LNCrawler

บทที่ 32 ลู่ตงซานผู้ใจร้อน กับภรรยาผู้วางแผนเก่ง

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 32 ลู่ตงซานผู้ใจร้อน กับภรรยาผู้วางแผนเก่ง

บทที่ 32 ลู่ตงซานผู้ใจร้อน กับภรรยาผู้วางแผนเก่ง

 

หลังจากที่เด็กๆ ได้ลิ้มรสเกาลัดแล้ว พวกเขาก็ไม่ชายตาแลโจ๊กอีกเลย เพียงครู่เดียวเกาลัดชามเล็กก็ถูกแบ่งปันจนเกลี้ยงเกลา แต่ดูเหมือนจะยังไม่จุใจ แต่ละคนต่างจ้องมองเฉินสวี่อันด้วยสายตาเป็นประกาย

​“ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเราต้มกินกันอีกหน่อยนะขอรับ” ลู่หยวนเปาเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกในฐานะตัวแทนพี่น้อง ​เฉินสวี่อันส่ายหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด 

“ข้าวที่บ้านเราปลูกได้มีน้อย ของพวกนี้ต้องเอาไว้กินแทนข้าว ไว้รอให้งานในนาเสร็จก่อน แม่กับพ่อจะเข้าป่าไปหามาเพิ่ม ถึงตอนนั้นจะแบ่งส่วนหนึ่งไว้ให้พวกเจ้ากินเล่น ส่วนที่เหลือต้องตากแห้งเก็บไว้เป็นเสบียง” ​เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เฉินสวี่อันก็หันไปทางลู่ตงซาน 

“ท่านพี่พอจะรู้ไหมว่าที่ไหนมีโม่หินขายบ้าง”

​“เมียจ๋า อยากได้โม่หินไปทำอะไรหรือจ๊ะ” 

ลู่ตงซานกินข้าวคำสุดท้ายเสร็จก็วางตะเกียบลงพลางมองภรรยาด้วยความสงสัย ​เฉินสวี่อันไม่ได้ปิดบัง นางจึงตอบออกไปตรงๆ 

“ข้าเห็นว่าที่บ้านมีแต่เด็กๆ ถ้ามีโม่หินติดบ้านไว้บ้าง เผื่อวันหน้าจะได้เอามาบดของกินให้พวกเด็กๆ กินง่าย ย่อยง่ายหน่อยน่ะเจ้าค่ะ” ​ลู่หยวนเปากระโดดตัวลอยอย่างตื่นเต้น 

“ท่านแม่ ข้ารู้ขอรับว่าที่ไหนมี! อาเอ้อโก่วทำโม่หินเป็นขอรับ ขอเพียงเราเตรียมหินไปเองแล้วจ่ายค่าแรงก็พอ อ้อ ท่านพ่อขอรับ เมื่อครู่ท่านลุงที่บ้านอาเอ้อโก่วมาตามหาท่าน บอกว่ามีงานจะจ้าง ท่านลองไปถามดูสิขอรับ”

​“โอ้โห ช่างประจวบเหมาะจริงๆ ตงซาน ถ้าท่านว่างก็ลองแวะไปหน่อยนะเจ้าคะ ถือโอกาสถามเรื่องโม่หินด้วย ถ้าทำเสร็จก่อนเข้าฤดูหนาวได้จะดีมาก พวกเราจะได้มีของกินทำเองที่บ้านไม่ต้องออกไปไหนให้ลำบาก” เฉินสวี่อันยิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจ

​เมื่อเห็นรอยยิ้มของนาง ลู่ตงซานก็ลุกขึ้นทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วเดินออกจากบ้านไป ​เฉินสวี่อันส่ายหน้าอย่างขบขัน 

“พ่อของเจ้านี่ช่างใจร้อนจริงๆ”

​“นั่นสิขอรับ ไม่อย่างนั้นตอนนั้นท่านพ่อจะกล้าออกไปตามหาท่านแม่โดยไม่พกอะไรติดตัวไปเลยหลายวันจนเกือบจะกลายเป็นขอทานได้ยังไง” ลู่หยวนเปาเย้าแหย่ขึ้นมา

​เฉินสวี่อันตีลูกชายเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ หยวนเปาจึงรีบแลบลิ้นปลิ้นตาแล้วไม่กล้าพูดเล่นอีก ลู่ตงซานหายไปค่อนวัน เฉินสวี่อันกล่อมเด็กๆ จนหลับหมดแล้วเขาก็ยังไม่กลับมา 

ในขณะที่นางกำลังคิดจะออกไปตามหา เขาก็เดินเซกลับมาพร้อมกลิ่นเหล้าโชยหึ่ง พอเข้าประตูมาได้ก็โผเข้ากอดเฉินสวี่อันพลางพูดจาเลอะเลือน

​“เมีย... เมียจ๋า ข้าดีใจเหลือเกิน มีงานเข้ามาแล้ว...”

