บทที่ 35 ขุมทรัพย์ยามน้ำลด
บทที่ 35 ขุมทรัพย์ยามน้ำลด
บทที่ 35 ขุมทรัพย์ยามน้ำลด
เฉินสวี่อันนอนพักไปเพียงหนึ่งชั่วยามก็ตื่นขึ้นมา นางเห็นลู่ตงซานกำลังนั่งสัปหงกพิงผนังหินอยู่ ส่วนไฟใต้กระด้งไม้ไผ่เหลือเพียงถ่านแดงๆ ที่ใกล้จะมอด นางจึงรีบเติมฟืนเข้าไปหนึ่งกิ่งก่อนจะปลุกสามีให้มานอนพักแทน
แม้ลู่ตงซานตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อทนแรงรบเร้าของเฉิสวี่อันไม่ไหว เขาจึงต้องยอมทำตามความต้องการของนาง จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่ปลายยามเฉิน ทั้งสองจึงช่วยกันเก็บกวาดอาหารทะเลที่แห้งไปกว่าครึ่งหนึ่งลงตะกร้า
ดับกองไฟให้เรียบร้อย แล้วแต่ละคนก็ถือคบไฟมุ่งหน้าไปยังชายหาดอีกครั้งเพื่อเริ่มงานในรอบใหม่ เมื่อพวกเขาไปถึงชายหาดก็พบว่าน้ำทะเลเริ่มลดลงไปบ้างแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ตะกร้าไม้ไผ่ที่วางดักไว้ก่อนหน้านี้อยู่ไกลเกินไป น้ำตรงนั้นยังไม่ลดลง ทั้งคู่ไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ จึงนำกระดานลื่นเลนออกมา โดยคนหนึ่งคอยบังคับทิศทางอยู่ด้านหน้า ส่วนอีกคนถือคบไฟคอยมองหาของอยู่ด้านหลัง
ช่วงที่น้ำเพิ่งลดหาดเลนตมแห่งนี้จะเต็มไปด้วยขุมทรัพย์ แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาช่วยให้เฉินสวี่อันมองเห็นปูดำตัวใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือผู้ชายกำลังชูก้ามกวัดแกว่งไปมาบนโคลน
และยังมีหมึกสายที่มุดลงรูไม่ทันนอนแห้งตายซากอยู่บนพื้นโคลน บางครั้งยังเห็นปลาตัวแบนๆ ดิ้นกะแด๋วๆ อยู่ในแอ่งน้ำตื้นๆ และสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่ขยับไหวไปมาเหล่านั้นก็น่าจะเป็นกุ้งกั้งหรือกุ้งพง
ลู่ตงซานจ้องมองจนตาค้าง นี่มันคือการจับปลาโดยไม่ต้องลงน้ำชัดๆ! สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ปลาเหล่านั้น แม้พวกมันจะมีหน้าตาประหลาดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาตื่นเต้นน้อยลงเลย ไม่ว่ามันจะกินได้หรือไม่ เขาขอเก็บกลับไปก่อนเป็นอันดับแรก
ภายใต้การบัญชาการของเฉินสวี่อัน ลู่ตงซานจัดการเติมตะกร้าไม้ไผ่สองใบที่หิ้วลงมาจนเต็ม ใบหนึ่งเต็มไปด้วยปูทะเลและกุ้งนานาชนิด ส่วนอีกใบเน้นหมึกสายและปลาทะเลที่ไม่รู้จักชื่อ
ทั้งคู่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้นจนเหงื่อท่วม เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งน้ำทะเลก็ลดลงไปไกลมากแล้ว ลู่ตงซานจึงได้รีบเอ่ย
“เมียจ๋า พวกเราเอาของพวกนี้ขึ้นฝั่งก่อนเถอะ ประเดี๋ยวต้องเริ่มยุ่งกับงานใหญ่แล้ว”
