บทที่ 40 ยิ่งร่ำรวยขึ้น ยิ่งต้องระวังคน
บทที่ 40 ยิ่งร่ำรวยขึ้น ยิ่งต้องระวังคน
บทที่ 40 ยิ่งร่ำรวยขึ้น ยิ่งต้องระวังคน
ชุ่ยเหนียงกลอกตาไปมา แววตาแฝงไปด้วยการคำนวณ
“เอาอย่างนี้ละกันพ่อหนุ่ม อาหารทะเลพวกนี้ข้าให้เจ้า 3 ตำลึงเงิน วันหน้าถ้ามีของดีอะไรอีก อย่าลืมเอามาส่งให้ข้าก่อนเป็นคนแรก ตกลงไหม”
ความจริงแล้วอาหารทะเลที่ลู่ตงซานนำมาวันนี้มีปริมาณน้อยกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่ชุ่ยเหนียงยอมทุ่มเงินขนาดนี้ก็เพื่อซื้อใจไว้สำหรับอนาคต ทางด้านลู่ตงซาน เมื่อได้ยินตัวเลข 3 ตำลึงเขาก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าหวืด
“มัน... มันเยอะเกินไปขอรับ” เขากำลังจะท้วง แต่ชุ่ยเหนียงขัดขึ้นทันที
“ไม่เยอะหรอก ข้าให้ราคานี้เพราะหวังว่าเราจะร่วมค้าขายกันไปนานๆ ข้าไม่ได้ยอตัวเองนะ แต่ในอำเภอชิงอันนี้ไม่มีผู้ซื้อรายไหนใจป้ำไปกว่าข้าอีกแล้ว วันหน้าขอแค่เจ้าเอาของดีๆ มาส่ง ข้าไม่ขี้เหนียวเงินกับเจ้าแน่นอน”
ลู่ตงซานเผยรอยยิ้มซื่อๆ เขาเกาหัวอย่างเก้อเขิน ลังเลอยู่พักหนึ่งจึงพยักหน้าตกลง ชุ่ยเหนียงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางส่งสายตาให้ชายฉกรรจ์ข้างกาย กลุ่มคนเหล่านั้นรีบเข้ามาตรวจของทันที
ทั้งชั่งน้ำหนักและคิดเงิน เพียงครู่เดียวของบนรถเข็นก็ถูกย้ายลงจนหมด ลู่ตงซานยืนคำนวณในใจเงียบๆ เมื่อเห็นว่ายอดเงินที่คนทำบัญชีแจ้งมานั้นถูกต้อง เขาจึงพยักหน้ารับเงินแล้วรีบลาจากไปอย่างรวดเร็ว! พอเขาลับตาไป ชายคนที่จ่ายเงินก็เปรยกับชุ่ยเหนียงทีเล่นทีจริง
“ชุ่ยเหนียง ให้ข้าส่งคนตามไปดูหน่อยไหมว่าเขามาจากหมู่บ้านไหน”ทชุ่ยเหนียงแค่นหัวเราะ
“ตามไปทำไม สิ่งที่เราต้องการคือของของเขา ต่อให้เจ้าตามเขาไป เจ้าจะกล้าขึ้นเขาลงทะเลไปหาของเองหรือไง”
ชายคนนั้นชะงักไปทันที และได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ลำพังแค่ให้พวกเขาวิ่งไล่จับไก่ป่ายังเหนื่อยแทบตายเลย
“อย่าลืมว่าพวกเราเป็นคนของหอนางโลม สถานะมันไม่ได้สว่างไสวนักหรอก” ชุ่ยเหนียงเอ่ยเสียงจริงจังขึ้น
“แค่จะเอาของจากชาวนาคนเดียวถึงกับต้องส่งคนสะกดรอยตาม เกิดใครจับได้ขึ้นมา เจ้าก็รู้นะว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร อย่าลืมว่าพวกเราเป็นคนของหอนางโลม”
ชายคนนั้นถึงกับสะดุ้งรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง ลู่ตงซานไม่รู้เลยว่าเขาเกือบถูกสะกดรอยตาม เมื่อพ้นเขตเมืองเขาจึงเร่งฝีเท้ากลับบ้านทันที กว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่นค่อนคืน เมื่อได้ฟังเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเมื่อเช้า เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที
