LNCrawler

บทที่ 3 ครอบครัวที่ไม่สูญหายอีกตอไป

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 3 ครอบครัวที่ไม่สูญหายอีกตอไป

บทที่ 3 ครอบครัวที่ไม่สูญหายอีกต่อไป

 

ลู่ตงซานกลัวว่าติ้งหย่งหลี่จะเข้าถึงตัวและทำร้ายเฉินสวี่อัน เขาจึงรีบผลักติ้งหย่งหลี่ออกไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แล้วยืนขวางหน้าเฉินสวี่อันไว้พลางจ้องเขม็งไปที่สองพ่อลูกคู่นี้ ​เสิ่นโหย่วตบไม้พิพากษาเสียงดังปัง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเอ่ย

“ติ้งหย่งหลี่ เช่นนั้นเจ้าก็ยอมรับผิดแล้วหรือ”

“ใต้เท้า ข้าน้อยยอมรับ ข้าน้อยยอมรับแล้วขอรับ แต่ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าคนจริงๆ มัน... มันเป็นอุบัติเหตุ เป็นการพลั้งมือจริงๆ ขอรับ!”

ติ้งหย่งหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก ​เสิ่นโหย่วจึงชี้ไปที่เฉินสวี่อันด้วยความโกรธ 

“พลั้งมือหรือ พลั้งมือประสาอะไรถึงได้ตีคนจนปางตายขนาดนี้ แม่นางลู่ผู้นี้ข้าเป็นคนช่วยไว้เอง ตอนนั้นนางมีลมหายใจรวยรินเต็มที แถมยังถูกพวกเจ้าโยนทิ้งไว้ในคูน้ำให้ตายไปเองอีก

บาดแผลบนศีรษะข้าจะไม่พูดถึง แต่ที่หลังยังถูกไม้ฟาดไปอีกหนึ่งที และที่ขาก็มีรอยถูกตีอีกหลายจุด เจ้ายังกล้ามาบอกข้าว่านี่คือการพลั้งมืออยู่อีกหรือ”

“คิดไม่ถึงเลยว่าสองพ่อลูกคู่นี้จะโหดเหี้ยมขนาดนี้! นี่มันกะจะฆ่าปิดปากชัดๆ!”

“แม่นางบ้านลู่ช่างน่าสงสารนัก ถูกลักพาตัวมาขายแล้วยังเกือบจะถูกฆ่าทิ้งอีก”

​ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ต่างพากันชี้หน้าด่าทอวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ลู่ตงซานปวดใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่คุกเข่าอยู่ข้างๆ อย่างเก้ๆ กังๆ สายตาของเขาไม่ยอมละไปจากเฉินสวี่อันเลยแม้แต่น้อย

​ติ้งเหล่าซานกับติ้งหย่งหลี่ถูกชาวบ้านที่กำลังโกรธแค้นรุมด่าทอ จนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากแก้ตัวอีก ​พวกมือปราบที่ออกไปตามพยานก็กลับมากันอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกคนได้มาเผชิญหน้ากันในศาล เรื่องราวก็กระจ่างชัดขึ้นในเวลาเพียงไม่นาน

​ติ้งเหล่าซานกับติ้งหย่งหลี่ถูกตัดสินให้ชดใช้เงินแก่เฉินสวี่อันจำนวนยี่สิบตำลึงเงิน และถูกเนรเทศเป็นระยะทางสามพันลี้ ​หลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี เฉินสวี่อันโดยมีลู่ตงซานคอยพยุง ได้เข้าไปขอบคุณเสิ่นโหย่วและอันซื่อ

​อันซื่อกำลังตั้งครรภ์จึงไม่ได้ปรากฏตัว แต่เสิ่นโหย่วได้พบกับสามีภรรยาทั้งสองและเอ่ยอย่างทอดถอนใจ

