LNCrawler

บทที่ 38 ควรจะ 'หว่านแหไว้กว้างๆ'

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 38 ควรจะ 'หว่านแหไว้กว้างๆ'

บทที่ 38 ควรจะ ‘หว่านแหไว้กว้างๆ’

 

“ตอนนั้นในใจข้านี่ลิงโลดเลยล่ะ เจ้านึกดูสิ มันเหมือนคนที่ง่วงนอนแล้วมีคนยื่นหมอนมาให้หนุนชัดๆ! ในเมื่ออีกฝ่ายสนใจแถมทำท่าเหมือนจะเหมากลับไปให้ได้ ข้าก็ย่อมต้องขายให้เขาแน่นอน 

แต่พอคุณชายท่านนั้นถามเรื่องราคา ข้ากลับเริ่มลำบากใจขึ้นมา ​ปกติเวลาขายของต้องให้อีกฝ่ายเสนอราคามาก่อน พอให้ข้าเป็นคนตั้งราคาเอง ข้าก็ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไรดี ในใจก็นึกถึงราคาที่เหลาอาหารให้มาไม่ถึงหนึ่งตำลึง เลยกะว่าจะลองเรียกไปสักหนึ่งตำลึงครึ่งดู 

ทว่ายังไม่ทันจะอ้าปาก คุณชายท่านนั้นก็ใจร้อนเสียก่อน สั่งให้บ่าวรับใช้ส่งเงินให้ข้า สามตำลึงเงินทันที พร้อมบอกว่าของพวกนี้เขาเหมาหมด! ​พอข้าเก็บของเตรียมจะไป ประตูหลังหอนางโลมก็เปิดออกพอดี 

ผู้ดูแลสตรีคนเดิมที่เคยซื้อหมูป่าข้าเดินออกมาเห็นเข้าพอดี และจำข้าได้แม่นเลยล่ะ พอเห็นของที่ควรจะเป็นของนางถูกคุณชายท่านนั้นชิงตัดหน้าไป นางก็พูดจาประชดประชันด้วยความเสียดายเสียยกใหญ่ แถมยังกำชับว่าคราวหน้าถ้ามีของดีๆ ให้มาเคาะประตูได้เลย 

ไม่ว่าเวลาไหนก็จะมีคนออกมาต้อนรับแน่นอน ​บอกตามตรงตอนนั้นข้าทั้งประหลาดใจและดีใจ ไม่ว่าจะเป็นเหลาอาหารหรือหอนางโลม อย่างน้อยเราก็มีที่รับซื้อประจำ แถมยังเป็นพวกมือหนักจ่ายคล่องอีกต่างหาก 

​ตอนที่ข้าเอาของไปส่งที่จวนของคุณชายท่านนั้น ฮูหยินของบ้านออกมาเห็นเข้าก็นิยมชมชอบใหญ่ ชมว่ากุ้งและปูของพวกเราทั้งตัวใหญ่และอ้วนท้วนสมบูรณ์ 

เหมาะจะเอาไปส่งเป็นของกำนัลให้ผู้อื่นได้ไม่อายใคร นางยังให้เงินรางวัลข้าเพิ่มอีกห้าสิบอีแปะ และบอกว่าวันหน้าถ้ามีของดีๆ อีก ให้เอาไปส่งที่จวนได้เลย”

เพียงแค่หวนนึกถึงผลงานอันยิ่งใหญ่ในวันนี้ ลู่ตงซานก็รู้สึกเลือดในกายเดือดพล่าน สำหรับเขาแล้วเหล่าผู้ลากมากดีที่เคยดูสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึง ยามนี้ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป 

และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการมีลูกค้ารายใหญ่สองเจ้านี้ มันจะช่วยให้เขาประหยัดเวลาในการขายของไปได้มาก ​ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือหลังจากที่ท่านผู้เฒ่าของจวนนั้นเห็นอาหารทะเล 

เขาก็ตัดสินใจจัดงานเลี้ยงอาหารทะเลทันที ถึงขั้นเชิญพ่อครัวที่เชี่ยวชาญการปรุงอาหารทะเลมาที่จวน งานเลี้ยงครั้งนี้ได้รับคำชมจากแขกเหรื่ออย่างล้นหลาม จนมีบางคนเริ่มเลียบเคียงถามว่าอาหารทะเลเหล่านี้ซื้อมาจากหมู่บ้านประมงแห่งใด

