บทที่ 41 แผนสร้างกำแพงบ้าน และเลห์กลของลู่ตงซาน
บทที่ 41 แผนสร้างกำแพงบ้าน และเลห์กลของลู่ตงซาน
บทที่ 41 แผนสร้างกำแพงบ้าน และเล่ห์กลของลู่ตงซาน
เฉินสวี่อีนฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างยิ่ง โบราณว่าไว้ยามรุ่งเรืองคนล้อมหน้าล้อมหลัง ยามลำบากมิตรแท้จึงปรากฏ ตระกูลฝูปฏิบัติต่อครอบครัวนางด้วยความจริงใจอย่างถึงที่สุด อย่างน้อยป้าเติ้งและฝูกวงก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อคิดได้อย่างนั้น เฉินสวี่อันจึงเผยรอยยิ้มขอบคุณที่ดูจริงใจ นางวางของที่หลี่ซื่อนำมาลง แล้วถือตะกร้ากลับเข้าไปในห้องเพื่อจัดเตรียมของบางอย่างออกมา จากนั้นจึงยื่นให้นางหลี่ซื่อพลางกล่าว
“พี่สะใภ้ ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์ลำบากเดินมาบอกข่าว ตอนนี้ตงซานงานยุ่งมาก ไม่ค่อยได้มีเวลาคุยเล่นกับคนในหมู่บ้านเท่าไหร่ หากท่านไม่มาบอกพวกเราคงยังไม่รู้เรื่องเลย
นี่เป็นของแปลกๆ นิดหน่อยที่ตงซานได้มาจากตัวเมือง ท่านเอากลับไปให้ท่านป้าเติ้งและพวกเด็กๆ ลองชิมดูนะ ถือว่าเป็นการบำรุงร่างกายไปในตัวด้วย” หลี่ซื่อเปิดดูแล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“นี่มันคืออะไรหรือจ๊ะ”
“สิ่งเหล่านี้คืออาหารทะเลแห้งเจ้าค่ะ อย่างแรกนี่คือเนื้อหอยอบแห้ง ส่วนนี่คือสาหร่ายทะเล เอาไปใส่ในโจ๊กต้มด้วยกันก็ได้ หรือจะต้มซุปแยกต่างหากก็ดี ก่อนปรุงให้นำไปแช่น้ำสักครู่ รสชาตินับว่าดีทีเดียวล่ะ” หลี่ซื่อตกใจจนรีบส่ายหน้าพัลวัน
“ไม่เอาๆ ของพวกนี้ดูท่าจะแพงมาก ข้าจะรับไว้ได้อย่างไรกัน”
“ทำไมจะรับไม่ได้เล่า มันไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมายหรอกเจ้าค่ะ แค่แถวบ้านเราหาไม่ได้ง่ายๆ เท่านั้นเอง เอาเป็นว่าท่านเก็บไว้เถอะ แบกกลับบ้านไปเสีย”
เฉินสวี่อันยืนกรานหนักแน่นจนหลี่ซื่อจำต้องรับไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เฉินสวี่อันจึงถือโอกาสนี้เอ่ยถึงแผนการที่เตรียมไว้
“ในเมื่อตอนนี้มีข่าวเรื่องหมูป่า พวกเราจะอยู่นิ่งๆ ก็คงไม่ดี ประจวบเหมาะกับที่ช่วงเก็บเกี่ยวใกล้จะเสร็จแล้ว ข้าเห็นว่าบ้านเราอยู่กึ่งกลางเขาดูท่าจะไม่ค่อยปลอดภัย เลยกะว่าจะล้อมกำแพงบ้านเสียหน่อยเจ้าค่ะ”
“ล้อมกำแพงบ้านหรือ” หลี่ซื่ออุทานด้วยความประหลาดใจ เฉินสวี่อันพยักหน้าอย่างนุ่มนวล
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าอยากสร้างกำแพงดินขึ้นมา อย่างน้อยหากมีสัตว์ป่าลงมาจะได้มีอะไรกั้นไว้บ้าง แต่บ้านเราอยู่บนเขา ข้าว่าใช้หินทำเป็นฐานครึ่งหนึ่งแล้วค่อยพูนดินขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่งมันน่าจะแข็งแรงทนทานกว่า”
หลี่ซื่อฟังจนงงงวย เดินตัวลอยกลับบ้านไปจนกระทั่งป้าเติ้งตะโกนเรียกถึงได้สติ สีหน้านางดูพิลึกพิลั่นจะยิ้มก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิง
