LNCrawler

บทที่ 34 ซุปทะเลใต้แสงไฟ กับอดีตชาติที่ไม่มีวันลืม

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 34 ซุปทะเลใต้แสงไฟ กับอดีตชาติที่ไม่มีวันลืม

บทที่ 34 ซุปทะเลใต้แสงไฟ กับอดีตชาติที่ไม่มีวันลืม

 

เฉินสวี่อันจดจ่ออยู่กับการทดสอบอุปกรณ์ นางออกแรงดึงมันไปจนถึงขอบดินเลน จากนั้นถอดรองเท้า ม้วนขากางเกงขึ้นเผยให้เห็นหน้าแข้งขาวเนียน นางใช้เข่าข้างหนึ่งคุกเข่าลงบนกระดานเลื่อน ส่วนขาอีกข้างใช้ถีบยันไปบนพื้นโคลนเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

ลู่ตงซานมองดูด้วยความมึนงง รู้สึกว่าของชิ้นนี้ดูไม่น่าพึ่งพาได้เลย เขากำลังจะเรียกภรรยาให้กลับมา ทว่าเฉินสวี่อันถีบเพียงไม่กี่ครั้ง กระดานก็พาตัวนางเคลื่อนที่ไปบนโคลนเลนได้จริงๆ! 

แม้ระยะทางจะยังไม่ไกลนัก แต่นี่คือดินเลนที่เปรียบเสมือนปลักตมซึ่งคนปกติก้าวไปเพียงก้าวเดียวก็ยากลำบาก ทว่านางกลับสามารถไถลไปได้อย่างอิสระ!

เฉินสวี่อันพบว่าตนเองสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ก็นึกดีใจราวกับเด็กๆ นางยิ้มร่าให้ลู่ตงซานท่ามกลางแสงตะวันยามเช้าพลางตะโกนบอก

“ตงซาน ดูสิ ข้าขยับได้จริงๆ ด้วย ข้าสามารถเคลื่อนที่บนหาดเลนได้อย่างอิสระแล้ว!”

​นางออกแรงถีบเลื่อนไปบนโคลนอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ จนมันวิ่งฉิวราวกับมีล้อหมุนพานางพุ่งออกไปไกลถึงห้าหกเมตรในพริบตา หากนางออกแรงมากกว่านี้คงพุ่งไปไกลนับสิบเมตร ทำเอาลู่ตงซานหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ รีบตะโกนเรียกเสียงหลง 

“เมียจ๋า! รีบกลับมาเร็ว อย่าพุ่งลงทะเลไปนะ!”

​เฉินสวี่อันยอมกลับมาแต่โดยดี ลู่ตงซานจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อนางขึ้นฝั่งมา เขาก็เดินวนเวียนสำรวจเจ้ากระดานลื่นเลนนี้ด้วยความอัศจรรย์ใจ ราวกับพยายามจะทำความเข้าใจหลักการทำงานของมัน ​เฉินสวี่อันมองไปที่ผิวน้ำทะเลแล้วขมวดคิ้วสั่งการ 

“รีบเถอะเจ้าค่ะ พวกเราต้องรีบขนตะกร้าไม้ไผ่ลงไปในหาดเลน แล้วขุดหลุมฝังพวกมันไว้ ต้องรีบขุดให้ได้มากที่สุดก่อนที่น้ำจะขึ้น พอน้ำลงครั้งหน้าค่อยมาดูว่ามีอะไรติดอยู่ข้างในบ้าง”

​แม้ลู่ตงซานจะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของนางนัก แต่เขาก็รู้ว่าทำตามที่นางบอกย่อมไม่ผิดพลาด ทั้งสองจึงขึ้นไปบนกระดานลื่นเลนพร้อมกัน ตอนแรกเขายังเกร็งจนตัวสั่น แต่เพียงไม่กี่ครั้งก็เริ่มคุ้นมือ 

เมื่อมีแรงผู้ชายมาช่วยงานย่อมรวดเร็วขึ้น เฉินสวี่อันเพิ่งขุดได้หลุมเดียว ลู่ตงซานก็ขุดเสร็จไปสองหลุมแล้ว ​ระหว่างขุดพวกเขายังได้พบกับหมึกยักษ์ หอยสังข์ และหอยแมลงภู่ มากมาย 

