LNCrawler

บทที่ 33 หาดเลนที่มีของล้ำค่า

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 33 หาดเลนที่มีของล้ำค่า

บทที่ 33 หาดเลนที่มีของล้ำค่า

 

เฉินสวี่อันเห็นว่าอธิบายปากเปล่าคงไม่ชัดเจน จึงคว้ากระบะทรายที่เด็กๆ ใช้ฝึกเขียนอักษรมาวาดภาพอธิบายให้เขาฟัง 

“ใน ‘สื่อจี้ - บทเสี้ยเปิ่นจี้’ ตอนที่บันทึกเรื่องอวี่ผู้ยิ่งใหญ่จัดการอุทกภัย เคยมีบันทึกไว้ว่า ‘เดินทางทางบกใช้รถ เดินทางทางน้ำใช้เรือ เดินทางในโคลนใช้กระดานเลน เดินทางในภูเขาใช้รองเท้าเหล็ก’ เจ้ากระดานลื่นเลนนี้แหละคืออุปกรณ์ที่ใช้เดินทางบนพื้นที่ที่เป็นโคลนเลนเจ้าค่ะ

​ก่อนหน้านี้ท่านไม่ใช่หรือที่บอกว่าริมทะเลตรงนั้นเดินไม่ได้เลย เอาไม้ไผ่จิ้มลงไปก็ไม่เห็นก้นบึ้ง หากพวกเราเหยียบลงไปตรงๆ คงได้จมโคลนจนก้าวไม่ออกเป็นแน่ วิธีที่ดีที่สุดคือใช้เจ้ากระดานลื่นเลนนี่แหละ หากมีสิ่งนี้พวกเราก็จะสามารถเคลื่อนที่ไปบนโคลนเลนได้อย่างอิสระ แถมยังใช้จับสัตว์ทะเลได้ด้วยนะเจ้าคะ”

ทั้งครอบครัวฟังคำอธิบายของเฉินสวี่อันจนอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน เมื่อสิ้นเสียงนาง ลู่ตงซานยังคงมึนงงกู้สติกลับมาไม่ได้ ทว่าลู่หยวนเปาซึ่งยังเป็นเด็กและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า กลับดึงมือลู่ตงซานอย่างตื่นเต้น

​“ท่านพ่อ สิ่งที่ท่านแม่พูดช่างมหัศจรรย์นัก ดูเหมือนเรือเล็กแต่ก็ไม่ใช่เรือ พวกเราลองทำดูเถอะขอรับ เผื่อว่าถ้าสำเร็จเราจะได้จับปลาในทะเลได้!”

ลู่ตงซานหัวเราะแห้งๆ แม้ในใจจะยังกังขาในเจ้ากระดานลื่นเลนนี้ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของภรรยา เขาย่อมต้องทำตามอย่างเคร่งครัด ประจวบเหมาะกับที่เขากำลังเตรียมไม้สำหรับทำโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกสาวบ้านตระกูลหลี่พอดี จึงมีวัสดุพร้อมใช้ทันที

​ตลอดสี่ห้าวันต่อมา ในลานบ้านตระกูลลู่มีเสียงตอกไม้โป๊กเป๊กดังขึ้นไม่ขาดสาย เฉินสวี่อันไม่ยอมเข้านอน นางอยู่เป็นเพื่อนลู่ตงซานช่วยงานจนในที่สุดเขาก็ทำกระดานลื่นเลนออกมาได้สำเร็จตามที่นางต้องการ

​ขณะเดียวกันนางเติ้งก็ให้ฝูกวงแบกตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ 40 ใบมาส่งที่บ้านตระกูลลู่ ตอนที่ฝูกวงมาถึง ลู่ตงซานไม่อยู่บ้าน เขาจึงรู้สึกอึดอัดที่ต้องเผชิญหน้ากับเฉินสวี่อันเพียงลำพัง จึงไม่ได้พูดจาอะไรมาก และวางของทิ้งไว้แล้วรีบลงเขาไปพร้อมกับความสงสัยเต็มอก

​เมื่อลู่ตงซานกลับมาเห็นกองตะกร้าพะเนินเทินทึกกลางลานบ้าน เขาก็ขยี้ตาเพราะนึกว่าตาฝาด 

“เมียจ๋า ของพวกนี้มาจากไหนหรือ บ้านเราจะเปิดร้านขายตะกร้าหรืออย่างไร” ​เขาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วขมวดคิ้วจนเป็นปม 