ในใจของเขายังคงคิดว่าตะกร้าไม้ไผ่ 40 ใบที่วางดักไว้นั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด เฉินสวี่อันพยักหน้าเห็นพ้อง ทั้งสองช่วยกันขนของขึ้นฝั่ง ลู่ตงซานจัดการฆ่าและทำความสะอาดหมึกสายตามที่เฉินสวี่อันเคยสอนเมื่อตอนกลางวัน แล้วเสียบไม้ไผ่เป็นไม้ๆ
ส่วนเฉินสวี่อันก็เริ่มก่อกองไฟ จนกระทั่งหมึกสายเริ่มรมควันจนแห้ง ทั้งคู่จึงมุ่งหน้ากลับลงทะเลไปยังจุดที่วางตะกร้าดักไว้ พวกเขาเริ่มแกะตะกร้าจากใบที่ใกล้ที่สุด และพบว่าในแต่ละตะกร้ามีโคลนทรายปนอยู่เกือบครึ่ง
เมื่อเขย่าโคลนออก สิ่งที่อยู่ข้างในก็ปรากฏโฉมออกมา ลู่ตงซานเห็นสิ่งที่ดิ้นพล่านอยู่ในนั้นก็ถึงกับหน้าถอดสี
“เมียจ๋า ทำไมมีงูเข้ามาอยู่ในทะเลด้วย! หรือว่าจะเป็นงูน้ำ” เฉินสวี่อันอาศัยแสงไฟจ้องมองอยู่นานก่อนจะเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก
“น่าจะเป็นปลาไหลหรือปลาไหลทะเลนะเจ้าคะ ท่านดูสิ มันยังมีเหงือกอยู่เลย” ลู่ตงซานจึงลอบถอนหายใจ
“ไม่ใช่งูก็ดีแล้ว ในเมื่อเป็นปลาก็ต้องจับกลับไปให้หมด” เฉินสวี่อันเหลือบมองเขาด้วยความขบขัน
“แน่นอนว่าต้องเอากลับไปเจ้าค่ะ ไม่แน่ว่าของพวกนี้อาจจะขายเป็นเงินได้ด้วยนะ”
ลู่ตงซานยิ้มร่า แม้จะไม่รู้ว่าจะขายได้เงินไหม แต่เขามั่นใจว่าลูกๆ ที่บ้านจะได้ลิ้มรสของอร่อยแน่นอน การมีหาดเลนแห่งนี้ อย่างน้อยก็ช่วยรับประกันได้ว่าในปีที่ขัดสนลูกๆ ของเขาจะไม่ต้องอดตาย
เมื่อคิดได้อย่างนั้น ลู่ตงซานก็ยิ่งมีพลังมือไม้ว่องไวขึ้นเป็นกอง เขาจัดการตะกร้าใบแล้วใบเล่าโดยไม่เกี่ยงว่าข้างในจะมีอะไร เขาเขย่าโคลนออกแล้วกวาดทุกอย่างลงในเข่งจนหมด
ระหว่างนั้นเฉินสวี่อันยังเก็บปูดำ หอย และหมึกสายเพิ่มได้อีกเพียบ จนลู่ตงซานได้แต่ส่ายหัว หมึกกับหอยน่ะพอทำเนา แต่ปูดำที่ดูแข็งเป๊กพวกนี้จะมีเนื้อสักเท่าไหร่กันเชียว แถมน้ำหนักก็ไม่ใช่เบาๆ จะขนกลับกันอย่างไรไหว
ทั้งสองทำงานประสานกันจนเข่งเต็มก็ขนขึ้นฝั่ง วนเวียนอยู่เช่นนี้ประมาณเจ็ดแปดรอบ จนในที่สุดก็จัดการตะกร้าทั้ง 40 ใบเสร็จสิ้น ตะกร้าส่วนใหญ่ถูกวางดักกลับไปที่เดิม มีเพียงไม่กี่ใบที่พวกเขานำมาใช้ใส่สัตว์ทะเลที่จับได้
เมื่อทำงานหนักมาทั้งคืนจนขอบฟ้าเริ่มกลายเป็นสีขาวนวล เฉินสวี่อันก็นำหมึกสายส่วนใหญ่มาเสียบไม้รมไฟให้แห้ง ส่วนพวกหอยนางก็แกะเอาแต่เนื้อมาวางบนกระด้งเพื่อรมไฟเบื้องต้น
ส่วนปลาไหลทะเลและปลาตูหนาที่จับได้ถูกใส่ไว้ในตะกร้าใบใหญ่ที่รองด้วยใบไม้หนาๆ ปนดินโคลนและน้ำทะเลเล็กน้อย เพื่อไม่ให้พวกมันตายก่อนจะถึงบ้าน
