บทที่ 37 ลู่ตงซานขายอาหารทะเลได้เงินสามตำลึง
บทที่ 37 ลู่ตงซานขายอาหารทะเลได้เงินสามตำลึง
บทที่ 37ลู่ตงซานขายอาหารทะเลได้เงินสามตำลึง
หยวนเปานอนแผ่หลาบนหาดทรายด้วยความเหนื่อยล้า จ้องมองท้องฟ้าสีครามตาไม่กะพริบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ถึงการใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่พักได้ไม่นานเฉินสวี่อันก็เดินมาฉุดเขาให้ลุกขึ้นทำงาน
“เอาเนื้อหอยในเข่งใหญ่สองใบนี้ออกมา เดี๋ยวแม่จะล้างให้สะอาดแล้วรมไฟให้แห้ง จะได้แบกกลับบ้านได้ง่ายหน่อย ส่วนแม่จะไปจัดการฆ่าหมึกยักษ์พวกนั้น ทางนี้ฝากเจ้าด้วยนะ”
หยวนเปามองกองหอยสองเข่งใหญ่แล้วถอนหายใจยาว ทว่าในเมื่อมันคืออาหาร เขาก็มีพลังในการทำงานขึ้นมาทันที สองแม่ลูกต่างคนต่างวุ่นวาย ในโถดินเผาบนเตาไฟกำลังต้มอาหารทะเลสดๆ
ทั้งปลาทะเลที่เพิ่งฆ่า หมึกสายที่ล้างสะอาดแล้ว และบรรดากุ้งปูที่รอลงหม้อ กลิ่นหอมฟุ้งและประเภทที่หลากหลายทำเอาหยวนเปาตาลาย เขาทำงานไปพลางแอบลอบกลืนน้ำลายด้วยความหิวโหยไปพลาง
ทั้งสองคนง่วนอยู่กับการทำงานถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ จึงจะเสร็จสิ้นภารกิจ เฉินสวี่อันเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที หากไม่รีบกลับตอนนี้เกรงว่าคืนนี้คงต้องค้างอ้างแรมในป่าอีกคืนแน่ๆ
สองแม่ลูกมองของที่จับมาได้แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น ลำพังแค่ตะกร้าใส่ปลาใบนั้นพวกเขาก็ยกไม่ไหวแล้ว จะขนกลับไปได้อย่างไร
คิดไปคิดมาเฉินสวี่อันจึงทำได้เพียงใช้ไม้ไผ่สองลำสอดผ่านหูตะกร้า แล้วช่วยกันหามกับลู่หยวนเปา ลองนึกภาพดูสิว่าบนหลังก็แบกของหนัก บนบ่ายังต้องหาบไม้ไผ่อีก แค่เห็นลู่หยวนเปาก็รู้สึกใจสั่นแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นส่วนสูงของทั้งคู่ยังต่างกันมาก เวลาหามของจึงแกว่งไปแกว่งมาซ้ายทีขวาที ทำให้รู้สึกว่าของมันหนักขึ้นไปอีก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครปริปากบ่นสักคำ ทั้งสองกัดฟันทนเดินหน้าต่อไป พอเดินไม่ไหวก็หยุดพัก พักเสร็จก็เดินต่อ
เดินๆ หยุดๆ เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแสงสว่างในป่าเลือนหายไปจนหมด โชคดีที่เฉินสวี่อันเตรียมคบไฟมาสองอัน อาศัยแสงไฟริบหรี่ ทั้งคู่จึงเดินพ้นเขตป่าลึกมาได้อย่างทุลักทุเล ระหว่างทางพวกเขายังได้ยินเสียงร้องโหยหวนคล้ายหมูป่าดังอยู่ใกล้ๆ
แต่เพราะทางกลับบ้านมีเพียงเส้นทางเดียว จะให้หลบไปทางอื่นก็ไม่กล้า จึงได้แต่กำอาวุธในมือแน่นแล้วกัดฟันเดินหน้าต่อไป เมื่อมาคิดดูตอนนี้ก็ยังรู้สึกหวาดเสียวไม่หาย หากตอนนั้นหมูป่าโผล่พรวดออกมา พวกเขาสองแม่ลูกคงจบเห่แน่
จนกระทั่งเดินพ้นแนวเขา เฉินสวี่อันถึงเพิ่งตระหนักว่าเสื้อผ้าของตนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ยามลมภูเขาพัดมาปะทะร่างก็พานให้ขนลุกซู่ นางยังเป็นถึงขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงลู่หยวนเปาที่ยังเป็นแค่เด็กวัยกำลังโตเลย
ทั้งสองเหนื่อยหอบเป็นหมาหอบแดด ทว่าก็ไม่กล้าชักช้า เมื่อมายืนอยู่ตรงตีนเขาของบ้านตัวเอง มองดูแสงไฟสลัวๆ จากลานบ้านบนไหล่เขา เฉินสวี่อันก็รีบเอ่ยขึ้น
“เจ้าใหญ่ เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ของพวกนี้เดี๋ยวแม่ค่อยๆ ทยอยขนขึ้นไปเอง”
ในเมื่อมาถึงหน้าบ้านแล้ว นางก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก ทว่าลู่หยวนเปากลับไม่เห็นด้วย เขารู้ดีว่าของพวกนี้หนักแค่ไหน ขืนปล่อยให้ท่านแม่ขนขึ้นเขาไปคนเดียว เขามองไม่เห็นทางเลยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังยื้อยุดกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ยามนี้จะซ่อนของก็คงไม่ทันแล้ว ด้วยความลนลาน ลู่หยวนเปาจึงถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วนำไปคลุมตะกร้าไว้ทันที
“.…..” นางควรจะชมว่าเจ้าเด็กนี่ไหวพริบดีหรือจะด่าว่าโง่ดีเนี่ย อากาศชื้นแฉะน้ำค้างลงจัดขนาดนี้ แถมตัวเองยังเหงื่อท่วมตัวดันมาถอดเสื้อออกอีก นี่มันหาเรื่องป่วยชัดๆ
ทั้งสองหันขวับมองไปตามต้นเสียง ท่ามกลางความมืดมิด ชายผู้หนึ่งกำลังเข็นรถเข็นเดินเข้ามาในสายตาอย่างช้าๆ พอลู่หยวนเปาเห็นชัดว่าเป็นใครก็แทบจะกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น แต่เพราะกลัวจะปลุกชาวบ้าน เขาจึงกดเสียงต่ำกระโดดเหยงๆ
“ท่านพ่อ! ท่านกลับมาแล้ว!”