“ทำไมมันถึงใหญ่ขนาดนี้ล่ะจ๊ะ สูงเกือบถึงอกข้าเชียว แบกออกไปก็ลำบากนะเนี่ย!” เฉินสวี่อันเดินออกมาค้อนให้หนึ่งที 

“ใครบอกว่าจะให้แบกออกไปขายเล่า ข้าจะให้ท่านแบกของพวกนี้ไปไว้ที่ชายทะเลภายในสองสามวันนี้ ข้ามีประโยชน์ต้องใช้งานเจ้าค่ะ”

​“ใช้ทำอะไรล่ะ” ลู่ตงซานถามต่อทันควัน ​เฉินสวี่อันโบกมือปัด 

“ท่านอย่าเพิ่งถามเลย เชื่อข้าไม่ผิดหวังแน่ นอกจากของพวกนี้แล้ว ท่านต้องตัดไม้ไผ่ยาวๆ มาเพิ่มด้วยนะเจ้าคะ เอามาเยอะๆ เลย ถึงเวลาข้าจะไปกับท่านด้วย แล้วเรามาลองดูกันว่าจะจับอะไรได้บ้าง”

​นี่คือแผนการที่นางคิดขึ้นเอง ส่วนจะใช้ได้ผลจริงหรือไม่นางก็ไม่แน่ใจนัก แต่ก็ต้องลองดู หากสำเร็จที่บ้านก็จะมีอาหารเพิ่มขึ้น และไม่แน่อาจจะขายเป็นเงินได้ด้วย

ลู่ตงซานเลิกซักไซ้และทำตามอย่างว่าง่าย เช้าวันรุ่งขึ้นเขาซ้อนตะกร้าไม้ไผ่เข้าด้วยกันแล้วแบกไปทีละ 10 ใบ หากเป็นไปตามความเร็วนี้ อีกไม่กี่วันเฉินสวี่อันก็จะได้ลงทะเลเสียที นางจึงเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ เพิ่มเติม

​จนกระทั่งของทุกอย่างถูกขนไปไว้ที่ชายทะเลเรียบร้อย เฉินสวี่อันจึงสะพายตะกร้าเดินตามลู่ตงซานเข้าป่าไป ก่อนออกจากบ้านนางกำชับลูกๆ ด้วยความห่วงใย

​“พวกเจ้าเฝ้าบ้านให้ดีนะ กลางคืนต้องหูไวตาไว แม่กับพ่ออาจจะต้องอยู่ข้างนอกสักสองวัน มีเรื่องอะไรก็ให้ตะโกนเรียกดังๆ คนตีนเขาจะได้ยิน หากไม่สบายใจ เดี๋ยวพ่อจะไปขอยืมหมาจาก อาหลี่เอ้อโก่วมาให้เฝ้าบ้าน อย่างน้อยมันก็ช่วยเห่าบอกเหตุได้”

​หลี่เอ้อโก่วที่เฉินสวี่อันพูดถึงนั้น นอกจากงานในนาแล้วเขายังเป็นช่างหิน และมักต้องเข้าป่าไปจัดการเรื่องหินอยู่บ่อยๆ แต่เนื่องจากเขาไม่ใช่พรานป่าและไม่มีวรยุทธ์ 

เขาจึงเลี้ยงสุนัขพื้นเมืองไว้สองตัว พวกมันเติบโตในป่าและหาอาหารกินเองจึงดุร้ายมาก ชาวบ้านมักไม่กล้าตอแย แต่พวกมันเชื่องและเชื่อฟังเจ้าของมาก ลู่ตงซานมอบมีดพกเล่มเล็กให้ลู่หยวนเปาพลางเอ่ยเสียงเข้ม 

“เอามีดไว้ป้องกันตัวนะลูก เดี๋ยวพ่อจะไปบอกอาหลี่ให้เอาหมามาล่ามไว้หน้าบ้านเรา พอถึงเวลาเจ้าก็แก้เชือกออกนะ มันจะเข้าป่าไปหาของกินเอง ดูแลน้องๆ ให้ดีล่ะ รอพ่อกับแม่กลับมา”