ลู่ตงซานยืนจ้องตะกร้าหลายใบพลางกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้ม ครั้งนี้ได้หมึกสายมาเยอะมาก ต่อให้รมแห้งแล้วก็น่าจะเต็มหนึ่งตะกร้าพอดี เนื้อหอยเองก็น่าจะได้เกือบเต็มตะกร้า
ลำพังสองอย่างนี้เขาก็แบกจนหลังแอ่นแล้ว ไหนจะตะกร้าปลาที่เต็มไปด้วยดินและน้ำ ไหนจะพวกกุ้งปูที่ดูอันตรายพวกนี้อีก จะขนกลับหมดได้อย่างไร
เฉินสวี่อันจึงตัดสินใจสั่งการให้เขาแบกปลา กุ้ง และปูกลับไปก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมารับนาง ซึ่งในระหว่างนั้นนางจะฉวยโอกาสช่วงน้ำลดเก็บของเพิ่มอีกเล็กน้อย
ลู่ตงซานไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องทำตามที่นางบอก เขาคิดว่าที่นี่เป็นชายหาดปกติไม่มีสัตว์ร้าย และหากเกิดอันตรายเฉินสวี่อันก็สามารถนั่งกระดานลื่นหนีลงไปในโคลนได้ อีกทั้งนางยังมีหนังสติ๊กและมีดสั้นพกติดตัว
ลู่ตงซานแบกตะกร้าปลาไหลและปลาตูหนาขึ้นหลัง พร้อมกับหิ้วเข่งที่เต็มไปด้วยกุ้งปูแล้วรีบออกเดินทางไปทันที เขาตั้งใจว่าจะเร่งฝีเท้าไปกลับให้เร็วที่สุดเพื่อมารับภรรยาก่อนที่ฟ้าจะมืด
เมื่อลู่ตงซานไม่อยู่ เฉินสวี่อันก็เริ่มทำอะไรตามใจชอบมากขึ้น นางนำกุ้งและปูที่เหลือมาต้มในโถดินเผาจนสุก และหยิบหมึกสายตัวเล็กๆ สองสามตัวมาล้างโคลนออกคร่าวๆ แล้วใส่เข้าปากกินสดๆ ทันที
หากลู่ตงซานมาเห็นภาพนี้เข้า เขาคงได้ตกใจจนวิญญาณหลุดออกจากร่างเป็นแน่ เฉินสวี่อันนั่งละเลียดรสชาติความสดอยู่ริมทะเล พลางคอยพลิกหมึกสายและเนื้อหอยบนเตาไฟ
นกนางนวลบนท้องฟ้าดูเหมือนจะจ้องมองอาหารของนางตาเป็นมัน แต่น่าเสียดายที่มีกองไฟลุกโชนอยู่ พวกมันจึงไม่กล้าบินลงมา ได้แต่ส่งเสียงร้องและบินวนเวียนอยู่บนอากาศ
นางเห็นว่าว่างเกินไปจึงหยิบหนังสติ๊กขึ้นมาเล็งเป้าแล้วยิงออกไป ท่าทางแม่นยำราวจับวาง นี่คือวิชาเอาตัวรอดที่นางฝึกฝนมาอย่างหนักในชาติก่อน นึกว่ามือจะตกไปบ้างแล้ว แต่ที่ไหนได้ยังคงแม่นยำเหมือนเดิม
นางยิงนกทะเลร่วงลงมาเพียงสามตัวก็หยุดมือ เพราะน้ำทะเลเริ่มลดลงอีกครั้ง ดวงตะวันเริ่มลอยสูงขึ้น ดูจากตำแหน่งแล้วน่าจะเป็นยามซื่อ ลู่ตงซานคงใกล้จะถึงบ้านแล้ว
ทางด้านลู่ตงซานที่ถูกบ่นถึง เขาก็เกือบจะถึงบ้านจริงๆ! ช่วงเวลานี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังง่วนอยู่กับการเก็บข้าวในลานบ้าน แม้แต่เด็กโตก็ต้องอยู่ช่วยงาน เส้นทางในป่าจึงไร้ผู้คน
ลู่ตงซานหูไวตาไวหลบเลี่ยงทุกจุดที่อาจมีคนเห็น จนกระทั่งก้าวเข้าประตูบ้านไปได้อย่างรวดเร็ว ลู่หยวนเว่ยเห็นบิดาก็กระโดดตัวลอยด้วยความตื่นเต้น
“ท่านพ่อกลับมาแล้ว!”
