บทที่ 31 เกาลัดป่าและรวงข้าวแรกแห่งฤดูใบไม้ร่วง
บทที่ 31 เกาลัดป่าและรวงข้าวแรกแห่งฤดูใบไม้ร่วง
บทที่ 31 เกาลัดป่าและรวงข้าวแรกแห่งฤดูใบไม้ร่วง
ฝูกวงมีสีหน้าฉงน เขาค่อยๆ เดินตรงไปหาลู่หยวนเปา จนเมื่อได้ยินคำถามชัดเจนจึงหันหัวเดินไปยังทุ่งนาของตระกูลลู่ ที่นาของบ้านลู่มีไม่มากนัก ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกนำไปจ่ายภาษีจนหมด
ชาวบ้านต่างรู้สถานการณ์ของบ้านนี้ดี บางคนจึงมองลู่หยวนเปาด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ และยังมีท่านลุงผู้กระตือรือร้นบางคนเดินตามมาดูด้วย พวกเขาเดินวนรอบที่นาของตระกูลลู่หนึ่งรอบก่อนจะพยักหน้าเห็นพ้องตรงกัน
“หยวนเปา คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเป็นมือดีด้านการทำนา ปีนี้ข้าวบ้านเจ้าดูท่าจะเก็บเกี่ยวได้พูนกระบุงเชียวล่ะ” ฝูกวงเอ่ยชม ลู่หยวนเปาฉีกยิ้มกว้างทันที ใครเล่าจะไม่ชอบฟังคำชม
“ท่านลุงฝู ในเมื่อเก็บเกี่ยวได้แล้ว งั้นข้าจะรีบไปตามท่านแม่มาช่วยนะขอรับ”
“แม่เจ้าหรือ” ฝูกวงเลิกคิ้ว
“ทำไมเป็นแม่เจ้าล่ะ แล้วพ่อเจ้าไปไหนเสียล่ะ”
ลู่หยวนเปานึกถึงคำกำชับของเฉินสวี่อันก่อนหน้านี้ เขาจึงไม่กล้าบอกเรื่องที่ลู่ตงซานแอบไปถางทางบนเขา จึงได้แต่ตอบเลี่ยงๆ ไป
“ท่านพ่อเข้าป่าไปล่าสัตว์ขอรับ ช่วงนี้ในป่ามีของเยอะ ท่านพ่อเลยอยากรีบหาเสบียงเตรียมไว้”
คนรอบข้างได้ยินอย่างนั้นต่างก็ส่ายหน้าถอนหายใจ เพราะที่นาของตระกูลลู่มีน้อยเพียงเท่านี้ การต้องเข้าป่าเพื่อหาทางรอดชีวิตจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ พ่อของหลี่เอ้อโก่วดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงบอกกับลู่หยวนเปา
“เอาอย่างนี้ พอผ่านช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว บอกให้พ่อเจ้าไปหาข้าที่บ้านหน่อย ข้ามีงานจะจ้างเขาทำ”
พอได้ยินว่ามีงาน ลู่หยวนเปาจึงดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงฝูกวงที่เดินมากระซิบข้างหูเด็กน้อย
“ที่นาแค่นี้ไม่ต้องไปลำบากตามแม่เจ้ามาหรอก เจ้าเริ่มเกี่ยวไปก่อน เดี๋ยวพอข้าเสร็จงานทางนี้จะมาช่วย คาดว่าเกี่ยวสักสองสามวันก็คงเสร็จหมดแล้ว”
ลู่หยวนเปาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศแสนสดชื่น เขาพยักหน้าเงียบๆ และไม่ได้กลับไปตามใครมาช่วยจริงๆ ทางด้านเฉินสวี่อันรออยู่ที่บ้านตั้งนานก็ไม่เห็นคนกลับมา
นางจึงตัดสินใจคว้าอุปกรณ์การเกษตรตรงไปยังทุ่งนา เมื่อเห็นลู่หยวนเปาตัวเล็กๆ ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักอยู่กลางนาเพียงลำพัง นางก็รู้สึกสะท้อนใจและสงสารลูกจับใจ
นางไม่ได้ส่งเสียงเรียก แต่ค่อยๆ ก้าวลงนาไปเริ่มเก็บเกี่ยวจากทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบ แม้ความเร็วของนางจะไม่มากนัก แต่เพราะหยวนเปายังเป็นเด็ก ความคืบหน้าของทั้งคู่จึงดูพอๆ กัน
เนื่องจากทำได้ช้าสองแม่ลูกจึงไม่กล้าหยุดพัก ทั้งคู่โหมงานหนักราวกับไม่ห่วงร่างกาย จนกระทั่งดวงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าก็ยังคงง่วนอยู่กับการทำงาน ฝูกวงเดินมาจากที่นาของตนเพื่อมาช่วยตามสัญญา