​เมื่อท่านผู้เฒ่าได้ยินอย่างนั้นก็รีบดันตัวหลานชายออกมาหน้าฉาก พร้อมบอกว่าเป็นเพราะความกตัญญูของหลานชายที่อุตส่าห์ไปหามาให้ ผลคือคุณชายเจ้าสำราญคนนั้นถูกผู้คนรุมล้อมจนพูดไม่ออก 

เขาจะบอกความจริงได้อย่างไรว่าตนเองแอบไปเที่ยวหอนางโลมตอนกลางวันแสกๆ แล้วไปฉกของมาจากที่นั่น หากพูดออกไปท่านปู่คงตีเขาจนตายแน่ 

คุณชายคนนั้นเหงื่อท่วมหัว จึงได้แต่กุเรื่องโกหกส่งเดชไปที พร้อมตั้งใจว่าวันหลังจะไปตีสนิทกับชุ่ยเหนียง เพื่อสืบดูเบื้องหลังของชายชาวนาคนนั้นเสียหน่อย

ลู่ตงซานซานไม่รู้เลยว่ามีคนในตัวเมืองกำลังหมายตาเขาอยู่ หลังจากเล่าเรื่องราวที่เจอมาทั้งวัน เขาก็หยิบเงินทั้งหมดออกมาส่งให้เฉินสวี่อัน แล้วรีบวิ่งแจ้นไปอาบน้ำทันที 

เฉินสวี่อันรับเงินแล้วก็รีบกลับเข้าห้องไปอย่างรวดเร็วปานลมพัด ทิ้งให้ลู่หยวนเปานั่งบื้ออยู่กลางห้องโถงเพียงลำพัง ​เมื่อทั้งสามคนผลัดกันล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาด ลู่หยวนเซินก็รีบยกโจ๊กธัญพืชร้อนๆ มาให้ นางเอ่ยด้วยใบหน้าแดงระเรื่อและท่าทางกังวลเล็กน้อย

“ท่านพ่อท่านแม่ ในโจ๊กนี้ข้าใส่กุ้งกับปลาลงไป แล้วก็ใส่เนื้อหอยกับปลาหมึกที่ท่านแม่ตากไว้ลงไปด้วยเจ้าค่ะ”

เฉินสวี่อันได้ยินอย่างนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง รีบใช้ทัพพีคนดูในชามโจ๊กอยู่สองสามทีจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก

“นึกว่าไปเสียแล้ว โชคดีที่เจ้าไม่ได้เอาเหยาจู้ (เอ็นหอยเชลล์อบแห้ง) ของแม่ไปต้ม” ลู่หยวนเซินตกใจรีบถาม 

“ท่านแม่เหยาจู้คืออะไรหรือเจ้าคะ”

“เหยาจู้ถือเป็นสุดยอดอาหารทะเลในบรรดาของล้ำค่าจากป่าและทะเล ไม่เพียงแต่มีรสชาติเลิศรส แต่ยังหาได้ยากยิ่ง เปลือกหอยที่นำมาทำเหยาจู้ได้มีหลายชนิด 

แต่ต้องเป็นหอยตัวใหญ่เท่านั้นถึงจะขุดเอาเนื้อส่วนนั้นมาตากแห้งได้ มันมีลักษณะเป็นเม็ดๆ ขนาดประมาณหัวแม่มือ นั่นแหละคือเหยาจู้” เฉินสวี่อันเอ่ยพลางใช้นิ้วจิ้มจมูกลูกสาวเบาๆ พร้อมกับอธิบายให้คนทั้งบ้านฟัง ​เฉินสวี่อันทอดถอนใจพลางกล่าวต่อ 