เฉินสวี่อันไม่กล้าหิ้วกลับไปมั่วซั่ว จึงให้ลู่ตงซานใส่ไว้ในตะกร้าก่อนเพื่อรอคัดแยกบนฝั่ง ทั้งคู่ทำงานประสานงานกัน คนหนึ่งขุดคนหนึ่งวางตะกร้า แล้วปักไม้ไผ่ยาวลงไปเพื่อยึดตะกร้าไว้สามด้าน และผูกด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา 

พวกเขาเริ่มทำจากจุดที่ไกลที่สุดแล้วค่อยๆ ถอยกลับมายังชายฝั่ง จนกระทั่งวางตะกร้าครบ 40 ใบ น้ำทะเลก็เริ่มหนุนสูงขึ้นมาพอดี ​เฉินสวี่อันมองดูท้องทะเลสลับกับท้องฟ้าแล้วเอ่ยอย่างสงบนิ่ง 

“ดูท่าจะเลยยามอู่มาแล้ว คาดว่าน้ำจะลดอีกครั้งในยามดึก ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยลงไปทำงานต่อ ตอนนี้ขึ้นฝั่งไปหาที่พักบังแดดบังฝนกันเถอะเจ้าค่ะ ทำงานมาค่อนวันข้าเริ่มหิวแล้ว”

​เมื่อมองดูสภาพตัวเองที่เปรอะเปื้อนโคลนตมจนดูไม่ได้ เฉินสวี่อันก็ได้แต่หัวเราะขื่นๆ ส่วนลู่ตงซานเองก็มีสภาพมอมแมมไม่แพ้กัน ทั้งสองสบตากันแล้วก็เผลอหัวเราะออกมาพร้อมกัน

​ยามลงน้ำพวกเขานำของไปเต็มพิกัด แต่ยามขึ้นฝั่งกลับเหลือเพียงตะกร้าใบใหญ่สองใบที่เต็มไปด้วยอาหารทะเล ลู่ตงซานมองของแปลกๆ ในตะกร้าแล้วขมวดคิ้ว 

“เมียจ๋า ของพวกนี้หน้าตาพิลึกกึกกือไปหมด ปลาตัวเป็นๆ ก็ไม่มีสักตัว เราจะทำอย่างไรกับมันดี”

​เฉินสวี่อันไม่สนใจความสกปรก นางนั่งลงบนหาดทรายแล้วเทของทั้งหมดออกมา คัดแยกสิ่งที่กินไม่ได้ทิ้งไป 

“ดาวทะเลพวกนี้กินไม่ได้ ทิ้งไปเจ้าค่ะ ส่วนหอยสังข์ชนิดนี้มีพิษกินแล้วจะท้องร่วง อันนี้ก็กินไม่ได้...”

​นางคัดของที่เคยทำให้เจ็บแล้วจำจากชาติก่อนออกมาให้ลู่ตงซานดูเพื่อจดจำไว้ หลังจากคัดเสร็จ ปรากฏว่าเหลือของที่กินได้เต็มตะกร้าเลยทีเดียว เฉินสวี่อันหยิบโถดินเผาที่พกมาออกมา ภายในมีแผ่นแป้งหยาบที่เย็นชืดอยู่สองสามแผ่น

​ทันทีที่เห็นแผ่นแป้ง ท้องของลู่ตงซานก็ร้องประท้วงออกมาดังโครก เขามองหน้านางด้วยความขัดเขิน 

“คือ... ข้าแค่หิวน่ะจ่ะ”

​“คิก!” เฉินสวี่อันหัวเราะอย่างเอ็นดู 

“ท่านช่วยเอาน้ำทะเลมาล้างของพวกนี้ให้หน่อยเจ้าค่ะ โดยเฉพาะหมึกยักษ์พวกนี้ จัดการฆ่าแล้วล้างให้สะอาดเลยนะเจ้าคะ เดี๋ยวเราไปหาที่พักค้างคืนกัน ข้าจะทำซุปร้อนๆ ให้ท่านกินคู่กับแผ่นแป้ง”