“ครั้งนี้แม้จะเป็นข้าที่ช่วยแม่นางลู่ไว้ แต่หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ ฮูหยินของข้าก็คงยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ โชคดีที่ได้บำรุงร่างกายที่ตำบลชิงอันอยู่หลายวัน ร่างกายของฮูหยินจึงไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น 

นี่คือสิ่งของที่ฮูหยินของข้าเตรียมไว้ให้แม่นางลู่ ขอแม่นางอย่าได้ปฏิเสธเลย ร่างกายของเจ้ายังต้องได้รับการดูแลอย่างดี อีกอย่างแม่นางลู่บอกว่าตนเองถูกลักพาตัวมา ต้องการให้ข้าส่งตัวกลับบ้านเกิดหรือไม่” ​เฉินสวี่อันเหลือบมองลู่ตงซานแวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ แล้วยิ้มบางๆ 

“ขอบพระคุณท่านใต้เท้าเจ้าค่ะ เพียงแต่ญาติพี่น้องของข้าน้อยต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้วตั้งแต่ตอนหนีภัยพิบัติ ตอนนี้หากกลับไปก็คงไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว อีกทั้งสามีก็ปฏิบัติต่อข้าดีมาก ข้ายังมีลูกๆ อีกหลายคน เรื่องในอดีตก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถิดเจ้าค่ะ”

​เสิ่นโหย่วพยักหน้าอย่างชื่นชมและไม่กล่าวอะไรต่อ เขาเพียงสั่งให้บ่าวไปส่งพวกเขาออกมา ​เมื่อออกมาจากที่ว่าการอำเภอ เฉินสวี่อันรู้สึกเหมือนทุกอย่างไม่ใช่เรื่องจริง 

นางกำมือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนของลู่ตงซานไว้แน่น และอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง ​ลู่ตงซานตกใจจึงรีบถามอย่างร้อนรน

“เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอ” เฉินสวี่อันใบหน้าซีดเผือด แต่ยังคงยืนกรานส่ายหน้า 

“พวกเรากลับบ้านกันเถอะ”

​ลู่ตงซานไม่มีทางเลือก จึงได้แต่ตามใจเฉินสวี่อัน เขาแบกนางขึ้นหลังแล้วเดินออกจากตัวเมืองทันที ​ตลอดทางทั้งสองต่างเงียบงัน จนกระทั่งเฉินสวี่อันเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน 

“ท่านวางข้าลงเถอะ ข้าเดินเองได้เจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นไร เจ้าไม่หนักเลย เมื่อก่อนข้าแบกเหยื่อหนักสองสามร้อยจินเดินตั้งหลายสิบลี้ยังไม่เห็นเป็นอะไร แค่นับประสาอะไรกับแบกเจ้ากลับบ้าน”

ลู่ตงซานพูดจบก็นึกขึ้นได้ว่าเฉินสวี่อันไม่ชอบให้เขาพูดจาหยาบกระด้างเช่นนี้ เขาจึงรีบหุบปากทันที ​เมื่อก่อนเฉินสวี่อันไม่ชอบฟังคำพูดพวกนี้จริงๆ 

นางมักจะรู้สึกว่าลู่ตงซานเป็นคนหยาบคาย พูดจาไม่เป็นระเบียบ ไม่คู่ควรกับนางเลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากได้เกิดใหม่นางถึงได้เข้าใจว่า นี่แหละคือชีวิต

​เมื่อเห็นว่าเฉินสวี่อันไม่ได้ตำหนิเขา ลู่ตงซานก็ใจชื้นขึ้น เขายิ้มกว้างออกมาอย่างเงียบๆ แล้วเอ่ยอย่างลังเล

“เอ่อ... น้องหญิงอยากกินอะไรไหม เดี๋ยวถึงตำบลข้าจะซื้อของกลับไปให้ ท่านใต้เท้าเสิ่นบอกว่าเจ้าต้องบำรุงร่างกาย กลับไปข้าจะขึ้นเขาไปล่าไก่ป่ากระต่ายป่ามาบำรุงให้เจ้าเองนะ”