​“งานอะไรที่ทำให้ท่านดีใจจนเป็นบ้าแบบนี้” 

เฉินสวี่อันพยายามเค้นแรงทั้งหมดผลักเขาออกไป พอหันไปมองอีกที... ให้ตายเถอะ เขาหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว ทำเอานางขุ่นเคืองด้วยความโมโห ​

เช้าวันรุ่งขึ้นลู่ตงซานถูกบิดหูจนตื่น พอลิืมตาก็เห็นว่าเป็นเฉินสวี่อัน ความโกรธที่ค้างคาอยู่จึงมลายหายไปสิ้น เขารีบละล่ำละลักขอชีวิต 

“เมียจ๋า เบาๆ หน่อยจ่ะ ข้าไม่กล้าแล้ว”

​“ไม่กล้าอะไร” เฉินสวี่อันออกแรงบิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ​ลู่ตงซานรีบโพล่งออกมา 

“ข้าไม่กล้าดื่มเหล้าจนกลับบ้านดึกอีกแล้วจ่ะ!”

​“ถือว่าท่านยังรู้ความ” เฉินสวี่อันค้อนแวบหนึ่งก่อนจะยอมปล่อยมือ ​ลู่ตงซานรีบสูดหายใจเข้าลึกพลางยิ้มประจบ 

“เมียจ๋าอย่าโกรธเลยนะจ๊ะ ที่ข้าดื่มเพราะข้าดีใจจริงๆ! เจ้ารู้ไหม พอข้าไปถึงบ้านท่านอา ท่านบอกว่าอยากให้ข้าช่วยทำเครื่องเรือนสินเดิมให้กับลูกสาวคนเล็กของท่าน ท่านเตรียมไม้และค่าแรงไว้พร้อมสรรพแล้ว 

พอข้าได้ยินก็รีบรับคำทันที แถมยังถามเรื่องทำโม่หินด้วย ท่านอาดีใจมากบอกว่าแค่ข้าช่วยทำเครื่องเรือนให้ลูกสาวท่าน ท่านจะให้เอ้อโกวทำโม่หินให้ข้าเป็นการแลกเปลี่ยนค่าแรงกันไปเลยจ่ะ”

​การทำสินเดิมแต่งงานนั้นไม่ยากนัก ส่วนใหญ่ก็คือ ตู้ เตียง และโต๊ะเครื่องแป้ง ชาวชนบทไม่ได้เน้นลวดลายสลักเสลาเหมือนในเมือง ขอเพียงเรียบง่ายแข็งแรงก็พอ แต่โม่หินนั้นทำยากกว่ามาก ค่าแรงทำโม่หินอันหนึ่งอาจจะเท่ากับค่าทำเครื่องเรือนอหลายชิ้น 

นับว่าบ้านตระกูลหลี่นั้นใจกว้างและช่วยประหยัดเงินให้เขาไปได้หลายสิบอีแปะ ​เฉินสวี่อันขมวดคิ้วเล็กน้อย การไม่ต้องเสียเงินเป็นเรื่องดี แต่นางก็ไม่อยากเอาเปรียบใคร 

“ท่านอาบอกไหมเจ้าคะว่าต้องทำอะไรบ้าง” ​ลู่ตงซานพยักหน้าพลางนั่งขัดสมาธิเล่าต่อ 

“เตียงหนึ่งหลัง ตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้ โต๊ะเครื่องแป้งหนึ่งชุด ข้าตั้งใจว่าจะทำชุดโต๊ะเก้าอี้เพิ่มให้แม่นางน้อยด้วย ส่วนไม้ข้าจะไปหาบนเขาเอง ท่านอาบอกว่าไม่รีบร้อน เพราะลูกสาวท่านจะแต่งออกหลังจบช่วงทำนาปีหน้า” ​เฉินสวี่อันพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง 

