บทที่ 36 สองแม่ลูกตะลุยหาดเลน
บทที่ 36 สองแม่ลูกตะลุยหาดเลน
บทที่ 36 สองแม่ลูกตะลุยหาดเลน
ลู่ตงซานจัดการเสร็จก็รีบวิ่งกลับไปยังชายทะเลทันที เมื่อไปถึงเขาก็ต้องตะลึงที่เห็นเฉินสวี่อันนั่งอยู่บนกระดานลื่น และยังไถลไปมาบนดินเลนด้วยความเร็วสูงอย่างเหลือเชื่อ
เพียงแค่เขาไปส่งของรอบเดียว นางก็ไถลจากทิศเหนือไปถึงทิศใต้ ตะกร้าที่เขาเพิ่งเทของออกไปตอนนี้กลับมาเต็มอีกครั้ง ทำเอาเขาปวดหัวตึ้บจนต้องตะโกนเรียก
“เมียจ๋า! พอก่อนเถอะ อย่าจับเพิ่มเลยเดี๋ยวจะขนกลับไม่ไหว!” เฉินสวี่อันโบกมือให้เขาแล้วไถลกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ทำไมท่านกลับมาเร็วนัก ข้ายังเก็บไม่เสร็จเลย” ลู่ตงซานมุมปากกระตุก มองหาดเลนอันกว้างไกลแล้วเอ่ยอย่างกังวล
“เมียจ๋าจ๊ะ ของพวกนี้มันไม่มีทางจับหมดหรอกจ่ะ พวกเราเน้นรีบเก็บของแล้วกลับตอนที่ยังสว่างเถอะ อย่าให้ต้องเดินป่าตอนกลางคืนเลย”
เฉินสวี่อันถอนหายใจอย่างเสียดายแต่ก็ไม่ได้รั้น ทั้งคู่ช่วยกันขนตะกร้าอีกสี่ใบกลับบ้าน ทว่าเนื่องจากเฉินสวี่อันเดินได้ช้า ขากลับจึงเสียเวลาไปมาก เมื่อพวกเขาถึงบ้านท้องฟ้าก็ใกล้จะมืดมิดแล้ว
ลู่ตงซานรีบเอาน้ำทะเลและโคลนที่หิ้วกลับมาเทใส่ถังเพื่อยื้อชีวิตปลาไหลและปลาตูหนา เมื่อจัดการเสร็จเขาก็ออกมาเห็นเฉินสวี่อันกำลังจัดการพวกหอยอยู่ในลานบ้าน ส่วนในครัวก็มีไฟลุกโชน มีลู่หยวนเซินคอยเฝ้าเตาคาดว่ากำลังต้มกุ้งและปูอยู่
ทั่วทั้งลานบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวทะเลอย่างรุนแรง แม้แต่ลู่หยวนเปาที่ตั้งตารอคอยมาตลอดก็ยังอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
“ท่านแม่ ของพวกนี้มันจะกินได้จริงๆ หรือขอรับ”
กลิ่นคาวทะเลแรงขนาดนี้ ดมดูแล้วออกจะเหม็นด้วยซ้ำจะกินลงได้อย่างไร เฉินสวี่อันยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้เอง”
เมื่อถึงเวลามื้อค่ำ กลางโต๊ะอาหารถูกวางด้วยโถใบใหญ่ที่บรรจุซุปอาหารทะเลรวมมิตรเหมือนที่นางทำในป่าเมื่อวาน แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าตรงที่มีการใส่ขิง กระเทียม และต้นหอมลงไปเพื่อดับคาว และปรุงรสด้วยเกลือจนกลมกล่อม รสชาติจึงดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ลู่หยวนเปาที่เคยตั้งข้อสงสัยกลับเป็นคนที่กินอย่างมีความสุขที่สุด เขาซดซุปทะเลไปหนึ่งชามใหญ่ ตามด้วยการจัดการปูตัวโตเท่าใบหน้าอีกสองตัวจนอิ่มแปล่ จนแทบจะกินเนื้อนกทะเลที่เฉินสวี่อันเตรียมไว้ไม่ไหว