“ท่านแม่... ท่านว่าบ้านตงซานเขารวยแล้วรึเปล่าจ๊ะ” เมื่อป้าเติ้งได้ฟังเรื่องการสร้างกำแพงหินผสมดินก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย
“สิ่งที่นางติ้งพูดก็มีเหตุผล ตอนนี้มีคนเห็นร่องรอยหมูป่า บ้านพวกเขาก็อยู่บนเขามีแต่ผู้หญิงกับเด็ก ไม่สร้างกำแพงไว้ก็อันตรายจริงๆ นั่นแหละ หากมีกำแพงหินไว้ ต่อให้หมูป่าพุ่งชนก็คงไม่เป็นไร แถมกำแพงดินสูงๆ ยังช่วยกันพวกหัวขโมยได้อีก นับว่านางคิดรอบคอบดีแล้ว
อีกอย่างคราวก่อนพวกเขาเพิ่งขายหมูป่าไปได้เงินมาไม่น้อย คงพอมีทุนรอนอยู่บ้าง เอาเป็นว่าเจ้าไปบอกคงซานไว้ล่ะกันว่าถ้าต้องการคนช่วยก็ให้บอกอาฝู และวันหน้าก็หมั่นไปมาหาสู่กับนางติ้งให้บ่อยขึ้น มีอะไรก็ช่วยๆ กันไป”
ยามเย็นเมื่อลู่ตงซานกลับถึงบ้าน เฉินสวี่อันจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง นางนึกว่าเขาจะตกใจที่ข่าวรั่วไหล แต่เขากลับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและเอ่ยด้วยท่าทางราบเรียบ
“ไม่เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์วางแผนมาหลายวัน”
“อะไรนะ ท่านจะบอกว่าข่าวเรื่องหมูป่าลงเขานี่... ท่านเป็นคนปล่อยข่าวเองหรือ”
เฉินสวี่อันถามด้วยความไม่อยากเชื่อ ในสายตานางลู่ตงซานเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจมาตลอด หรือว่านางจะกดดันคนซื่อจนกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์ไปเสียแล้ว ลู่ตซานรีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
“เจ้าเห็นข้าเป็นคนอย่างไรกัน เรื่องชั่วร้ายแบบนั้นข้าไม่ทำหรอก! หมูป่าน่ะมีอยู่จริง เพียงแต่มันไม่ได้วนเวียนอยู่แถวบ้านเรา ข้าแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมนิดหน่อยทำให้ข่าวไปถึงหูคนในหมู่บ้านเท่านั้นเอง” เขายิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะอธิบายต่อ
“ทำแบบนี้เราจะได้มีข้ออ้างในการสร้างกำแพงบ้านอย่างไรเล่า ประจวบเหมาะกับที่ทุกคนรู้ว่าข้าขายหมูป่าได้เงินมา การเอาเงินมาสร้างกำแพงป้องกันภัยก็ดูสมเหตุสมผล
คนจะได้ไม่สงสัยว่าเรามีเงินเก็บเยอะเกินไป แถมยังเป็นการใช้เงินที่หามาได้เพื่อตัดรำคาญไม่ให้ใครมาคอยจ้องตาเป็นมัน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะจ๊ะ!”
นิสัยของคนในหมู่บ้านมักเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเจ้าจะมีเงินหรือไม่มี ขอเพียงเห็นว่าบ้านเจ้าได้ของดีมา ทุกคนก็จะเริ่มจดจ้อง เดี๋ยวก็แวะเวียนมาขอยืมโน่นนี่นั่น หรือไม่ก็พูดจาเหน็บแนมให้ระคายหู
เฉินสวี่อันที่อยู่แต่ในบ้านอาจไม่รู้ แต่ลู่ตงซานที่ออกไปข้างนอกช่วงสองวันนี้ได้ยินมานักต่อนักแล้ว หากไม่ใช่เพราะบ้านเขามีที่นาน้อยและเสบียงไม่พอป่านนี้คงมีคนหน้าด้านมาขอยืมเงินตรงๆ ไปแล้ว เฉินสวี่อันสีหน้าผ่อนคลายลง นางยิ้มบางๆ แล้วกล่าว