“พวกเจ้าก็เห็นแล้ว พวกเรายุ่งกันมาตั้งนานได้เนื้อหอยกลับมามากมาย แต่ขุดเหยาจู้มาได้เพียงไม่ถึงครึ่งจิน ตากแห้งอีกสองวันคงเหลือไม่ถึงครึ่งจินแน่ ของสิ่งนี้เก็บไว้นานไม่ได้ เมื่อตากจนได้ที่ก็ควรเอาไปขาย โชคดีที่มันเป็นของที่คนต้องการมาก 

ท่านพี่ คราวหน้าท่านลองไปถามตามเหลาอาหารหรูๆ ดูนะว่าเขารับซื้ออย่างไร ถ้าเป็นไปได้ก็ขายให้เหลาอาหารเสีย ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกหอนางโลมหรอกนะ แต่เราต้องหว่านแหให้กว้าง ควรรู้จักกับผู้ซื้อหลายๆ เจ้า เพื่อให้เราเป็นฝ่ายกุมอำนาจในการต่อรอง” ลู่ตงซานพยักหน้าหงึกหงักพลางฉีกยิ้ม 

“คราวหน้าข้าจะลองไปสืบเรื่องสำนักศึกษาดูด้วย ถ้าเป็นไปได้จะส่งเจ้าใหญ่ไปเรียนหนังสือก่อน”

​หากเป็นเมื่อก่อนลู่ตงซานคงไม่กล้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าลูกๆ เพราะกลัวว่าถ้าทำไม่ได้เด็กจะผิดหวังมาก แต่ยามนี้เขามีหาดทะเลผืนนั้น และมีเงินที่หามาได้ตลอดทั้งปีเป็นฐาน เขาจึงมีความมั่นใจ 

อย่างน้อยก็ส่งเรียนได้สักสองสามปี เพื่อให้ตระกูลลู่มีคนอ่านออกเขียนได้สักคน วันหน้าจะได้ไปเป็นเสมียนบัญชี ชีวิตคงจะไม่ลำบากแน่นอน ลู่หยวนเปาถึงกับตาโต เขาลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นจนทำเก้าอี้ล้ม

“ท่านพ่อ ข้าจะได้เรียนหนังสือจริงๆ หรือขอรับ” ลู่ตงซานยิ้มรับก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม 

“พ่อมีความสามารถย่อมจะส่งเจ้าเรียนได้ แต่เจ้าต้องใฝ่ดีตั้งใจเรียน อย่าให้พ่อต้องอายใคร” ​เมื่อเห็นลู่หยวนเปาดีใจจนเนื้อเต้น ลู่ตงซานก็เริ่มปราม

“เอาล่ะ นั่งลงกินข้าวเสีย โดยปกติสำนักศึกษาจะรับคนช่วงหลังการหว่านไถฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้ยังไม่เข้าฤดูหนาวเลย ช่วงที่เจ้าอยู่บ้านนี้ก็จงตามพ่อเข้าป่าไปฝึกฝนเสียให้มาก ต่อให้ไปเรียนหนังสือแล้ว พอกลับมาบ้านก็ต้องเข้าป่าทำงานกับพ่อ ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด”

​เขาไม่อยากเลี้ยงลูกให้กลายเป็นหนอนหนังสือที่ทำอะไรไม่เป็น เพราะนั่นจะเป็นการทำลายรากฐานของครอบครัว ​เมื่อพูดถึงการเข้าป่า เฉินสวี่อันที่เคยยิ้มแย้มก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้น

“ตงซาน ตอนที่พวกเรากลับมา ดูเหมือนข้าจะได้ยินเสียงร้องของหมูป่านะ เสียงมันโหยหวนผิดปกติ เหมือนมันอยู่ใกล้ๆ ตัวเรานี่เอง แต่ตลอดทางมันก็ไม่ได้เข้ามาโจมตี พอมาคิดดูตอนนี้ ข้าว่ามันน่าจะตกลงไปในกับดักที่ท่านขุดไว้แล้วล่ะ” ลู่ตงซานที่กำลังกินโจ๊กคำโตถึงกับชะงัก เขาตบหัวตัวเองดังปึกด้วยความหงุดหงิด

“ดูสมองข้าสิ ช่วงนี้มัวแต่วุ่นอยู่กับการหาของทะเลจนลืมไปตรวจดูในกับดักเสียสนิทเลย!”