“เอาตามที่ท่านว่านั่นแหละ ทุกคนต่างก็ลำบากเหมือนกัน พวกเราจะเอาเปรียบคนอื่นไม่ได้”

​คนในหมู่บ้านเดียวกันไม่มีความลับต่อกัน หากเรื่องนี้แพร่ออกไปอาจมีคนขี้อิจฉาเอาไปนินทาลับหลังจนเสียความสัมพันธ์กันเปล่าๆ ลู่ตงซานเองก็คิดเช่นนั้น เขาจึงร่ายคำชมเยินยอเฉินสวี่อันเสียยกใหญ่จนนางเขินอายทนอยู่ในห้องต่อไม่ไหว

​เนื่องจากงานในนายังไม่เสร็จสิ้น วันนั้นลู่ตงซานจึงไม่ได้เข้าป่า แต่พาลู่หยวนเปาลงนาไปทำงานต่อ ​เฉินสวี่อันฉวยโอกาสที่อากาศดีนำเกาลัดมาปอกเปลือกแล้วเกลี่ยลงในกระด้งเพื่อตากแห้ง 

ลู่หยวนเซินคอยเป็นลูกมือช่วยนางเหมือนเดิม ทั้งซักผ้า กวาดบ้าน และรดน้ำเผือกป่าตรงหลังบ้าน งานพวกนี้สองพี่น้องจะสลับกันทำ ส่วนเจ้าตัวเล็กอีกสามคนก็ปล่อยให้เล่นดินเล่นทรายในลานบ้านไป ขอเพียงไม่วิ่งซนออกไปนอกรั้วนางก็ไม่ว่าอะไร

​หลังจากข้าวในนาถูกเก็บเกี่ยวขึ้นมาจนหมด ลานบ้านตระกูลลู่ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความอุดมสมบูรณ์ ฝั่งซ้ายตากข้าวสาร ฝั่งขวาตากเกาลัด วางจนเต็มพื้นที่จนแทบไม่มีที่ให้เดิน 

ลู่ตงซานไม่อาจอยู่เฝ้าบ้านได้ตลอดเวลา เฉินสวี่อันและเด็กๆ จึงต้องสลับกันเฝ้าของกลางลาน ​ด้วยเหตุนี้่พวกหยวนเปาจึงไม่ยอมออกไปวิ่งเล่นในหมู่บ้านเลย ตลอดหลายวันมานี้โชคดีที่ฟ้าฝนเป็นใจแดดจ้าทุกวัน 

ข้าวของบ้านตระกูลลู่จึงถูกเก็บเข้ากระสอบวางไว้ในห้องโถงเรียบร้อยก่อนที่การเก็บเกี่ยวของหมู่บ้านจะสิ้นสุดลงเสียอีก รอเพียงจ่ายภาษีที่ดินเสร็จ ส่วนที่เหลือก็จะถูกย้ายไปเก็บในห้องของนางจางซื่อ

​เมื่อเสร็จสิ้นงานเก็บเกี่ยว เฉินสวี่อันรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ยามนี้นางเริ่มมีสมาธิกลับมาคิดทบทวนเรื่องไร่ทะเลเสียที เนื่องจากลู่ตงซานติดงานยุ่ง นางจึงต้องลงเขาไปหาป้าเติ้งเพียงลำพัง

​นางเติ้งเห็นเฉินสวี่อันถือตะกร้าเดินมาคนเดียวก็ถึงกับตาค้าง นางลอบมองท้องฟ้าพลางคิดในใจว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร คุณหนูผู้นี้ถึงได้ยอมเดินมาหานางถึงที่บ้าน

​แม้ในใจจะสับสนวุ่นวายแต่นางเติ้งก็ไม่ได้แสดงออก นางรินน้ำอุ่นให้เฉินสวี่อันพลางถามอย่างกระตือรือร้น

“เมียตงซาน งานที่บ้านเสร็จหมดแล้วหรือ ​เฉินสวี่อันพยักหน้าพลางยิ้มอย่างละมุนและสุภาพ นางยื่นตะกร้าให้ป้าเติ้ง

“ท่านป้าเจ้าคะ นี่คือกระต่ายป่าสองตัวที่ตงซานเพิ่งล่ามาได้ ยังสดๆ อยู่เลยเจ้าค่ะ”