ลู่หยวนเปาพยักหน้ารับรัวๆ ในแววตามีทั้งความกังวลและความตื่นเต้น แต่เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ เขาจึงนิ่งเงียบไม่ปริปากบ่น ส่วนลู่หยวนเซินก็รับปากมั่นเหมาะว่าจะทำอาหารและซักผ้าดูแลน้องๆ เอง

​ระหว่างทางที่ชาวบ้านกำลังง่วนอยู่กับการเก็บเกี่ยว ลู่ตงซานวิ่งไปหาหลี่เอ้อโก่วที่ทุ่งนาแล้วกระซิบกระซาบกันอยู่พักใหญ่ หลี่เอ้อโก่วมองมาที่เฉินสวี่อันจากระยะไกลแล้วพยักหน้าให้เล็กน้อย เมื่อลู่ตงซานเดินกลับมาเขาก็อธิบาย

​“ข้าบอกเอ้อโก่วว่าบ้านเราข้าวน้อย ต้องรีบเข้าป่าหาของกินก่อนจะเข้าหน้าหนาว เขาเข้าใจสถานการณ์บ้านเราดีเลยไม่ได้ซักไซ้ บอกว่าเดี๋ยวจะให้หมาที่บ้านกินอิ่มแล้วจะจูงไปเฝ้ายามที่บ้านเราทั้งสองตัวเลยจ่ะ”

​เฉินสวี่อันส่งสายตาขอบคุณไปให้หลี่เอ้อโก่วก่อนจะมุ่งหน้าเข้าป่าไปกับสามี เส้นทางนี้ทั้งคู่เดินจนชินเสียจนหลับตาก็ยังไม่หลงทำให้ประหยัดเวลาไปได้มาก ​เมื่อเดินไปได้ครึ่งทางเฉินสวี่อันก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา 

“ท่านถางทางมาได้ไกลขนาดนี้เลยหรือเจ้าคะ” ลู่ตงซานยิ้มร่าอย่างไม่คิดอะไรมาก 

“การทำทางในป่านี่จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย อย่างที่เจ้าเห็น ข้าจะขุดหลุมพรางเฉพาะตรงที่มีหญ้ารก ส่วนตรงที่โล่งๆ ข้าก็แค่ถางหญ้าให้เดินสะดวกก็พอเลยทำได้เร็วขึ้นมาก แต่ไอ้ตรงที่ทางมันชันๆ ขรุขระข้าก็ไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยนะ เลยแอบอู้งานนิดหน่อย ฮี่ๆ”

​“ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเร็วมากเจ้าค่ะ” เฉินสวี่อันเอ่ยชม นางรู้ดีว่าทางชันที่เขาว่าคือตรงไหน และตอนเดินมานางก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไรนัก แค่ระวังเท้าหน่อยก็ไม่ล้มแล้ว

​ไม่นานนักทั้งคู่ก็ถึงริมลำธารที่เคยพักกับมือปราบเฟิง จากตรงนี้ไปถึงชายทะเลก็เหลืออีกเพียงนิดเดียว ​เมื่อทะเลปรากฏขึ้นสู่สายตา ลู่ตงซานก็ร้องบอกเสียงดัง 

“เมียจ๋า ดูสิ ทะเลมันกว้างใหญ่มากใช่ไหม ข้าบอกเลยนะ ครั้งแรกที่ข้าเห็นนี่ขาแข้งสั่นพั่บๆ เลย ยิ่งตอนคลื่นซัดมานี่ข้าอยากจะเป็นลมให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วล่ะ 

เพราะได้มาบ่อยจนเริ่มชิน แต่ข้าสงสัยจริงๆ นะ คลื่นแรงขนาดนี้ชาวประมงเขาออกไปจับปลาได้อย่างไร ข้าล่ะกลัวว่าเรือจะโดนคลื่นซัดคว่ำไปเสียก่อน” ​เฉินสวี่อันฟังเขาร่ายยาวพลางยิ้มตอบเบาๆ 

“ชาวประมงมักจะออกเรือไปพร้อมๆ กันเจ้าค่ะ และเรือของเขาก็ไม่เล็กเหมือนเรือหาปลาในแม่น้ำยงหลังบ้านเรา ปกติเรือลำหนึ่งจะใช้ร่วมกันหลายครอบครัว ออกไปพร้อมกัน กลับพร้อมกัน แล้วก็แบ่งปันผลผลิตร่วมกันเจ้าค่ะ