​ทั้งคู่ย้ายมายังโขดหินริมลำธารที่ลู่ตงซานเคยพัก ขณะที่เขาก่อกองไฟ เฉินสวี่อันก็นำหมึกยักษ์ที่ล้างสะอาดแล้วมาเสียบไม้ปิ้งเพื่อรีดน้ำออก ส่วนเนื้อหอยต่างๆ ก็นำไปวางบนกระด้งไม้ไผ่ที่ลู่ตงซานเพิ่งสานเสร็จเพื่อรมไฟให้อบแห้ง

​ขณะรออาหาร เฉินสวี่อันไปล้างตัวและซักเสื้อผ้าในลำธารจนสะอาด นางนำน้ำสะอาดกลับมาต้มในโถดินเผา ใส่สาหร่ายทะเล เนื้อหอย และหมึกยักษ์ตัวเล็กลงไป กลายเป็นซุปทะเลรวมมิตรอันหอมกรุ่น 

ส่วนลู่ตงซานก็ไม่ปล่อยเวลาว่างให้เปล่าประโยชน์ เขาแวบเข้าป่าไปล่าไก่ป่ามาได้หนึ่งตัวเพื่อเพิ่มพลัง ​เมื่อราตรีมาเยือน กองไฟสามกองสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขา รอบข้างเงียบสงัดมีเพียงเสียงสัตว์ป่าร้องระงมชวนให้ขนลุก

ลู่ตงซานมองดูใบหน้าอันสงบนิ่งของภรรยาก็รู้สึกประหลาดใจ ปกติสตรีทั่วไปมักจะหวาดกลัวเมื่อต้องอยู่กลางป่าลึกในยามค่ำคืน แต่นางกลับดูสุขุมราวกับอยู่ที่บ้านตัวเอง เฉินสวี่อันสังเกตเห็นสายตาของเขาจึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

​“ท่านกำลังคิดว่าข้าแปลกใช่ไหมเจ้าคะ ที่ดูสงบนิ่งได้ขนาดนี้ในที่แบบนี้” ลู่ตงซานพยักหน้าอย่างซื่อๆ นางจึงเอ่ยถามต่อ 

“ตงซาน ท่านเชื่อเรื่องชาติก่อนตอนหลังไหมเจ้าคะ”

​“ชาติก่อนตอนหลังหรือ เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ​เฉินสวี่อันทอดสายตามองกองไฟพลางเอ่ยเสียงเศร้า 

“ใช่เจ้าค่ะ ตั้งแต่ที่ข้าเฉียดผ่านขุมนรกมาคราวนั้น ข้ามีความรู้สึกเหมือนตัวเองได้เกิดใหม่ ในช่วงที่ข้าหมดสติไปหลายวัน ข้าฝันว่าได้ใช้ชีวิตมาแล้วหนึ่งชาติภพ 

ในฝันนั้นข้ารอนแรมไปทั่วสารทิศ เคยอยู่ทั้งริมทะเลและท่ามกลางพายุทรายในมณฑลทางเหนือ ชีวิตร่อนเร่ไร้ที่ซุกหัวนอน...” ลู่ตงซานฟังแล้วรู้สึกปวดใจแทน เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วปลอบนาง 

“เมียจ๋า เจ้ามีข้า มีลูกๆ แล้วจะร่อนเร่ได้อย่างไร บ้านของพวกเราอยู่ที่หมู่บ้านซานฝูนี่ไงจ๊ะ!” ​เฉินสวี่อันมองเขาเนิ่นนานก่อนจะสะอื้นออกมา 

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านพูดถูก ที่ใดมีพวกท่าน ที่นั่นคือบ้านของข้า แต่น่าเสียดายที่ชาติก่อนข้ามองไม่เห็นความจริงข้อนี้ ข้ามัวแต่ไขว่คว้าสิ่งที่ไม่ได้เป็นของตนจนทำร้ายทั้งพวกท่านและทำร้ายตัวเอง ตงซาน ข้าขอโทษ ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ!”