“เมียจ๋า คราวนี้ข้าสะเพร่าเอง ต่อไปข้าจะแอบทำของเงียบๆ ไม่ให้ใครเห็น ไม่อย่างนั้นมันจะสะดุดตาเกินไปจริงๆ” เฉินสวี่อันเหลือบมองพลางค้อนให้
“เพิ่งจะรู้ตัวหรือเจ้าคะ ช่วงนี้เราขอยืมรถเข็นบ่อยเกินไปจนชาวบ้านเริ่มสงสัยแล้ว ไหนจะเรื่องหมูป่าวันนี้อีก ต่อไปคงมีคนจ้องบ้านเราตาเป็นมันแน่ๆ”
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะจ๊ะ” ลู่ตงซานขมวดคิ้วเครียด เฉินสวี่อันถอนหายใจยาว
“ไม่ต้องรีบร้อนเจ้าค่ะ ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนี้ท่านต้องยุ่งกับการซ่อมกับดัก พวกเราคงไม่ได้ไปหาของทะเลอีกสักพัก รอให้เรื่องเงียบลงคนก็คงลืมกันไปเอง แต่สิ่งที่ข้ากำลังกังวลคือเรื่องอื่น
บ้านเราอยู่กึ่งกลางเขา บ้านที่ใกล้ที่สุดคือบ้านตระกูลฝูซึ่งอยู่ตีนเขา หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นคนอื่นคงมาช่วยไม่ทัน แถมคนคิดไม่ซื่อยังเข้าออกได้ง่ายเกินไป ข้าเลยอยากจะซ่อมแซมบ้านเจ้าค่ะ”
“ซ่อมแซมบ้านหรือ” ลู่ตงซานขมวดคิ้ว เขาอยู่ที่นี่มาตั้งนานไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย
“ใช่เจ้าค่ะ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องรีบทำตอนนี้ เราค่อยๆ วางแผนไป” เฉินสวี่อันพยักหน้ายืนยัน
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องล้อมรั้วบ้านใหม่ รั้วไม้ไผ่ตอนนี้มันมีไว้แค่ประดับเท่านั้นแหละ กันคนก็ไม่ได้ แถมยังต้องซ่อมบ่อยๆ ให้เปลืองแรง ต่อไปเราต้องตากอาหารทะเลกันบ่อยๆ ถ้าไม่มีกำแพงกั้น ชาวบ้านเห็นเข้าจะวุ่นวายขนาดไหนท่านคิดดู” ลู่ตงซานขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นปม เขาถามเสียงอ่อยเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม
“แล้วเจ้าว่าต้องทำอย่างไรดีล่”
“ล้อมกำแพงบ้านก่อนเจ้าค่ะ ท่านไปชวนสหายสนิทไม่กี่คนมาช่วยทำก็ได้ รอให้จบช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงทุกคนคงว่างพอดี ส่วนกำแพงนั้น ข้าอยากให้ฐานเป็นหิน ด้านบนเป็นดินพูนขึ้นมา สูงสักหนึ่งจั้งครึ่ง” ลู่ตงซานสูดหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ
“เมียจ๋าเจ้ารู้ไหมว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่”
“เยอะมากเลยหรือเจ้าคะ” เฉินสวี่อันแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ ลู่ตงซานพยายามสงบสติอารมณ์แล้วเริ่มไล่เลียงบัญชีให้ฟัง
“ลำพังแค่ค่าแรงก็น่าจะแพงแล้ว แถมเราไม่มีวัสดุเลย ต้องจ้างคนไปขนดินขนหินบนเขามาอีก รวมๆ แล้วน่าจะ 3 ตำลึงเงินเชียวนะ! เงิน 3 ตำลึงนี่เราเอาไปรื้อสร้างบ้านใหม่ได้ทั้งหลังเลยนะ”
ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำงานงกๆ ทั้งปีสะสมเงินได้เพียง 700-800 อีแปะ ใครขยันหน่อยได้ถึงตำลึงนึงก็นับว่าเก่งมากแล้ว ปกติคนจะสร้างบ้านทีต้องเก็บเงินเป็นปีๆ แต่เฉินสวี่อันจะเอาเงิน 3 ตำลึงมาทำแค่กำแพง!
