั่นพอดี ดูท่าทางแล้วเหมือนจะ... เหมือนจะ...” ลู่หยวนเปาขมวดคิ้วแน่นแถมยังถอนหายใจไม่หยุด ทำเอาหัวใจของฉีผูจื่อเต้นระทึกขึ้นมาทันที 

“เซินเอ๋อร์เป็นอะไรไป ช่างเถอะ ข้ากลับไปดูนางเองดีกว่า!”

​พูดจบเขาก็ยัดห่านย่างใส่อ้อมอกของลู่หยวนเปาแล้วรีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที ลู่หยวนเปาตะโกนไล่หลังเสียงดัง

“ไม่กินห่านย่างแล้วหรือ”

“เจ้าเก็บไว้กินเองเถอะ!” สิ้นเสียงพูด ฉีผูจื่อก็วิ่งหายลับไปจากสายตาเสียแล้ว

ลู่หยวนเปายกมือขึ้นลูบคางของตัวเองอย่างน่าสงสาร เขายังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะ ใช่แล้ว เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำจริงๆ ​ทางด้านหนึ่งฉีผูจื่อวิ่งหน้าตั้งจนหอบแฮก 

พอมาถึงหน้าประตูเรือนก็แทบจะหมดแรงล้มพับไปกองกับพื้น เขาใช้มือทุบประตูอย่างสะเปะสะปะ ​บ่าวเฝ้าประตูไม่คาดคิดเลยว่าคุณชายจะกลับมาในเวลานี้ จึงรีบต้อนรับพาตัวเข้าไปข้างในทันที

​“ฮูหยินอยู่ที่ไหน” ฉีผูจื่อสาวเท้ายาวๆ เดินพลางเอ่ยถาม ​บ่าวรับใช้พูดตอบด้วยความนอบน้อม

“คุณชาย ฮูหยินเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน ตอนนี้น่าจะกำลังพักผ่อนอยู่ขอรับ”

​พอฉีผูจื่อได้ยินว่าเวลานี้ลู่หยวนเซินกำลังพักผ่อนอยู่ เขาก็ตกใจจนต้องรีบออกวิ่งด้วยความลนลาน ก่อนพุ่งพรวดเข้าไปในห้องนอนแล้วตะโกนโวยวายเสียงดังลั่น 

“เซินเอ๋อๆ เจ้าเป็นอะไรไปหรือ”

ลู่หยวนเซินเพิ่งจะตั้งสติจากความดีใจเรื่องตั้งครรภ์ได้ไม่นาน และกำลังรู้สึกง่วงงุนพอดี เผลองีบหลับไปได้ครู่เดียวก็ถูกเสียงของฉีผูจื่อปลุกให้ตื่นด้วยความตกใจ ยังไม่ทันที่นางจะลุกขึ้นนั่ง ฉีผูจื่อก็โผเข้ามาหาแล้ว 

“เป็นอะไรไป มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า”

​ฉีผูจื่อทั้งใช้นิ้วลูบหน้าผาก ใบหู และแก้มของนาง สลับกับกุมมือของนางไว้เพื่อสัมผัสอุณหภูมิร่างกาย พลางพึมพำด้วยความฉงน 

“อุณหภูมิร่างกายก็ปกติ แล้วเจ็บป่วยตรงไหนล่ะเนี่ย” ลู่หยวนเซินทำสีหน้ามึนงง นางกะพริบตากลมโตคู่สวยแล้วส่ายหน้าอย่างใสซื่อ 

“ข้าสบายดีนะ ไม่ได้รู้สึกไม่สบายตรงไหนเลย ทำไมท่านถึงกลับมาได้...” ​พูดยังไม่ทันขาดคำ นางก็นึกถึงลู่หยวนเปาขึ้นมาได้ นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหมั่นไส้ 

“พี่ใหญ่กลับไปที่สำนักศึกษาแล้วบอกอะไรท่านใช่ไหม” ​ฉีผูจื่อพยักหน้ารัวๆ ไม่หยุด แล้วรีบซักไซ้ต่อ

“เจ้าเจ็บป่วยตรงไหนกันแน่ เดี๋ยวข้าจะไปเชิญท่านหมอมาให้ พี่เขยนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ รู้ว่าเจ้าร่างกายรู้สึกไม่ดีแต่ยังทำหน้าตาเฉยเมยเดินกลับไปได้ เดี๋ยวคราวหน้าข้าเจอท่านพ่อตาแม่ยาย ข้าจะฟ้องเขาชุดใหญ่เลยคอยดู” ลู่หยวนเซินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่นางกลับรู้สึกว่าฉีผูจื่อเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป

“เอ่อ... ท่านพี่ ข้าเพิ่งให้ท่านหมอตรวจดูอาการมาแล้ว ไม่ต้องเชิญท่านหมอมาอีกหรอกเจ้าค่ะ” ​หัวใจของฉีผูจื่อคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย ในที่สุดก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบ้าง 

“ในเมื่อตรวจกับท่านหมอแล้วก็ดี แล้วท่านหมอว่าอย่างไรบ้างล่ะ”

ลู่หยวนเซินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ สบตากับฉีผูจื่อจนรอยยิ้มของเขากำลังจะแข็งค้าง แต่ลู่หยวนเซินก็ยังคงไม่ปริปากพูดอะไร ทำเอาหัวใจที่เพิ่งตกลงไปเมื่อครู่ของเขากลับลอยสูงขึ้นมาร้อนรนอีกครั้ง 

“ไม่ได้การ! หมอที่พี่เขยเชิญมาไว้ใจไม่ได้ ข้าต้องไปเชิญหมอมาใหม่อีกคน!” ลู่หยวนเซินรีบดึงตัวเขาไว้ทันที 

“ทำไมท่านถึงตื่นตูมขนาดนี้! ข้าไม่ได้เป็นอะไร! คือ... คือว่า...”