ทันทีที่เห็นเฉินสวี่อัน แววตาของเขาก็ฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะนึกถึงตอนที่ตนเคยพูดจาเหน็บแนมกระทบกระเทียบเอาไว้ก็ให้รู้สึกกระดากอายยิ่งนัก ในขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะเข้าไปทักทายดีหรือไม่ จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากข้างหลัง
“ทำอะไรอยู่น่ะ ยืนเซ่ออยู่ทำไมตรงนี้” ฝูกวงสะดุ้งโหยงพลางค้อนขวับ
“ยังจะมาพูดอีก ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว เจ้ากลับไม่ห่วงข้าวปลาในนาเลย ใจคอทำด้วยอะไรเนี่ย”
“นี่ข้าก็มาแล้วไง!” ลู่ตงซานยิ้มแห้งๆ ด้วยความรู้สึกผิด เขาเกรงว่าฝูกวงจะถามเซ้าซี้จึงรีบก้าวลงนาไปอย่างรวดเร็วพลางตะโกนก้อง
“เมียจ๋า! เจ้าลูกชาย! ข้ามาช่วยแล้ว!” สองแม่ลูกยืดตัวขึ้นพร้อมกัน ลู่หยวนเปามองเฉินสวี่อันด้วยความตกตะลึง
“ท่านแม่ ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ”
เมื่อมองไปยังพื้นที่นาซึ่งเฉินสวี่อันเกี่ยวเสร็จไปแล้ว ลู่หยวนเปาถึงกับพูดไม่ออก เมื่อก่อนเวลาเฉินสวี่อันลงนามากับเขา เขามักจะเป็นกำลังหลักเสมอ
คิดไม่ถึงเลยว่าท่านแม่ที่ดูบอบบางไร้เรี่ยวแรง ยามทำงานไร่นาลำบากเช่นนี้จะเก่งกาจไม่แพ้เขาเลย เฉินสวี่อันปาดเหงื่อพลางยิ้มละมุน
“เห็นเจ้าหายไปนานแม่เลยตามมาจ่ะ เจ้าตั้งใจทำงานมากแม่เลยไม่อยากกวน” ลู่ตงซานเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาสงสารทั้งคู่จับใจจึงรีบไล่
“พวกเจ้ากลับบ้านไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง รับรองว่าตอนถึงเวลาข้าวเย็นข้าจะกลับไปให้ทันแน่นอน” ฝูกวงได้สติจึงรีบเสริม
“ใช่ๆ พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ ทางนี้ข้ากับตงซานช่วยกันเกี่ยว แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว” เฉินสวี่อันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้ทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนพวกท่านแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อเดินขึ้นมาบนคันนา เฉินสวี่อันก็หันไปบอกกับฝูกวง
“พี่ฝูกวง ประเดี๋ยวไปกินข้าวที่บ้านข้านะ เมื่อวานตงซานหิ้วกระต่ายป่ากลับมาตัวหนึ่ง ถลกหนังเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ต้ม เย็นนี้ข้าจะทำเนื้อกระต่ายให้พวกท่านกินเจ้าค่ะ”
“โอ๊ย จะดีหรือ แค่กินอะไรเล่นๆ ก็พอแล้ว”
ฝูกวงปฏิเสธพร้อมรอยยิ้มตามมารยาท ปกติคนในหมู่บ้านเวลาช่วยงานกัน มักจะจบที่มื้ออาหารหนึ่งมื้อในบ้านเจ้าของงานโดยไม่พูดเรื่องเงินทองให้เสียน้ำใจ
เฉินสวี่อันยิ้มรับโดยไม่เอ่ยอะไรต่อ นางหอบเอาอุปกรณ์การเกษตรที่ลู่ตงซานไม่ได้ใช้กลับไปด้วย ในระหว่างทางหยวนเปาพยายามจะช่วยแบกแต่นางก็ปฏิเสธ
สองแม่ลูกเดินเคียงข้างคุยเล่นกันไปจนลับตา ฝูกวงมองตามหลังทั้งสองคนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันมาเปรยกับลู่ตงซาน
“ตงซาน น้องสะใภ้นี่เปลี่ยนไปมากจริงๆ จนข้าแทบจำไม่ได้เลยนะเนี่ย”
เมื่อก่อนฝูกวงมักจะเรียกเฉินสวี่อันว่านางติ้ง แต่ตอนนี้เขาเริ่มยอมรับในตัวนางและเรียกขานน้องสะใภ้อย่างเต็มใจแล้ว ลู่ตงซานยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าน้องสะใภ้เจ้าเป็นสตรีที่ดีที่สุดในใต้หล้า เจ้าก็ไม่เชื่อข้า!”