“ถ้าไม่ทำกำแพงแล้วจะทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ” เฉินสวี่อันขมวดคิ้ว
“ของในบ้านเราเยอะขึ้นทุกวัน ห้องท่านแม่ก็เต็มจนแทบไม่มีทางเดินแล้ว ต่อไปถ้าลามมาห้องนี้จะเอาไปไว้ที่ไหน อีกอย่างต่อไปเราสองคนต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ
ถ้าไม่มีกำแพงมั่นคงท่านจะวางใจทิ้งลูกไว้หรือ ข้าว่าถ้าสร้างกำแพงเสร็จ ท่านไปขอลูกหมาจากบ้านเพื่อนท่านมาเลี้ยงเพิ่มอีกสองตัว เอาที่ดุๆ หน่อยจะได้ช่วยเฝ้าบ้านตอนเราไม่อยู่”
ลู่ตงซานเข้าใจสิ่งที่นางพูดทุกอย่าง เพียงแต่เขาเสียดายเงิน เขาจึงรีบหยิบเงินที่เพิ่งได้มาออกมาวางเรียงราย ความกังวลบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น
“เมียจ๋้า ดูนี่สิ! เงินที่ได้มาวันนี้ ผู้ดูแลคนนั้นบอกว่าวันหน้าถ้ามีของดีให้เอาไปส่งที่นางก่อน นางจะไม่ให้เราขาดทุนเด็ดขาด คราวนี้อาหารทะเลขายได้ 3 ตำลึงเงิน ส่วนหมูป่าตัวใหญ่นั่น หนักถึง 300 จิน ขายได้ถึง 16 ตำลึงครึ่ง เชียวนะ!”
“เยอะขนาดนี้เชียว!” เฉินสวี่อันเบิกตากว้าง นางคาดไว้ว่าหมูป่าน่าจะขายได้สัก 10 ตำตำลึงก็นับว่าหรูแล้ว ลู่ตงซานฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
“ไม่อย่างนั้นข้าจะบอกหรือว่าข้าเจอผู้ซื้อรายใหญ่เข้าแล้ว” เฉินสวี่อันสงบสติอารมณ์แล้วพยักหน้าเบาๆ
“เป็นผู้ซื้อรายใหญ่จริงๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ แต่ท่านก็นะ... ช่างใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ ในยามนี้คนดีๆ ที่ไหนเขาอยากจะข้องแวะกับหอนางโลมกัน พวกที่ชอบทำตัวเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมจะไปที่นั่นกลางวันแสกๆ ยังต้องปิดหน้าปิดตา
แต่ผู้ดูแลคนนั้นโชคดีที่เจอ ‘คนทึ่ม’ อย่างท่านที่ไม่สนใจชื่อเสียง สนใจแต่เงิน นางย่อมต้องคว้าท่านไว้ให้มั่น และยอมจ่ายหนักเพื่อดึงตัวท่านไว้เป็นธรรมดา” ลู่ตงซานหน้ามุ่ยทันที เขาพึมพำอย่างน้อยใจ
“เมียจ๋า ข้าก็ระวังตัวอยู่นะจ๊ะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าข้าเอาของไปขายให้กับหอนางโลมน่ะ”
เขานึกเสียดายผู้ซื้อรายใหญ่รายนี้จริงๆ อีกทั้งการขายของให้กับหอนางโลมยังช่วยประหยัดเวลาให้เขาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก เฉินสวี่อันตบไหล่เขาเบาๆ เป็นการปลอบประโลมพลางกล่าว
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ครอบครัวเรายากจน แถมยังอยู่ไกลจากตัวเมืองขนาดนี้ คงไม่บังเอิญไปเจอคนรู้จักเข้าหรอก เพียงแต่หลังจากนี้หากท่านจะไปที่นั่นก็ควรปิดบังหน้าตาเสียหน่อย