“พวกเจ้ามาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้”
ลู่ตงซานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นสภาพอันทุลักทุเลของทั้งสองคน ประกอบกับเหลือบไปเห็นตะกร้ามากมายบนพื้น เส้นเลือดดำที่ขมับของเขาก็เต้นตุบๆ
“นี่พวกเจ้า... อย่าบอกนะว่าแอบไปจับของทะเลกันมาเอง!” ลู่หยวนเปาพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ ก่อนจะเริ่มฟ้อง
“ท่านพ่อ ท่านไม่รู้หรอกว่ากว่าข้ากับท่านแม่จะกลับมาถึงนี่มันลำบากขนาดไหน พวกเราเดินตั้งแต่ฟ้าสางยันฟ้ามืด ตอนนี้แขนข้าชาไปหมดแล้ว ขาก็ไม่มีแรง พวกเราไม่มีปัญญาขนของขึ้นบ้านแล้วล่ะขอรับ”
ยังไม่ทันที่ลู่หยวนเปาจะพูดจบ ลู่ตงซานก็จัดการยกของทุกอย่างขึ้นรถเข็นแล้วเข็นขึ้นเขาไปอย่างง่ายดาย ท่าทางเดินสบายๆ ราวกับเดินบนพื้นราบของเขาทำเอาเฉินสวี่อันลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะพบว่าตัวเองก็ขาสั่นจนเดินแทบจะไม่ตรงทางแล้วเช่นกัน
สองแม่ลูกจึงต้องคอยพยุงกันและกันเดินตามหลังลู่ตงซานขึ้นเขาไป เมื่อถึงหน้าบ้าน ลู่ตงซานรีบขนของเข้าไปในลานบ้านก่อน จากนั้นจึงออกมารับสองแม่ลูกเข้าไปพักในห้องโถง
แล้วปลุกลู่หยวนเซินให้ตื่นมาต้มน้ำร้อนและทำอาหารให้ ในระหว่างที่รอน้ำเดือด ลู่ตงซานก็เดินไปสำรวจอาหารทะเลที่เฉินสวี่อันขนกลับมา ก่อนจะเดินหน้าบึ้งตึงกลับเข้ามาในห้องโถง
“เมียจ๋า ทำไมเจ้าไม่รอข้ากลับมาก่อนแล้วค่อยไปหาของทะเลด้วยกัน เจ้าไม่รู้หรือว่าทางที่เดินไปมันอันตรายแค่ไหน เกิดพลาดพลั้งเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร”
ลู่ตงซานนึกถึงเรื่องนี้ก็ยังรู้สึกหวาดเสียวไม่หาย สีหน้าของเขาจึงเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เฉินสวี่อันไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี เมื่อเห็นเขามีท่าทีเช่นนี้ นางจึงรีบยกมือขึ้นยอมจำนน
“ตงซาน คราวนี้เป็นความผิดข้าเอง ข้าประเมินความสามารถตัวเองสูงไป ต่อไปข้าจะไม่พาลูกไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก ข้าขอรับปาก!” ลู่หยวนเปาที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเสริม
“ท่านพ่อ ข้าสัญญาว่าต่อไปจะคอยห้ามท่านแม่ ไม่ปล่อยให้ท่านแม่ทำอะไรบุ่มบ่ามอีกแล้ว ท่านอย่าโกรธเลยนะขอรับ” พูดจบลู่หยวนเปาก็ขยิบตาหลิ่วตาให้เฉินสวี่อันยกใหญ่
“…...” ไอ้ลูกหมีเอ๊ย
ลู่ตงซานถูกสองแม่ลูกรุมอ้อนจนหมดอารมณ์จะโกรธต่อ แต่ในเมื่อทั้งคู่ยอมรับปากแล้ว เขาจึงไม่อยากบ่นให้มากความ จึงเปลี่ยนเรื่องคุย
“ของที่ข้าเอาไปขายในเมืองวันนี้ขายหมดเกลี้ยงเลยนะ ได้เงินมาไม่ขาดไม่เกิน... สามตำลึงเงิน!”