​ในทะเลมีอันตรายรอบด้าน ชาวประมงหลายคนออกไปแล้วไม่ได้กลับมา ทำงานหนักหลายวันหรือหลายสิบวัน แต่พอแบ่งของกันแล้วได้ถึงมือไม่เท่าไหร่ นี่คือสาเหตุที่ชีวิตชาวประมงมันยากลำบากเจ้าค่ะ

​ส่วนหาดที่พวกเราเลือกนี้ ที่มันไม่มีใครมาจนถึงตอนนี้ก็เพราะคลื่นลมมันแรงเกินไป และที่นี่ไม่เหมาะจะทำท่าเรือ เรือประมงเทียบฝั่งลำบาก อีกทั้งพื้นที่มันเล็กจิดเดียวมองปราดเดียวก็เห็นจนสุดทางจึงไม่มีใครคิดจะย่างกรายมา ท่านคิดว่าทำไมท่านนายอำเภอถึงได้ใจกว้างยกที่ดินตรงนี้ให้เราแบบเปล่าๆ ล่ะเจ้าคะ”

​ไม่มีใครโง่ โดยเฉพาะขุนนางอย่างเสิ่นโหย่ว ที่ดินตรงนี้สำหรับอำเภอชิงอันแล้วไร้ค่าสิ้นดี การใช้ที่ดินผืนนี้ยุติข้อพิพาทและแลกกลับมาด้วยไร่ทะเลที่มีมูลค่าจริง จึงเป็นการค้าที่เสิ่นโหย่วไม่มีทางขาดทุน และนั่นคือเหตุผลที่เขาให้เงินชดเชยนางเพิ่มด้วย ลู่ตงซานพยักหน้าหงึกหงัก 

“เมียข้าฉลาดจริงๆ คิดได้ลึกซึ้งนักจนข้าตามไม่ทันเลย แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจนะ ในเมื่อชาวประมงยังไม่ชายตามอง แล้วเจ้าจะเอาที่นี่ไปทำอะไรหรือ”

​“เดี๋ยวท่านก็จะได้รู้เจ้าค่ะ” เฉินสวี่อันทิ้งปริศนาไว้พลางเร่งฝีเท้า

​ทั้งคู่มาถึงชายหาด พื้นทรายริมทะเลมีเพียงวัชพืชขึ้นอยู่ประปราย ถัดไปคือหาดเลนตมอันกว้างขวาง และถัดจากนั้นไปไกลๆ ถึงจะเป็นทะเล ยามนี้เป็นช่วงน้ำลด หาดเลนตมขนาดมหึมาจึงปรากฏสู่สายตา ลู่ตงซานอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ 

“เมียจ๋า ดูหาดเลนนี่สิจ๊ะ กว้างจนแทบมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดเลย แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี”

​จะเหยียบลงไปก็จม จะจับปลาก็ยากแสนยาก ​เฉินสวี่อันหัวเราะกับท่าทางของเขา นางรีบวางตะกร้าลงแล้วถาม

“ของที่ข้าให้ท่านเตรียมไว้ก่อนหน้านี้อยู่ที่ไหนเจ้าคะ”

​“นั่นไงจ๊ะ!” ลู่ตงซานพานางไปที่หลุมทรายแห่งหนึ่ง

​นางพบว่าสามีขุดหลุมขนาดใหญ่ไว้บนหาดทรายเพื่อเก็บของทุกอย่างไว้ข้างใน และใช้ไม้ไผ่ที่นางต้องการมัดรวมกันปิดปากหลุมไว้อย่างมิดชิดเพื่อกันลมพายุพัดหายไป 

เฉินสวี่อันชูนิ้วโป้งให้เขาด้วยความชื่นชม นางคิดในใจว่าถึงคนผู้นี้จะไม่มีความรู้สูงส่ง แต่ไหวพริบและการปรับตัวนั้นดีเลิศนัก หากเขาเกิดในตระกูลใหญ่คงได้ดีไปนานแล้ว ลู่ตงซานยิ่งมีกำลังใจขึ้นเป็นกอง เขารีบขนของออกจากหลุมแล้วถามอย่างกระตือรือร้น

“เมียจ๋า ต่อไปเราจะทำอะไรกันดีจ๊ะ”

​“ไม่ต้องรีบเจ้าค่ะ เรามาลองดูว่ากระดานลื่นเลนนี้จะใช้งานได้ดีแค่ไหน”