“เจ้าค่ะ” เฉินสวี่อันตอบรับ

ลู่ตงซานไม่ได้คาดหวังว่าเฉินสวี่อันจะตอบกลับเขา เขาจึงรู้สึกประหลาดใจและดีใจมาก จนกลายเป็นคนพูดเยอะขึ้นมาทันที ​เมื่อทั้งสองกลับมาถึงตำบลซานตง

ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ลู่ตงซานตั้งใจจะพักแรมในตำบลสักคืน แต่เฉินสวี่อันกลับส่ายหน้า มองไปยังทิศทางของหมู่บ้านซานฝูแล้วเอ่ยเสียงเบา 

“ข้าอยากกลับบ้านเจ้าค่ะ”

​เมื่อได้ยินแบบนั้น ลู่ตงซานจึงไม่ได้พูดอะไรอีก เขารีบแบกเฉินสวี่อันมุ่งหน้ากลับบ้านทันที ฝีเท้าของเขาเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ​ทั้งสองเข้าหมู่บ้านมาในช่วงเกือบยามโหมว (ประมาณตี 5) แสงสว่างรำไรเริ่มปรากฏ ชาวบ้านหลายคนตื่นกันแล้ว 

เมื่อเห็นลู่ตงซานแบกเฉินสวี่อันเข้าหมู่บ้านมา ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นพากันวิ่งตามถามไถ่ เฉินสวี่อันปวดหัวกับสถานการณ์เช่นนี้ที่สุด จึงตัดสินใจหลับตาแสร้งทำเป็นหลับไป

​จนกระทั่งทั้งสองใกล้จะถึงหน้าบ้าน กลุ่มคนเหล่านั้นถึงได้แยกย้ายกันไป ​ลู่ตงซานถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วตะโกนเข้าไปในลานบ้าน 

“เจ้าใหญ่ พ่อกับแม่กลับมาแล้ว”

​สิ้นเสียงนั้น เด็กๆ หลายคนก็วิ่งออกมาจากในบ้าน ลู่หยวนเปาที่วิ่งนำหน้ามาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบไปเปิดประตู 

“ท่านพ่อ ท่านหาท่านแม่เจอแล้วหรือ”

​เมื่อพูดถึงท่านแม่ ลู่หยวนเปาดูจะไม่มีความรู้สึกยินดีสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่ตอนเรียกท่านพ่อเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึงความดีใจ ​ลู่ตงซานพยักหน้าอย่างชินชาแล้วถามลูก

“รั้วนี่มันยังไงกัน เจ้าซ่อมใหม่หรือ” ​ลู่หยวนเปาส่ายหน้า 

“ท่านลุงฝูเป็นคนซ่อมให้ขอรับ” 

เขาจะไปมีปัญญาทำได้ยังไง! ​ลู่ตงซานไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาแบกเฉินสวี่อันเข้าไปในห้อง แล้วเดินออกมาสั่งการลู่หยวนเปา

“ไปต้มน้ำร้อนมาสักหม้อ เดี๋ยวให้แม่เจ้าได้ล้างเนื้อล้างตัวหน่อย แล้วก็ต้มโจ๊กด้วย แม่เจ้าบาดเจ็บมา ต้องกินของดีๆ เสียหน่อย ข้าจะไปที่บ้านลุงฝูของเจ้า ไปรับน้องชายกับน้องสาวเจ้ากลับมาด้วย”

​ลู่ตงซานหมายถึงลูกสองคนเล็กของเขากับเฉินสวี่อัน คือลู่หยวนจงวัยสองขวบ และลู่หยวนซิงที่เพิ่งจะอายุได้หกเดือน ยังไม่ถึงเวลาหย่านมเลยด้วยซ้ำ ครั้งนี้วุ่นวายขนาดนี้ เกรงว่าคงจะต้องหย่านมไปเลยจริงๆ