​ใบหน้าของลู่หยวนเซินแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ​ฉีผูจื่อจ้องมองนางเขม็งด้วยใจที่ร้อนรน ในจังหวะที่เขากำลังจะสติแตกอยู่รอมร่อ ลู่หยวนเซินถึงได้เอ่ยเบาๆ 

“ท่านหมอบอกว่าข้าน่าจะตั้งครรภ์แล้ว”

​“ตั้งครรภ์แล้วงั้นหรือ... เอ๊ะ เจ้าว่าอะไรนะ ตั้งครรภ์แล้ว!” 

ฉีผูจื่อผุดลุกขึ้นยืนพรวดพราด เนื่องจากตกใจมากเกินไปเขาเกือบจะเอาศีรษะไปโขกกับคานเตียง พอได้รับการพยักหน้ายืนยันจากลู่หยวนเซิน เขาก็แทบจะดีใจจนเสียสติ ​ตอนที่จินหงถือรังนกเดินเข้ามาในห้อง นางก็ถามด้วยความงุนงง

“คุณหนู เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ เหตุใดจู่ๆ คุณชายฉีถึงวิ่งรอบลานเรือนอยู่ได้ล่ะเจ้าคะ” ​นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ลู่หยวนเซินเองก็รู้สึกพูดไม่ออกเช่นกัน 

“ไม่มีอะไร ปล่อยให้เขาดีใจไปเถอะ รอเขาบ้าจนพอใจแล้วก็สงบลงไปเอง”

“.….”

​ผลสุดท้ายนายบ่าวทั้งสองก็ยังคงประเมินกำลังกายของฉีผูจื่อต่ำไป เจ้าบ้านี่วิ่งวนรอบลานเรือนไปถึงสี่รอบเต็มๆ จนกระทั่งวิ่งไม่ไหวแล้วนั่นแหละถึงยอมกลับเข้ามาในห้อง ลู่หยวนเซินรีบสั่งให้จินหงนำชุดสะอาดมาให้เขาเปลี่ยน พร้อมกับตำหนิอย่างหมั่นไส้

“พี่ใหญ่ของข้าตอนที่รู้ว่าพี่สะใภ้ตั้งครรภ์ เขายังไม่เสียสติเท่าท่านเลย!”

​“นั่นไม่เหมือนกันสักหน่อย! ข้าปฏิบัติต่อภรรยาดีกว่าที่เขาปฏิบัติต่อภรรยาของเขาแน่นอน!” ฉีผูจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ ลู่หยวนเซินถึงกับหลุดขำออกมา

​คืนนั้นฉีผูจื่อไม่ได้กลับไป แม้ว่าลู่หยวนเซินจะบอกว่านางแค่น่าจะตั้งครรภ์ แต่เขากลับตัดสองคำนี้ทิ้งไปเสียดื้อๆ ตั้งตารอคอยด้วยใจจดจ่อแถมยังเริ่มนั่งคิดชื่อให้ลูกอีก 

หากไม่ใช่เพราะยังต้องเตรียมตัวสอบ เขาก็คงไม่อยากกลับสำนักศึกษาแล้วจริงๆ สุดท้ายก็ต้องให้ลู่หยวนเปาทั้งผลักทั้งไล่ ถึงยอมส่งก้อนตังเมเหนียวหนึบอย่างเขาออกจากประตูไปได้

​ผ่านไปครึ่งเดือนท่านหมอกลับมาตรวจซ้ำอีกรอบ และยืนยันผลการตั้งครรภ์ของลู่หยวนเซินอย่างเป็นทางการ ​ข่าวนี้ถูกส่งไปถึงอำเภอฉีอันอย่างรวดเร็ว ในเวลานั้นลู่ตงซานและเฉินสวี่อันเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองมณฑล 

สองสามีภรรยาไม่ได้แวะไปที่เรือนพักนอกเมืองเลยแม้แต่น้อย แต่พุ่งตรงมาที่เรือนตระกูลลู่ทันที ​จั๋วหลันอิงกำลังนั่งเย็บเสื้อผ้าเด็กเล็กอยู่กับอู๋จวงลวี่ 

พอพวกนางได้ยินข่าวก็รีบลุกออกไปต้อนรับ ทั้งยังกล่าวทักทายลู่ตงซานและเฉินสวี่อันด้วยความดีใจ ​เฉินสวี่อันสำรวจมองดูลูกสะใภ้ทั้งสองคน แล้วขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ 

“พวกเจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้เท่าไหร่กันเชียว ดูสภาพตอนนี้สิ ซูบผอมจนผอมยิ่งกว่าดอกเก๊กฮวยเสียอีก ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!”