อย่าให้ใครสังเกตเห็นพิรุธได้ อีกอย่าง... พอเจ้าใหญ่เข้าเรียนแล้ว ท่านยิ่งต้องระวังให้หนัก จะปล่อยให้ชื่อเสียงของเขามามัวหมองเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด”
ลู่ตงซานไม่ได้เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงอะไรมากมาย แต่เขาก็จดจำคำพูดของเฉินสวี่อันไว้ในใจ ก็แค่ไม่ให้คนเห็นไม่ใช่หรือ เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว! วันหลังเขาจะรอให้ประตูเมืองใกล้ปิดค่อยเข้าไป
ตอนนั้นบนถนนไม่ค่อยมีคนแล้ว เขาจะสวมหมวกงอบบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง หรือไม่ก็เอาเขม่าฟืนทาหน้าเสียหน่อย ในตรอกเล็กๆ หลังหอนางโลมที่มืดสลัวแบบนั้น รับรองว่าไม่มีใครมองออกแน่ว่าเขาเป็นใคร
เฉินสวี่อันเห็นท่าทางมั่นใจของเขาก็เบาใจลง นางเก็บเงินทั้งหมดบนโต๊ะแล้วกล่าวอย่างเด็ดขาด
“ตอนนี้ครอบครัวเรามีเงินเก็บรวมกันถึง 50 ตำลึงเงินแล้ว กำแพงบ้านนี้ยังไงก็ต้องสร้าง ส่วนวิธีจัดการ... ท่านไปลองคิดดูเองก็แล้วกัน”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ลู่ตงซานก็ทำหน้าเบี้ยวเป็นมะระทันที เขาไปนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมห้องพลางเกาหัวแกรกๆ เพื่อหาวิธีจัดการ ผ่านไปได้ไม่กี่วัน หลี่ซื่อที่ไม่เคยมาเหยียบที่นี่เลยจู่ๆ ก็หิ้วตะกร้าใส่ผักสดและไข่ไก่มาหาถึงบ้าน เฉินสวี่อันเห็นนางก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“แม่อาชิ่ง ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะ เซินเอ๋อร์ ไปรินน้ำใส่น้ำตาลมาให้ท่านป้าไปลูก” หลี่ซื่อรีบห้ามไว้
“ไม่ต้องลำบากเรื่องน้ำน้ำตาลหรอกจ่ะ ข้าเดินมาจากบ้านแค่ไม่กี่ก้าวเอง อย่ามัวยุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย ข้ามาเพราะมีเรื่องจะมาบอก วันนี้ท่านพี่บ้านข้ากลับมาบอกว่ามีคนเห็นหมูป่าในป่า
ตอนนี้ชาวบ้านขวัญเสียกันไปหมด กลัวว่าหมูป่าจะลงเขามาทำร้ายคน บ้างก็ว่าจะรวมตัวกันเข้าป่าไปล่ามัน แต่ในหมู่บ้านเราจะมีใครมีความสามารถขนาดนั้น ขนาดนายพรานเก่งๆ ยังไม่กล้าสู้กับหมูป่าตรงๆ เลยนะ” หลี่ซื่อกล่าวต่อด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ท่านแม่ให้ข้ามาบอกเจ้านี่แหละ บ้านเจ้าอยู่กึ่งกลางเขาแบบนี้ แถมตงซานก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะลำบากเอา ท่านแม่บอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรก็ให้ตะโกนเรียกดังๆ เลยนะ นางหูไวได้ยินแน่นอนจ่ะ”