​“ตายจริง! ทำแบบนี้ทำไมกัน มาหาเฉยๆ ก็พอแล้ว จะเอาของมีค่าแบบนี้มาให้ทำไมกัน คนกันเองทั้งนั้น!” ป้าเติ้งทำหน้าดุคล้ายไม่พอใจ ​เฉินสวี่อันจึงได้รีบกล่าว 

“ท่านป้าเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่านหน่อยน่ะ”

​“มีเรื่องอะไรก็บอกมาเถอะ เอาของกลับไปซะนะ” ป้าเติ้งพยายามยัดตะกร้าคืน ​เฉินสวี่อันหัวเราะอย่างจนใจ 

“ท่านป้า ฟังข้าก่อนนะเจ้าคะ ข้าอยากรบกวนให้พวกท่านช่วยสานตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ๆ ให้ข้าหน่อย ขอแบบที่สานถี่ๆ แน่นหนา แข็งแรง และใบใหญ่ๆ หน่อย 

ข้าต้องการจำนวนมากและค่อนข้างด่วน เลยต้องมาขอให้พวกท่านช่วยจ พอดีที่บ้านไม่มีเงินสดติดตัว ข้าเลยเอากระต่ายมาให้ก่อน ส่วนที่เหลือต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ท่านป้าค่อยบอกข้านะเจ้าคะ”

​“จะเอาตะกร้าเยอะแยะไปทำไมกัน” 

ป้าเติ้งถามด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบเพราะนางไม่ใช่คนในครอบครัวตระกูลลู่จึงไม่ควรซักไซ้ไล่เลียง นางแค่เปรยออกมาตามนิสัยแล้วถามต่อ 

“ตกลงจะเอาสักกี่ใบ” ​เฉินสวี่อันทำท่าทางประกอบ 

“สักยี่สิบสามสิบใบจ่ะ ยิ่งเยอะยิ่งดี”

​“เฮือก!” ป้าเติ้งสูดหายใจด้วยความตกใจ รสุดท้ายก็ไม่ได้ถามต่อแต่นั่งคำนวณในใจแล้วบอกว่า 

“เอาอย่างนี้ กระต่ายสองตัวนี้น่าจะขายได้สักร้อยกว่าอีแปะ ตะกร้าในหมู่บ้านเราใบละสามอีแปะ ข้าจะทำให้เจ้าก่อนสี่สิบใบ ตกลงไหม”

​เฉินสวี่อันรีบพยักหน้าขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อธุระเสร็จสิ้นนางจึงขอตัวลา ​พอเฉินสวี่อันเดินคล้อยหลังไป หลี่ซื่อที่แอบอยู่ในครัวก็โผล่ออกมาถามเบาๆ 

“ท่านแม่ นางติ้งจะเอาตะกร้าไปทำไมเยอะแยะ ที่บ้านนางมีที่เก็บหรือนั่น” ​ป้าเติ้งค้อนลูกสะใภ้แวบหนึ่ง 

“เจ้าจะไปยุ่งเรื่องของนางทำไม นางไม่ได้ไปทำเรื่องเลวร้ายเสียหน่อย อีกอย่างนางก็จ่ายค่าแรงมาแล้ว เจ้าก็รีบไปตัดไม้ไผ่มาทำงานได้แล้ว!”

ป้าเติ้งชี้ไปที่กระต่ายป่าสองตัว แล้วส่งสัญญาณให้ลูกสะใภ้ช่วยกันนำเข้าไปข้างใน ตั้งใจว่าต้องรีบนำไปขายในตำบลตั้งแต่ที่เนื้อยังสดอยู่ จะได้ขายได้ราคาดี ​ยามเย็นลู่ตงซานกลับมาถึงบ้าน เฉินสวี่อันยกกับข้าวมาตั้งโต๊ะพลางเอ่ยถามเขา

“พรุ่งนี้ท่านพอจะมีเวลาว่างไหมเจ้าคะ ช่วยทำกระดานลื่นเลนให้ข้าอันหนึ่งสิเจ้าคะ”

​ลู่ตงซานได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่งแล้ววางชามข้าวลง ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม 

“เมียจ๋า กระดานลื่นเลนที่ว่ามันคืออะไรหรือจ๊ะ”