“สามตำลึงเงิน!”
ลู่หยวนเปาร้องลั่น ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าไข่ห่าน ตอนนี้เขาขอถอนคำพูดที่รับปากไปเมื่อกี้ได้ไหม เหนื่อยหน่อยจะเป็นไรไป เสี่ยงอันตรายนิดหน่อยแล้วจะทำไม การหาของทะเลมันคือเส้นทางเศรษฐีชัดๆ!
คนอื่นเข้าป่าล่าสัตว์อาบเหงื่อต่างน้ำมาทั้งปี บางทียังหาเงินไม่ได้ถึงสามตำลึงเลย นี่พวกเขาแค่ไปจับของทะเลครั้งเดียวก็ได้เงินมาเยอะขนาดนี้ มันเพียงพอให้ครอบครัวอยู่ดีกินดีไปได้อีกนานเลยทีเดียว
ผู้เป็นพ่อย่อมรู้ใจลูก ลู่ตงซานเห็นดวงตาเจ้าเล่ห์ของลู่หยวนเปากลอกไปมาก็รู้ทันทีว่าลูกชายกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงเขกหัวลูกไปหนึ่งที
“คิดอะไรอยู่น่ะ! จะบอกให้นะ ตอนแรกของพวกนั้นมันไม่ได้ขายได้ราคาแพงขนาดนี้หรอก ตอนแรกพ่อไปถามตามเหลาอาหารสองสามแห่ง พวกเขาให้ราคารวมกันยังไม่ถึงหนึ่งตำลึงเลย พ่อรู้สึกว่ามันไม่ค่อยคุ้มเลยไม่อยากขาย
พอพูดถึงเรื่องนี้ พ่อก็เลยนึกถึงตอนที่เอาหมูป่าไปขายคราวก่อน ตอนนั้นดึกดื่นค่อนคืน เหลาอาหารปิดหมดแล้ว มีแต่ย่านนั้นแหละที่สว่างไสวเหมือนตอนกลางวัน
แถมคนเข้าออกก็มีแต่พวกเศรษฐีพ่อเลยลองไปหาดู ตอนแรกกะจะไปขายให้เหลาอาหารแต่ดันเข้าผิดประตูไปโผล่หลังหอนางโลมเข้า แต่คนที่นั่นใจป้ำมาก แถมยังบอกด้วยว่าคราวหน้าถ้ามีของดีๆ ให้เอาไปส่งอีก
คราวนี้พ่อก็เลยไม่มีทางเลือก ในเมื่อที่อื่นให้ราคาถูก พ่อก็กะว่าจะลองไปถามดูอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหลาอาหารหรือหอนางโลม ขอแค่ได้เงินพ่อก็เอาทั้งนั้น แต่พอไปถึงถึงได้รู้ว่าหอนางโลมเขาปิดตอนกลางวัน คนข้างในก็นอนหลับกันหมด อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่เงาผีก็ยังไม่มีให้เห็น!”
“พรืด!” เฉินสวี่อันหลุดหัวเราะออกมา เมื่อเห็นลู่ตงซานจ้องมองมา นางก็รีบกระแอมไอแก้เก้อ
“ท่านเล่าต่อสิ แล้วเป็นอย่างไรต่อ”
“แล้วข้าก็หงุดหงิดน่ะสิ พอดีตอนนั้นเหนื่อยมาก แล้วในตรอกก็ร่มรื่นดีก็เลยนั่งพักอยู่ตรงประตูหลังหอนางโลมนั่นแหละ นั่งไปได้แป๊บเดียวจู่ๆ ก็มีคุณชายใส่ชุดผ้าไหมเดินทำลับๆ ล่อๆ เข้ามาโดยมีบ่าวสองคนคอยระวังหลัง พอเขาเห็นข้าก็ตกใจแทบแย่
ตอนนั้นข้าเองก็แปลกใจเหมือนกัน ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกกระดากอายเลยชวนคุยแก้เก้อ ข้าก็ไม่ได้ปิดบัง บอกไปตามตรงว่าเอาของทะเลมาขาย ตอนแรกเขาก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่พอมองไปเห็นปูดำ ปลาไหล กับปลาตูหนาเข้า เขาก็ตื่นเต้นใหญ่รีบซักไซ้ข้าไม่หยุด
เขาบอกว่าปลาไหลกับปลาตูหนาหาได้ยากมากในอำเภอชิงอัน ท่านปู่ของเขาชอบกินอาหารทะเลมาก แต่เวลาไปเดินตลาดใหญ่ทีไรก็หาซื้อไม่ได้เลย นานๆ ทีถึงจะโชคดีซื้อได้สักสองสามตัว แต่คุณภาพก็ผีเข้าผีออก ไม่ได้อวบอ้วนน่ากินเหมือนที่พวกเราจับมาเลย”