แต่ดีใจได้ไม่ทันไร เขาก็สังเกตเห็นว่าข้างหลังบิดาไม่มีใคร ใบหน้าเล็กๆ ของเขาจึงซีดเผือดลงทันที
“ท่านแม่ล่ะขอรับ ท่านพ่อทำท่านแม่หลงทางอีกแล้วหรือ”
เจ้าหนูจินตนาการไปไกลจนน้ำตาคลอเบ้า ลู่ตงซานหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ อยากจะลูบหัวลูกชายแต่เห็นมือตัวเองเต็มไปด้วยโคลนจึงได้แต่วางของลงแล้วบอก
“พูดจาเหลวไหลน่ะลูก แม่เจ้ายังยุ่งอยู่ที่นั่น ของมันเยอะจนพ่อขนกลับมาไม่หมด พ่อเลยต้องวิ่งเอาของมาเก็บก่อนรอบหนึ่ง แล้วพี่ชายกับพี่สาวเจ้าล่ะ” ลู่หยวนเว่ยได้ยินดังนั้นก็โล่งอก ยิ้มร่าตอบ
“ท่านแม่ไม่หายก็ดีแล้วขอรับ พี่ใหญ่ไปตักน้ำที่ตีนเขา ส่วนพี่สาวไปซักผ้าขอรับ”
พูดไม่ทันขาดคำ ลู่หยวนเปาก็หิ้วถังน้ำเปิดประตูบ้านเข้ามา เมื่อเห็นลู่ตงซาน ปฏิกิริยาของเขาก็ไม่ต่างจากน้องชายคือตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
“ท่านพ่อ พวกท่านได้อะไรกลับมาบ้างขอรับ แล้วท่านแม่ล่ะ”
ลู่ตงซานกวักมือเรียกให้เขามาดู แล้วเปิดฝาตะกร้าไม้ไผ่ออก เด็กๆ ถึงกับเบิกตากว้าง โดยเฉพาะลู่หยวนเปาที่ตกใจจนพูดติดอ่าง
“ท่านพ่อ นี่มันกุ้งแม่น้ำหรือขอรับ ทำไมหน้าตามันประหลาดนัก แล้วนี่... ปูแม่น้ำหรือ ทำไมตัวมันใหญ่ขนาดนี้!” ลู่ตงซานพยักหน้าพลางอธิบาย
“แม่เจ้าบอกว่าพวกนี้คือกุ้งพง กุ้งกั้ง และกุ้งขาว สรุปก็คือพวกกุ้งนั่นแหละ ส่วนปูพวกนี้ นางบอกว่าเป็นปูดำ กับปูหน้าเสือ พ่อเองก็ไม่รู้จักหรอก เจ้าดูน้องๆ ให้ดี อย่าให้พวกเขาไปจับปูเล่นล่ะ ดูที่ก้ามมันสิ พ่อว่ามันหนีบนิ้วพวกเจ้าขาดได้สบายๆ เลย” ลู่หยวนเว่ยตกใจจนรีบชักมือที่กำลังจะยื่นออกไปกลับคืนมาทันที ลู่ตงซานยิ้มพลางบอกต่อ
“แม่พวกเจ้าบอกว่าปูพวกนี้อร่อยมาก อร่อยอย่างไรพ่อก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้พ่อจะเอาถังมาแยกของพวกนี้ใส่ไว้ก่อน พวกเจ้าอย่าไปยุ่งนะ เดี๋ยวพ่อไปรับแม่พวกเจ้ากลับมาแล้วเราค่อยมาศึกษากันว่าจะกินอย่างไร” เด็กทั้งสองพยักหน้าเห็นพ้องอย่างว่าง่าย