LNCrawler

บทที่ 30 เฉินสวี่อันเริ่มแผนกักตุนเสบียง

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 30 เฉินสวี่อันเริ่มแผนกักตุนเสบียง

บทที่ 30 เฉินสวี่อันเริ่มแผนกักตุนเสบียง

 

เฉินสวี่อันไม่รู้เลยว่าการกระทำของนางทำให้คนในหมู่บ้านแตกตื่นกันขนาดไหน เมื่อลู่ตงซานเห็นฝนตกลงมา เส้นประสาทที่ขึงตึงของเขาก็ผ่อนคลายลงทันที 

เขารีบให้คนอื่นๆ เข้าไปหลบฝนในบ้าน ส่วนตัวเองอยู่เฝ้าดูข้างนอก แม้ฝนจะเริ่มตกแต่ไฟยังแรงอยู่ เขาจึงกลัวว่ามันจะลามไปทั่วป่าจริงๆ ซึ่งนั่นจะเป็นเรื่องใหญ่

​โชคดีที่ไฟไม่ได้ลุกลามต่อไป เมื่อฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เปลวไฟก็ค่อยๆ ดับมอดลง ลู่ตงซานเดินเข้าบ้านมาด้วยสภาพผมเผียกโชก เขาหยิบผ้าเช็ดตัวที่เฉินสวี่อันยื่นให้มาซับน้ำพลางเอ่ย

“ฝนตกหนักพอดีเลย ก่อนข้าเข้าบ้านไฟก็ดับหมดแล้วเหลือเพียงควันนิดหน่อย คาดว่าตกอีกพักเดียวคงไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ ทุกคนรีบไปนอนกันเถอะ”

เมื่อทุกคนได้รับคำยืนยันที่แน่นอนแล้ว ต่างก็แยกย้ายกลับห้องล้มตัวลงนอนหลับปุ๋ยไปทันที โดยหารู้ไม่ว่าที่บ้านตระกูลฝู่ตรงตีนเขายังมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่รวมตัวกันเตรียมจะขึ้นมาช่วยดับไฟ 

พอรอจนฝนหยุดตกและพากันเดินออกมา ทุกคนก็ถึงกับยืนอึ้งตะลึงงันอยู่ตรงตีนเขานั่นเอง

​“เมื่อกี้ไฟมันไหม้ตรงไหนนะ”

ฝูกวงเบิกตากว้างพลางหันไปถามคนอื่นๆ ด้วยความฉงน ​ต้าโก่วชายหนุ่มที่เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นไฟไหม้เกาหัวแกรกๆ สีหน้าดูสับสน 

“ข้าจำได้ว่าเหมือนจะอยู่แถวๆ บ้านอาตงซานนะ”

​“จะเป็นไปได้ยังไงว่าบ้านอาตงซานไฟไหม้ ถ้าไหม้จริงทำไมพวกเขาถึงเงียบกันขนาดนี้” 

ชาวบ้านคนหนึ่งปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด ทำเอาต้าโก่วเริ่มสงสัยในตัวเองขึ้นมา เพราะในยามค่ำคืนจะมองเห็นว่าไฟไหม้ที่ไหนชัดๆ ก็นับว่ายาก บางครั้งที่เขาเห็นว่ามันใกล้ จริงๆ แล้วมันอาจจะห่างออกไปอีกเขาหลายลูกก็ได้

​“งั้นพวกเรายังจะขึ้นไปบนเขาไหม” ชาวบ้านอีกคนถามขึ้นเบาๆ

​บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงัน กลุ่มคนยืนเซ่อจ้องมองภูเขาท่ามกลางความมืดอยู่นานร่วมเค่อ จนกระทั่งสายฟ้าฟาดลงมาบนท้องฟ้าอีกครั้ง ถึงได้มีคนกระทืบเท้ากัดฟันเหวี่ยงหมวกงอบทิ้งด้วยความโมโห 

“ข้าไม่สนแล้ว! ถ้าไม่รีบกลับไปนอน พรุ่งนี้จะมีแรงลงนาได้ยังไง”

​คนอื่นๆ ต่างเห็นพ้อง เพียงครู่เดียวกลุ่มคนก็สลายตัวไป เหลือเพียงสองสามคนที่ยังกังวลเรื่องไฟป่า แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นแม้แต่เงาไฟ กลับกลายเป็นเจอฝนที่เทกระหน่ำลงมาซ้ำอีกรอบ ทำเอาหัวใจที่เร่าร้อนอยากช่วยคนถูกราดด้วยน้ำเย็นจนชุ่มฉ่ำไปถึงทรวง