​น้ำตาของนางไหลพรากราวกับเขื่อนแตก เฉินสวี่อันร้องไห้จนตัวโยนด้วยความสำนึกผิดที่สั่งสมมา ลู่ตงซานเห็นแบบนั้นก็รีบดึงนางเข้าไปสวมกอดไว้แน่นพลางปลอบเสียงสั่น 

“ไม่ร้องนะไม่ร้อง เจ้าบอกเองว่ามันเป็นความฝัน เรื่องฝันจะเอามาถือเป็นจริงได้อย่างไรกัน”

​นางร้องไห้สะอึกสะอื้นในอ้อมกอดของเขา โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าอ้อมแขนที่โอบกอดนางอยู่นั้นกำลังสั่นเทาและกระชับแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะบอกว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยให้นางต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป

เมื่อนางร้องไห้จนเหนื่อยและหยุดลง ลู่ตงซานก็รีบไปหาผ้าชุบน้ำบิดหมาดมาเช็ดหน้าให้นาง เขากลัวว่าเฉินสวี่อันจะร้องไห้ต่อจึงไม่กล้าซักไซ้อะไรทั้งสิ้น 

เขาจัดการยกซุปอาหารทะเลที่ต้มเสร็จแล้วลงจากเตาอย่างกระฉับกระเฉง แล้วฉีกเนื้อไก่ป่าส่วนที่ย่างจนสุกได้ที่ส่งให้นาง

​“ลองชิมดูสิว่ารสชาติเป็นอย่างไร เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าคืนนี้พวกเราต้องไปทำงานที่ชายหาดต่อ ถ้าไม่กินให้อิ่มท้องจะมีแรงทำได้อย่างไร”

​เฉินสวี่อันยิ้มออกมาทั้งน้ำตา นางรับของจากมือลู่ตงซานอย่างว่าง่าย เริ่มจากจิบน้ำซุปร้อนๆ รสชาติความสดจากท้องทะเลที่อบอวลอยู่ในปากช่วยให้นางเริ่มอยากอาหารและอารมณ์ดีขึ้นมาก 

เมื่อซุปเกือบครึ่งชามลงสู่กระเพาะ ร่างกายที่เคยหนาวสั่นก็เริ่มอบอุ่นขึ้น นางจึงเริ่มค่อยๆ ลิ้มรสเนื้อไก่ย่างของสามี ลู่ตงซานเห็นนางกินได้อย่างเอร็ดอร่อย หัวใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็กลับมาเข้าที่เข้าทาง 

เขาเริ่มชิมซุปบ้าง แม้จะเป็นเพียงการต้มอาหารทะเลด้วยน้ำเปล่า แต่เนื่องจากอาหารทะเลมีความเค็มในตัวอยู่แล้ว น้ำซุปจึงมีรสเค็มนำและหวานตามอย่างกลมกล่อม 

เขาคีบเนื้อหอยแมลงภู่สลับกับซดน้ำซุปตามด้วยหมึกยักษ์ตัวเล็ก รู้สึกว่าชีวิตในยามนี้เริ่มมีความหวังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ​ไม่นานนักซุปอาหารทะเลหนึ่งโถดินเผาก็ถูกลู่ตงซานจัดการไปกว่าครึ่งจนอิ่มน้ำ ตามด้วยเนื้อไก่ที่เหลืออีกครึ่งตัว 

ยามนี้ท้องของเขาจึงอิ่มแปล่จนขยับตัวลำบาก ​หลังจากมื้อค่ำ ความง่วงงันก็เริ่มเข้าจู่โจมทั้งคู่ ทว่าอาหารทะเลอีกส่วนยังคงต้องรมไฟให้แห้ง หากไม่มีคนเฝ้าก็คงไม่ได้ ลู่ตงซานจึงบอกให้เฉินสวี่อันไปนอนพัก โดยเขาจะเป็นคนเฝ้ากองไฟเอง

​ด้วยความที่มีสามีอยู่ข้างกาย เฉินสวี่อันจึงหลับไปในแทบจะทันที เพียงครู่เดียวทั่วทั้งบริเวณก็เหลือเพียงเสียงฟืนปะทุเปรี๊ยะๆ และเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของนางเท่านั้น

ลู่ตงซานจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลนั้นพลางลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อหวนนึกถึงถ้อยคำที่นางพูดก่อนหน้านี้ เขาก็แอบถอนหายใจอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย แต่ในใจกลับมีความรู้สึกยินดีอย่างประหลาด