โชคดีที่นกทะเลไม่ได้มีเนื้อเยอะนัก เด็กๆ จึงนั่งแทะเล่นเป็นของว่างจนหมดเกลี้ยงในที่สุด นกทะเลอีกสองตัวที่เหลือ เฉินสวี่อันให้ลู่ตงซานนำไปมอบให้บ้านตระกูลหลี่ อย่างไรเสียคราวก่อนก็ได้ขอยืมสุนัขของเขามาช่วยเฝ้าบ้าน พวกเขาย่อมต้องมีน้ำใจตอบแทนบ้าง
หลังจากผ่านคืนที่แทบไม่ได้หลับนอน พอเช้าวันถัดมาแม้ฟ้าจะยังไม่ทันสาง ลู่ตงซานก็ขอยืมรถเข็นไม้เพื่อขนบรรดาสัตว์ทะเลนานาชนิดเดินทางออกจากบ้าน ดูจากท่าทางแล้วเขาคงตั้งใจจะมุ่งหน้าไปยังตัวเมือง
เฉินสวี่อันไม่ได้ห้ามปราม การที่ผู้ชายมีความคิดริเริ่มเป็นของตัวเองนั้นถือเป็นเรื่องดี และนางควรสนับสนุน เมื่อลู่ตงซานจากไป ในบ้านก็เหลือเพียงหมึกสายและเนื้อหอยที่รมไฟไว้จนกึ่งแห้ง
แต่ของสองสิ่งนี้ก็มีปริมาณไม่น้อยเลย เด็กๆ ที่ได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารทะเลเมื่อวาน จากตอนแรกที่ยังไม่ค่อยชิน ยามนี้กลับเริ่มโหยหาและจดจำรสชาติได้แม่นยำ
พวกเขาจ้องมองอาหารทะเลที่ตากแดดไว้อยู่ด้วยแววตาเป็นประกาย เจ้าตัวเล็กทั้งหลายช่วยกันเฝ้าไล่แมลงวันและนกที่จะมาแอบกินอย่างสนุกสนาน ส่วนเฉินสวี่อันก็นึกอยากจะเข้าป่าอีกสักรอบ
พอลู่หยวนเปาได้ยินว่าท่านแม่จะเข้าป่า เขาก็ยืนกรานหัวชนฝาว่าจะต้องตามไปด้วย หากลู่ตงซานอยู่บ้านเขาก็คงไม่ว่าอะไร แต่ตอนนี้มีเพียงเฉินสวี่อันคนเดียว เขาไม่มีทางยอมแน่ๆ เกิดท่านแม่เป็นอะไรไปในป่าจะทำอย่างไร
เฉินสวี่อันเห็นความมุ่งมั่นของลูกชาย นางลังเลเพียงครู่เดียวก็ตกลง อย่างไรเสียหยวนเปาก็เป็นลูกชายคนโต หลังปีใหม่เขาก็จะอายุเก้าขวบแล้ว อนาคตต้องเป็นเสาหลักของบ้าน พากันออกไปเปิดหูเปิดตาตอนนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี
ในเมื่อจะเดินทางไกลย่อมต้องเตรียมตัวให้พร้อมสรรพ แม้หยวนเปาจะเคยตามพ่อเข้าป่ามาบ้างแต่ก็อยู่แค่ชายป่ารอบนอก ป่าลึกนั้นเขาไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปเลย แม้จะทำท่าทางมั่นใจเต็มที่แต่ในใจกลับรู้สึกไม่มั่นคงนัก
เฉินสวี่อันไม่ได้พูดขัดคอ นางจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับเข้าป่า และทำตามคำขอของหยวนเปาที่ให้พกทั้งเคียวและมีดตัดฟืนไปด้วย เมื่อลูกชายตรวจดูความเรียบร้อยจนแน่ใจว่าไม่ตกหล่น สองแม่ลูกก็ออกเดินทาง
ยามนี้เฉินสวี่อันไม่ต้องกังวลว่าเด็กๆ ที่บ้านจะหิว หนึ่งคือในห้องของนางจางซื่อมีเสบียงเต็มคลัง สองคือลู่หยวนเซินสามารถดูแลจัดการเรื่องในบ้านได้แล้ว ลู่หยวนเว่ยเองก็เริ่มรู้ความ งานวิ่งรับใช้นิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่ปัญหา