​เช้าวันรุ่งขึ้นเฉินสวี่อันถูกเสียงฝนปลุกให้ตื่น เมื่อเห็นแสงสว่างลอดผ่านช่องประตูออกมา นางก็รีบลุกขึ้นคว้าหมวกงอบบนฝาผนังเตรียมจะออกไปข้างนอก 

ทว่าพอเหยียบเท้าก้าวแรกออกไปนางก็ต้องเสียใจทันที เพราะรองเท้าที่เคยสะอาดสะอ้านกลับจมดิ่งลงไปในโคลนจนถอนไม่ขึ้น ​ลานบ้านที่ผ่านการชำระล้างด้วยมหาพายุมาทั้งคืน

ยามนี้ดูราวกับประสบอุทกภัย มีทั้งแอ่งน้ำและบ่อโคลนจนแทบไม่มีที่ให้วางเท้า เฉินสวี่อันเกาะขอบประตูไว้แน่น พยายามออกแรงดึงเท้าขึ้นมาอย่างสุดชีวิตจนเท้าหลุดออกมาได้ ทว่า... รองเท้ากลับยังฝังรากลึกอยู่ในดิน!

​นางมองเท้าเปล่าๆ ของตนด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ได้แต่เดินกระย่องกระแย่งกลับเข้าห้องไปสะกิดปลุกลู่ตงซานด้วยท่าทางแสนงอน 

“ข้าออกไปข้างนอกไม่ได้แล้ว”

“……”

​สุดท้ายลู่ตงซานต้องยอมแบกเฉินสวี่อันขึ้นหลังไปส่งที่ห้องครัวฝั่งตรงข้าม และภายใต้สายตาเว้าวอนของภรรยา เขาต้องเดินกลับไปขุดรองเท้าขึ้นมาล้างทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่องแล้วนำมาคืนให้นาง ​ด้วยเหตุนี้ลู่ตงซานจึงแอบกลั้นขำอยู่นาน จนเฉินสวี่อันโกรธจนหน้าดำหน้าแดง

​“ท่านยิ้มอะไร! ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ทุกครั้งที่ฝนตกท่านไม่ต้องแบกข้าเดินไปเดินมาตลอดหรอกหรือ!” 

เฉินสวี่อันเท้าสะเอวบ่นอุบ มองดูสภาพลานบ้านที่เละเทะแล้วยิ่งหงุดหงิด รู้สึกเหมือนมีกองไฟสุมอยู่ในอก ลู่ตงซานหลุดขำออกมาจนได้ แต่กลัวเมียจะโกรธจนบ้านแตกจึงรีบทำเสียงอ่อน 

“เมียจ๋าพูดถูกจ่ะ เจ้าพูดอะไรก็ถูกไปหมดนั่นแหละ”

​“ถูกอะไรกัน ข้ายังไม่ได้พูดอะไรสักคำท่านก็บอกว่าถูกแล้ว ท่านได้ตั้งใจฟังข้าพูดบ้างไหมเนี่ย!” 

เฉินสวี่อันโมโหจัดจนเอื้อมมือไปบิดหูลู่ตงซาน ลู่ตงซานไม่เคยเห็นเฉินสวี่อันในโหมดเมียดุแบบนี้มาก่อน เขาทั้งตกใจและตื่นเต้นจนลืมความเจ็บ ได้แต่ยืนบื้อจ้องนางตาค้าง

​“ท่านทึ่มไปแล้วหรือ มองข้าแบบนั้นทำไม” 

เฉินสวี่อันสงสัยจึงยิ่งออกแรงบิดมากขึ้น จนลู่ตงซานต้องร้องโอยขอชีวิตนางถึงยอมปล่อยมือ ลู่ตงซานลูบหูพลางยิ้มแห้ง 

“เมียจ๋า เจ้าช่างดีเหลือเกิน ขนาดบิดหูข้ายังดูมีชีวิตชีวาน่ารักถึงเพียงนี้” ​เฉินสวี่อันหน้าแดงซ่าน ค้อนให้วงใหญ่ด้วยความเขินอาย 