​ระหว่างที่พูดคุยกัน ลูกอีกสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น ลู่หยวนเซินลูกคนที่สองวัยหกขวบจูงมือลู่หยวนเว่ยวัยสี่ขวบเดินออกมาจากหลังบ้าน เด็กชายสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเนื้อตัวมอมแมม 

บนหน้ายังมีน้ำมูกยืดอยู่สองสายดูราวกับขอทานน้อยๆ ส่วนลูกผู้หญิงนั้นดูสะอาดกว่านิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ ​เมื่อเห็นสภาพของลูกทั้งสอง ลู่ตงซานจึงขมวดคิ้วแน่น 

เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าออกจากบ้านไปหลายวันแล้ว ตอนไปก็รีบร้อนมาก เพียงแค่ฝากฝังกับฝูกวงไว้ไม่กี่คำ ไม่ทันได้จัดการดูแลเด็กๆ ให้ดี โชคดีที่เด็กๆ ดูแค่ตัวสกปรกไปหน่อย แต่ไม่ได้หิวโหยหรือล้มป่วยแต่อย่างใด

​ยังไม่ทันที่ลู่ตงซานจะได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ลู่หยวนเซินก็ไอออกมาสองสามครั้ง เด็กน้อยไม่ได้ใส่ใจอาการไอของตัวเอง นางมองลู่ตงซานด้วยตาที่คลอไปด้วยน้ำตา ก่อนเอ่ยอย่างอัดอั้นตันใจ

“ท่านพ่อ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”

​หลายวันที่ผ่านมาลู่หยวนเซินอยู่อย่างหวาดระแวงมาตลอด พวกป้าๆ ในหมู่บ้านต่างก็บอกว่าท่านพ่อท่านแม่ไม่เอาพวกเขาแล้ว ทำให้นางแอบร้องไห้เสียใจไปหลายหน 

แม้แต่ตอนกลางคืนก็ไม่กล้านอน โชคดีที่ท่านพ่อกลับมาแล้ว และดูเหมือนจะพาท่านแม่กลับมาด้วย คราวนี้ดีจริงๆ นางจะได้ไม่ใช่เด็กที่ไม่มีพ่อมีแม่เสียที

ลู่ตงซานอุ้มลูกทั้งสองที่ตัวเบาหวิวขึ้นมาด้วยความสงสารจับใจ เขาปลอบประโลมเด็กๆ อยู่พักใหญ่ถึงค่อยยอมก้าวเท้าออกจากบ้าน

​เมื่อลู่หยวนเปาเห็นท่านพ่อจากไปแล้ว เขาก็คร้านจะต้มน้ำ จึงสั่งความกับลู่หยวนเซินเพียงไม่กี่คำก่อนจะหลบฉากหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

​เมื่อลู่ตงซานมาถึงบ้านของฝูกวง เขาก็พบว่าฝูกวงกำลังเตรียมตัวจะลงไปทำงานที่ทุ่งนาพอดี เขาจึงรีบตะโกนทักทาย 

“ฝูกวง ข้ากลับมาแล้ว”

​เสียงตะโกนนี้เปรียบเสมือนเสียงฟ้าร้องที่ดังขึ้นกลางวันแสกๆ ทำเอาคนในบ้านตระกูลฝูต่างพากันตื่นตัว ​นางเติ้งมารดาของฝูกวง ถือกำหญ้าวิ่งออกมาจากหลังบ้านด้วยความรีบร้อน พร้อมกับตะโกนถามอย่างตื่นเต้น 

“ตงซานเอ๋ย ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที เป็นอย่างไรบ้างล่ะ ตกลงหาคนเจอไหม”

​เสียงร้องทักของนางดังเสียจนเรียกให้พวกเพื่อนบ้านพากันโผล่ออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปตามๆ กัน