ส่วนลู่หยวนจงก็เป็นเด็กดี สั่งให้ดูแลน้องนางก็สามารถเฝ้าได้ทั้งวันจริงๆ จจนผู้ใหญ่ไม่ต้องห่วงเลย หยวนเซินรีบแจกจ่ายงานให้น้องทั้งสามคนทันที ส่วนตัวนางเองก็หิ้วน้ำที่หยวนเปาตักมาไว้ให้เพื่อซักเสื้อผ้า
เมื่อไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้านนางก็ไม่กล้าออกไปไหน เมื่อน้องๆ เล่นกันจนเหนื่อย นางจึงให้พวกเขากลับเข้าห้องพักผ่อน ส่วนนางก็นั่งเฝ้าของกลางลานบ้าน ตั้งใจว่าเดี๋ยวตอนเข้าไปทำกับข้าวค่อยเก็บของทุกอย่างเข้าห้อง
ทางด้านเฉินสวี่อันพาหยวนเปาเดินลัดเลาะผ่านป่าอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางถ้าเจอชาวบ้านนางก็จะบอกว่าเข้าป่าไปหาของกิน ทุกคนก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร สองแม่ลูกจึงเข้าสู่เขตป่าลึกได้อย่างรวดเร็ว
หยวนเปาเริ่มตื่นตัวจนเส้นประสาทเขม็งเกลียว เขาเบิกตากว้างลอบกลืนน้ำลายเป็นพักๆ ดูเหมือนทุกจุดรอบตัวจะเป็นอันตรายไปหมด ผิดกับเฉินสวี่อันที่ยังคงดูสงบนิ่ง
นางเดินป่าได้อย่างคล่องแคล่วและยังคอยดูแลหยวนเปาที่เดินตามหลังมา พร้อมกับอธิบายสภาพแวดล้อมรอบตัวให้ฟังเป็นระยะ จนหยวนเปาแทบไม่มีโอกาสได้พูดแทรกคำพูดนางเลย
ป่าลึกนั้นมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่นจนบดบังแสงตะวัน แสงไฟสลัวทำให้กะเวลาได้ยาก พวกเขาเดินมานานเท่าไหร่ไม่รู้ จนกระทั่งมาถึงริมลำธารที่ใช้พักแรม หยวนเปาถึงรู้สึกว่าโลกดูสว่างสดใสขึ้นมาทันตา เขาแหงนมองดวงตะวันยามเช้าแล้วถามด้วยความอยากรู้
“ท่านแม่ พวกเราเดินมาไกลแค่ไหนแล้วขอรับ แล้วอีกนานไหมกว่าจะถึง” เฉินสวี่อันใช้กระบอกไม้ไผ่ตักน้ำในลำธารจนเต็มแล้วกล่าว
“พวกเราออกเดินทางตอนยามเหมา ตอนนี้น่าจะใกล้ยามซื่อแล้วล่ะลูก ข้ามเขาลูกข้างหน้านี้ไปก็ถึงแล้ว ช่วงเวลานี้น้ำน่าจะลดพอดี พวกเราจะได้ไปเก็บตะกร้ากัน”
พอเห็นท่านแม่ดูกระตือรือร้น หยวนเปาก็เริ่มตั้งตารอคอยตามไปด้วย สองแม่ลูกรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายข้ามเขาลูกสุดท้ายจนถึงริมทะเล หยวนเปาเพิ่งเคยเห็นทะเลเป็นครั้งแรก
เขาไม่ได้หวาดกลัวเหมือนที่ลู่ตงซานเคยเป็น แต่เขากลับตื่นเต้นจนแทบจะโบยบินได้ หยวนเปาวิ่งร่ามุ่งหน้าไปยังหาดทราย ทว่าพอเหยียบลงไปก้าวแรก เขาก็แทบจะร้องไห้ออกมา
“ท่านแม่ขอรับ รองเท้าข้าติดอยู่ในโคลนแล้ว!”