“ปากหวานนักนะ! รีบไปทำงานของท่านได้แล้ว ส่วนลานบ้านนี่ข้าจะลองหาทางจัดการเอง”

​เมื่อไม่มีลู่ตงซานมาคอยกวนใจ เฉินสวี่อันจึงเริ่มสงบสติอารมณ์ครุ่นคิด ชาติก่อนนางเป็นคุณหนูที่ไม่เคยย่างกรายออกจากประตูบ้าน ยิ่งสภาพอากาศแย่แบบนี้นางยิ่งไม่เคยสัมผัส 

หลังจากเกิดใหม่แม้จะมีฝนตกบ้างแต่ก็ไม่เคยหนักเท่าเมื่อคืน นางจึงไม่รู้เลยว่าลานบ้านหลังโดนฝนถล่มจะมีสภาพน่าอนาถขนาดนี้ ลู่ตงซานเตรียมอุปกรณ์ออกไปข้างนอก พอมองลงไปที่ตีนเขา 

เขาก็พบว่าพื้นที่ต่ำของหมู่บ้านเต็มไปด้วยน้ำขัง หมู่บ้านดูเหมือนจะหดเล็กลงไปครึ่งหนึ่ง เขาจึงเปลี่ยนใจไม่เข้าป่าแต่รีบวิ่งลงไปช่วยคนข้างล่างแทน พอไปถึงบ้านตระกูลฝู นางเติ้งกำลังกวาดน้ำออกจากลานบ้าน พอเห็นลู่ตงซานมานางก็ดีใจมาก 

“ทำไมลงมาเวลานี้ล่ะ กินข้าวมาหรือยัง” ลู่ตงซานพยักหน้าถามกลับ 

“ท่านป้า ข้ามองมาจากบนบ้านเห็นในหมู่บ้านน้ำขังหลายจุด เลยตั้งใจลงมาช่วยขอรับ” ฝูกวงเดินออกมาจากบ้านพอดี พอเขาได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจยิ่งนัก 

“ไปเถอะ พวกเราไปช่วยกัน เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อคืนฝนตกหนักจนบ้านในหมู่บ้านพังไปสองหลัง ตอนนี้ทุกคนไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น โชคดีที่เมื่อคืนไม่มีใครนอนหลับ พอเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าช่วย คนในบ้านเลยบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ไม่เป็นอะไรมาก” ลู่ตงซานสีหน้าคลายความกังวลลงบ้าง จึงเริ่มชวนคุยเล่น 

“พวกเจ้านี่ช่างมองการณ์ไกลจริงๆ ที่ไม่ยอมนอน”

​“มองการณ์ไกลอะไรกันล่ะ ก็เจ้าต้าโก่วมันดันตะโกนว่าเห็นไฟไหม้บนเขา ทุกคนเลยคว้าอาวุธเตรียมขึ้นไปดับไฟ แต่พอมาถึงบ้านข้าฝนดันตกหนักจนขึ้นไปไม่ได้

ก็เลยต้องหลบฝนอยู่ที่นี่ พอฝนหยุดพวกเราออกไปดูก็ไม่เห็นไฟสักนิดเดียว ข้าว่าต้าโก่วมันคงตาฝาด แต่มันก็ไม่ยอมรับยืนเฝ้าอยู่หน้าบ้านข้าทั้งคืน” ฝูกวงส่ายหน้าพลางเล่า

ลู่ตงซานได้ฟังก็ถึงกับเหงื่อกาฬไหลชุ่มแผ่นหลัง โชคดีที่ฝนตกลงมาได้จังหวะ ไม่อย่างนั้นหากชาวบ้านกรูกันขึ้นไปบนเขา เรื่องที่พวกเขาเผาป่าต้องถูกเปิดเผยแน่ๆ และคงยากจะอธิบายกับหัวหน้าหมู่บ้าน

ลู่ตงซานไม่กล้าไปไหนไกล เขาอยู่ช่วยงานในหมู่บ้านทั้งวัน ทั้งช่วยซ่อมบ้านและขุดทางระบายน้ำ พอกลับถึงบ้านเขาก็พบว่าเฉินสวี่อันพาลู่หยวนเปาไปจัดการที่ดินตรงเนินเขาหลังบ้านในช่วงที่ดินยังนิ่มอยู่จนเกือบจะเสร็จแล้ว เขาเห็นแล้วก็เบิกบานใจยิ่งนัก