​การไปตรวจกับดักไม่ใช่แค่ดูว่ามีเหยื่อไหม แต่ต้องทำความสะอาดและซ่อมแซมด้วย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายวัน ไหนจะอาหารทะเลที่เพิ่งได้มาวันนี้ยังไม่ได้จัดการอีก 

เขาถึงกับรู้สึกว่าต่อให้มีสิบมือก็คงทำไม่ทัน ​เมื่อเห็นลู่ตงซานทำท่าจะลุกออกไปอีก เฉินสวี่อันก็ดึงตัวเขาไว้แล้วเอ่ยอย่างหนักแน่น

“ท่านควรไปพักผ่อนได้แล้ว วันหน้ายังอีกยาวไกล ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเอาตอนนี้ หากจัดการไม่ทันจริงๆ เราก็เก็บไว้กินเองเสียเลย อย่างไรการหาของทะเลก็ไม่ใช่เพื่อหาเงินเพียงอย่างเดียว”

​สิ้นคำเฉินสวี่อัน ลู่ตงซานก็ต้องยอมกลับเข้าห้องไป ไม่นานนักเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังออกมาจากในห้องจนลู่หยวนจง และลู่หยวนซิงเจ้าสองตัวน้อยต้องกอดหมอนวิ่งออกมาหน้ามุ่ย 

เสียงกรนดังขนาดนี้ใครจะไปหลับลง! ​เฉินสวี่อันขบขันกับท่าทางของเด็กๆ ก่อนจะหันไปบอกลู่หยวนเซิน

“พาน้องๆ ไปนอนที่ห้องของพวกเจ้าเถอะลูก คืนนี้แม่ต้องจัดการอาหารทะเลพวกนี้ต่อ อาจจะดึกเสียหน่อย”

“ท่านแม่ ข้าจะช่วยด้วยขอรับ” ลู่หยวนเปาอาสา เพราะเขากำลังตื่นเต้นเรื่องเรียนหนังสือจนนอนไม่หลับ

“ข้าก็ช่วยได้เจ้าค่ะ” ลู่หยวนเซินพูดเสริมขึ้นมาอีกคน ​เฉินสวี่อันจึงยิ้มอย่างภูมิใจพลางส่ายหน้า 

“ไปนอนกันให้หมดเถอะ นอนเร็วตื่นเช้า งานแค่นี้แม่ทำประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว”

เนื่องจากเฉินสวี่อันยืนกราน เด็กๆ ทั้งสองจึงต้องยอมกลับเข้าห้องไป ไม่นานนักลานบ้านตระกูลลู่ก็ตกอยู่ในความเงียบสงบ มีเพียงแสงจันทร์อันเย็นยะเยือกและแสงเทียนอันริบหรี่อยู่เป็นเพื่อนนาง 

เฉินสวี่อันตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายในคืนนี้ อย่างไรเสียพรุ่งนี้นางก็ไม่ต้องออกไปไหนแล้ว และหากลู่ตงซานมีเวลา เขาก็คงจะได้นำของไปขายในเมืองอีกรอบ

​จวบจนรุ่งสางใกล้เข้ามา ในที่สุดเฉินสวี่อันก็จัดการงานทุกอย่างจนเสร็จสิ้น นางยังถือโอกาสลงเขาไปซักเสื้อผ้าของทุกคนในบ้านที่กองสุมไว้ 

โชคดีที่เวลานี้ยังไม่ค่อยมีคนในหมู่บ้านตื่น ไม่อย่างนั้นหากมีใครมาเห็นกองเสื้อผ้าเปื้อนโคลนเต็มไปหมดพวกนี้ คงมีเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นอีกเป็นแน่

​ขณะที่เฉินสวี่อันกำลังเดินผ่านหน้าบ้านตระกูลฝู นางก็บังเอิญพบกับหลี่ซื่อที่กำลังหอบฟ่อนหญ้าแห้งอยู่ หลี่ซื่อเห็นเฉินสวี่อันก็ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเอ่ยทักทายขึ้น

“แม่หยวนเปา เจ้าตื่นเช้าจังเลยนะ นี่เพิ่งไปซักผ้ามาหรือ”