“.....” ไอ้ลูกหมีเอ๊ย หาเรื่องให้แม่จริงๆ
หลังจากช่วยกันดึงรองเท้าขึ้นมาได้ เฉินสวี่อันก็พาหยวนเปาไปลากกระดานลื่นเลนออกจากหลุม ทั่งคู่ช่วยกันเข็นมันลงไปยังดินเลน หยวนเปาขึ้นไปนั่งบนกระดานตามคำสั่งท่านแม่ ต้องยอมรับว่าเด็กเรียนรู้อะไรได้ไวมาก
เฉินสวี่อันสาธิตให้ดูเพียงสองสามครั้ง เจ้าเด็กนั่นก็สามารถไถลกระดานลื่นฉิวไปบนหาดเลนได้คล่องแคล่ว หากเฉินสวี่อันไม่สั่งหยุด มีหวังเจ้าลูกชายคนนี้คงเล่นจนลืมโลกแน่ๆ
ระหว่างทางที่ไถลไปดูตะกร้า พวกเขาพบทั้งปูดำ กุ้งพง และปลาทะเลที่เกยตื้นอยู่ บางตัวดูเหมือนจะถูกแดดเผาจนเกือบแห้ง หากเหงือกไม่ขยับก็คงนึกว่าตายไปแล้ว หยวนเปายิ้มกว้างจนเห็นฟัน
“ท่านแม่ ชายทะเลนี่ดีจริงๆ เลยนะขอรับ ไม่ต้องลงน้ำก็จับปลาได้ แถมปลาตัวใหญ่กว่าในแม่น้ำยงอีก ถ้าเก็บของกินได้แบบนี้ทุกวัน ข้าคงนอนยิ้มจนตื่นเลยล่ะขอรับ” เฉินสวี่อันหัวเราะแกมดุ
“งั้นเจ้าก็คงต้องนอนยิ้มไปทุกวันแล้วล่ะ แม่จะบอกให้นะ ขอเพียงเราเฝ้าหาดนี้ไว้ให้ดี ต่อให้เป็นปีที่ข้าวยากหมากแพงเราก็ไม่ต้องกลัวอดตาย หาดเลนนี้คือทางหนีทีไล่ของบ้านเรา
เพราะฉะนั้นเจ้าต้องจำไว้ว่าห้ามบอกใครเด็ดขาด เราไม่กลัวขโมยหรอก แต่เรากลัวคนเขาจะมาอิจฉาและจ้องเล่นงานเอา ถ้าคนในหมู่บ้านตาร้อนขึ้นมาจะทำอย่างไร”
พอได้ยินแบบนั้น สติของหยวนเปาก็กลับมาทันที เขาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมและรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ปริปากบอกใคร เฉินสวี่อันปล่อยให้หยวนเปาเก็บของตามใจชอบ
ก่อนจะไปถึงตะกร้าที่ดักไว้ ในเข่งที่นำมาก็เต็มไปด้วยสัตว์ทะเลนานาชนิดปนเปกันไปหมดจนพวกมันเริ่มตีกันข้างในตะกร้า การกู้ตะกร้าเป็นงานที่ต้องใช้แรงมหาศาล
ตอนมีลู่ตงซานอยู่ เฉินสวี่อันไม่ต้องลงแรงเลย แต่ตอนนี้มีเพียงแม่ลูกสองคนนางจึงต้องเป็นกำลังหลัก การกู้ตะกร้าขึ้นมาแต่ละใบทำเอาเฉินสวี่อันเหนื่อยหอบจนแทบสิ้นใจ
ทว่าผลลัพธ์กลับคุ้มค่า มีทั้งปลาไหล ปลาตูหนา และมีตะกร้าใบหนึ่งที่ดักหมึกสายยักษ์ตัวมหึมามาได้ด้วย หยวนเปาถึงกับตะลึงงันไปเลย ตลอดทั้งช่วงเช้าเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายที่ชวนสับสนแต่ก็น่าตื่นเต้น
จนกระทั่งน้ำเริ่มหนุนสูงขึ้น พวกเขายังเก็บตะกร้าไม่ครบ 40 ใบ แต่เนื่องจากน้ำมาเร็วและเหนื่อยล้าเกินไป ทั้งคู่จึงกู้เพิ่มได้อีกเพียงสองใบก็ไปต่อไม่ไหวแล้ว