ฝูกวงมุมปากกระตุก หากเป็นนางติ้งคนเก่าเขาคงไม่เชื่อแน่ๆ แต่สำหรับเฉินสวี่อันในยามนี้เขาก็เริ่มไม่แน่ใจนัก เพราะดูท่าทางนางจะพึ่งพาได้จริงๆ แถมหน้าตาก็สะสวย นับว่าคุ้มค่าที่ลู่ตงซานจะรักและทะนุถนอมไว้ในใจ
สองพี่น้องคุยกันไปพลางทำงานไปพลาง ทว่าความเร็วในการเก็บเกี่ยวนั้นไม่ช้าเลย พื้นที่นาที่เฉินสวี่อันอุตส่าห์ใช้เวลาค่อนวันเกี่ยวไปนั้น ลู่ตงซานลงมือเพียงไม่กี่ครั้งก็จัดการจนเตียน
ทางด้านเฉินสวี่อันและลู่หยวนเปาที่กลับถึงบ้านก็พบว่าที่หน้าห้องครัวมีตะกร้าที่ลู่ตงซานหิ้วกลับมาวางอยู่ ในนั้นมีเผือกอยู่ครึ่งตะกร้าและมีเกาลัดที่เก็บมาจากในป่าอีกส่วนหนึ่ง
ต้นเกาลัดและเผือกเหล่านี้คือสิ่งที่เฉินสวี่อันค้นพบในป่าลึก ชาวบ้านหมู่บ้านซานฝูไม่รู้จักของพวกนี้ และชาติปางก่อนเฉินสวี่อันก็ไม่เคยพบต้นเกาลัดในป่านี้มาก่อน
โชคดีที่ตอนเด็กๆ นางเคยไปเที่ยวที่ไร่นอกเมืองจึงเคยเห็น อีกทั้งทุกครั้งที่เข้าป่านางมักจะมุ่งเน้นการหาของกิน จึงสังเกตเห็นต้นเกาลัดที่ยังไม่ออกผลในตอนนั้น
นางทำเครื่องหมายไว้รอบๆ ต้นและกำชับให้ลู่ตงซานไปเก็บเกี่ยวมาเมื่อถึงเวลา และดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะสุกได้ที่แล้ว
“ท่านแม่ นี่มันอะไรหรือขอรับ ก้อนหินหรือ” ลู่หยวนเปาหยิบเกาลัดที่สะท้อนแสงแวววาวและแข็งเป๊กขึ้นมาเล่นราวกับเป็นก้อนหิน
“ก้อนหินที่ไหนกันเล่า นี่คือของดีที่กินให้อิ่มท้องได้เชียวนา” เฉินสวี่อันดุแกมหยอกพลางรีบเก็บของทั้งหมดเข้าไปไว้ในห้องของนางจางซื่อ
บ้านตระกูลลู่มีเพียงสี่ห้อง เมื่อไม่มีที่เก็บของจึงต้องนำไปรวมไว้ในห้องที่คนนอกจะไม่เข้าไป ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมาภายใต้การจัดการของเฉินสวี่อัน ห้องของนางจางซื่อจึงเหลือเพียงเตียงนอนและทางเดินแคบๆ ที่พอให้คนเดินผ่านได้
พื้นที่ที่เหลือล้วนถูกใช้เก็บข้าวของ มีทั้งธัญพืชที่ลู่ตวซานเก็บกลับมาเป็นระยะ และเผือกป่าที่ทยอยขุดมาจากป่าลึก ซึ่งยามนี้วางซ้อนกันอยู่หลายตะกร้า
บนขื่อหลังคายังแขวนเนื้อรมควันที่นางจางซื่อทำไว้เมื่อปีที่แล้ว และตอนนี้ยังมีเกาลัดเพิ่มเข้ามาอีก หากใครที่ไม่รู้เรื่องมาเห็นเข้าคงนึกว่าบ้านตระกูลลู่มีเสบียงเต็มคลังจริงๆ
คืนนั้นเฉินสวี่อันนึ่งเกาลัดมาวางบนโต๊ะ ทุกคนในบ้านนั่งจ้องมองเกาลัดตาปริบๆ ไไม่มีใครกล้ายื่นมือออกไปหยิบ ลู่ตงซานลองใช้ตะเกียบคีบดู แต่พบว่ามันลื่นปรื๊ดจนคีบไม่อยู่
เขาจึงตัดสินใจใช้มือหยิบขึ้นมา แล้วกัดเข้าปากโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นกลิ่นหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่วลิ้น รสชาติที่หวานมันและนุ่มหนึบผสมผสานกับเปลือกแข็งๆ ทำเอาลู่ตงซานเดี๋ยวก็ทำหน้าตื่นเต้นเดี๋ยวก็ขมวดคิ้ว
“เมียจ๋า เจ้านี่อร่อยดีนะ แต่เปลือกมันแข็งไปหน่อย”
“คิก!” เฉินสวี่อันอดรนทนไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง นางหัวเราะไปพลางช่วยปอกเปลือกให้เขาไปพลาง
“ลองชิมแบบนี้ดูสิเจ้าคะ” คราวนี้พอลู่ตงซานกัดไปได้เพียงสองคำดวงตาก็เบิกกว้าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ
“อร่อย! อร่อยจริงๆ! แถมไอ้นี่กินแล้วรู้เลยว่าทำให้อิ่มท้องได้แน่ๆ”
พวกเด็กๆ ได้ยินดังนั้นน้ำตาก็แทบจะไหลออกมาโดยไม่ต้องให้เฉินสวี่อันช่วย ทุกคนเริ่มลงมือปอกกันเอง แม้แต่เด็กน้อยอย่างลู่หยวนจงยังรู้ความพอที่จะใช้ก้อนหินทุบเปลือกให้แตกเพื่อแทะเนื้อข้างในกิน เฉินสวี่อันมองภาพนั้นด้วยความเอ็นดูปนขบขัน