​ความวุ่นวายจากฝนพายุผ่านไปสองวัน ชาวบ้านก็เริ่มลืมเลือนเรื่องคืนอันวุ่นวายนั่นไปสิ้น เรื่องไฟป่าก็ถูกโยนทิ้งไปจากสมอง ใครมีหน้าที่ทำนาก็ทำนา ใครมีหน้าที่หาเงินก็หาเงิน

​เมื่อเฉินสวี่อันเห็นว่าเรื่องสงบลงแล้ว นางจึงใช้เวลาสองสามวันพาเด็กๆ ปลูกเผือกจนเสร็จ ส่วนมันจะโตหรือไม่นางก็สุดแท้แต่พรหมลิขิต เพราะเรื่องเพาะปลูกนี้นางเองก็เป็นมือใหม่ตัวจริงเสียงจริง 

ทว่าลูกชายคนโตอย่างลู่หยวนเปากลับใส่ใจเรื่องเผือกนี้มาก เขาคอยรดน้ำพรวนดินที่เนินเขาหลังบ้านเป็นประจำโดยไม่ต้องให้ใครบอก ​เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก 

ฤดูร้อนค่อยๆ เลือนหายไป จนกระทั่งใบไม้แห้งใบหนึ่งร่วงหล่นลงมากลางลานบ้าน เฉินสวี่อันถึงได้ตระหนักว่าฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงมาถึงแล้ว! ​นางรีบวิ่งไปหาลู่หยวนเปาที่หลังบ้านทันที 

“หยวนเปา ข้าวในนาเราถึงเวลาเก็บเกี่ยวหรือยังลูก”  ลู่หยวนเปามองมารดาที่ดวงตาเป็นประกายด้วยความสงสัย พลางทำเสียงระแวดระวัง 

“ท่านแม่ ท่านคิดจะทำอะไรอีกขอรับ บอกไว้ก่อนนะ ข้าวบ้านเราต้องเตรียมไว้เสียภาษีนะ ห้ามเอาไปทำอะไรแผลงๆ เด็ดขาด” ​เฉินสวี่อันค้อนลูกชาย 

“เรื่องนั้นไม่ต้องให้เจ้าบอกแม่ก็รู้ แม่แค่กำลังคิดว่าช่วงอากาศดีๆ แบบนี้เรารีบเก็บข้าวมาตากแห้ง แล้วถือโอกาสไปหาซื้อข้าวเพิ่ม เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ข้าวปลาอาหารมันแพงแค่ไหน 

พวกเรารีบเก็บเกี่ยวของเรา แล้วลองไปตระเวนดูตามหมู่บ้านรอบๆ ถ้าบ้านไหนยอมขายข้าวเราก็ซื้อเก็บไว้ ตุนไว้ก่อนย่อมดีกว่าแน่นอน”

ลู่หยวนเปาได้ฟังก็โล่งอก เขาสลัดคราบเด็กน้อยกลายเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยทันที ก่อนลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัวแล้วคว้าอุปกรณ์การเกษตรวิ่งออกจากบ้านไปอย่างกระฉับกระเฉง 

“ข้าจะไปดูที่นาเองขอรับ ถ้าเกี่ยวได้แล้วจะกลับมาเรียกพวกท่าน!”

​มองดูแผ่นหลังลูกชายที่พึ่งพาได้ขนาดนี้ เฉินสวี่อันก็ได้แต่เผยรอยยิ้มของมารดาผู้เปี่ยมล้นด้วยความภาคภูมิใจออกมา เมื่อลู่หยวนเปาก้าวออกจากบ้าน เขาก็วิ่งตรงไปยังบ้านตระกูลฝูตามความเคยชิน 

ทันทีที่รู้ว่าฝูกวงอยู่ที่ทุ่งนา เขาก็ยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น จนกระทั่งมาหยุดยืนหอบหายใจแฮกอยู่บนคันนาของตัวเอง แล้วจึงตะโกนเรียกสุดเสียง

​“ท่านลุงฝูขอรับ!”

​ฝูกวงที่กำลังทำงานหนักในสภาพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เมื่อได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ พลางฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่า

“หยวนเปาเรอะ มีอะไรล่ะ” ลู่หยวนเปาชี้ไปยังที่นาของครอบครัวตนเอง แล้วเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น

“ข้าวในนาบ้านข้า ถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้หรือยังขอรับ”