“แบบนั้นก็ดีเจ้าค่ะ ฉวยโอกาสที่อากาศยังดีรีบเรียกคนมาช่วยเถอะ แต่ข้าขอพูดคำขาดไว้ก่อนนะเจ้าคะ คนที่เรียกมาต้องเป็นคนซื่อสัตย์ ข้าไม่ต้องการพวกขี้เกียจสันหลังยาวหรือพวกชอบฉวยโอกาส หากเป็นไปได้ก็เรียกมาหลายคนหน่อย จะได้รีบสร้างกำแพงให้เสร็จก่อนเข้าฤดูหนาว” ลู่ตงซานพยักหน้าพลางครุ่นคิด
“เพื่อนของข้าหลายคนยุ่งกับงานเสร็จพอดี จะให้พวกเขามารวบรวมหินก่อน เรื่องนี้ให้ เอ้อโก่วเป็นคนนำกลุ่มก็น่าจะดี เขาหาแหล่งหินเก่งแถมยังเผาปูนขาวเป็นด้วย มีเขาอยู่เรื่องนี้จะง่ายขึ้นมาก”
เฉินสวี่อันคาดไม่ถึงว่าหลี่เอ้อโก่วจะมีฝีมือขนาดนี้ แม้การเผาปูนขาวจะไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป แต่ที่นี่คือหมู่บ้านซานฝูอันห่างไกลความเจริญ บ้านแทบทุกหลังเป็นเพียงบ้านดิน นางจึงนึกไม่ถึงว่าจะมีคนในที่แห่งนี้เผาปูนขาวเป็น
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าสร้างกำแพงหินต้องใช้ปูนขาว เท่าที่ข้าจำได้ในหมู่บ้านเรายังไม่เห็นมีบ้านไหนใช้ปูนขาวสร้างบ้านเลยนะเจ้าคะ” เฉินสวี่อันถามด้วยความสนใจ ลู่ตงซานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตะกุกตะกัก
“ในหมู่บ้านเราไม่มีใครสร้างกำแพงหินนี่จ๊ะ สร้างกำแพงหินมันก็ต้องใช้ปูนขาวสิ ไม่อย่างนั้นจะยึดหินติดกันได้อย่างไร ที่คนในหมู่บ้านไม่ใช้ปูนขาวก็เพราะมันทำยากและแพง ใครจะยอมเสียเงินเผาปูนขาวในเมื่อสร้างแค่บ้านดินก็ได้หรือ
ตอนเอ้อโก่วไปเรียนวิชานี้มาเขายังบ่นเลยว่าคงไม่ได้ใช้ประโยชน์หรอก แต่ในเมื่อตอนนี้เจ้าอยากทำ ข้าก็จะให้โอกาสเขาได้สำแดงฝีมือเสียหน่อย แต่ข้าจะบอกให้นะ แค่ค่าทำปูนขาวนี่ก็น่าจะหมดเงินเพิ่มอีกตำลึงหนึ่งเชียวล่ะ”
ลู่ตงซานพูดอวดภูมิพลางทำหน้าเสียดายเงิน แต่หลังจากทำใจมาหลายวันเขาก็เริ่มยอมรับความจริงได้แล้ว เงินสามตำลึงก็ต้องจ่าย สี่ตำลึงก็ต้องจ่าย ในเมื่อจะทำทั้งทีก็ต้องทำให้ดีที่สุด
วันรุ่งขึ้นลู่ตงซานตามตัวหลี่เอ้อโก่วมาที่บ้านเพื่อให้เขาประเมินสภาพพื้นที่และคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ หลี่เอ้อโก่วพอได้รับข่าวก็ตื่นเต้นจนแทบไม่ได้กินมื้อเช้า
เขารีบมาถึงบ้านตระกูลลู่และเดินวนรอบรั้วบ้านอยู่รอบหนึ่ง เมื่อเขากลับมาที่หน้าบ้าน เฉินสวี่อันก็กำลังจัดโต๊ะเตรียมมื้อเช้าพอดี นางจึงเอ่ยชวนเขาให้นั่งลงกินด้วยกัน
หลี่เอ้อโก่วไม่ปฏิเสธ ตามมารยาทของหมู่บ้านที่ว่าหากใครจ้างงานก็ต้องเลี้ยงข้าวสักมื้อเพื่อแสดงน้ำใจ เฉินสวี่อันรู้ธรรมเนียมนี้ดี มื้อเช้าวันนี้นางจึงตั้งใจทำโจ๊กอาหารทะเล พร้อมกับแผ่นแป้งธัญพืชหยาบ
แม้จะเป็นธัญพืชหยาบและไม่ค่อยมีข้าวสารนัก แต่รสชาติกลับเข้มข้นถึงใจ หลี่เอ้อโก่วกินไปเพียงคำเดียวดวงตาก็เป็นประกาย เขาเอ่ยปากชมเฉินสวี่อันไม่ขาดสาย เฉินสวี่อันเห็นเขาเพลิดเพลินกับอาหารจึงถามขึ้น
“เอ้อโก่ว เจ้าลองดูสิว่าการล้อมกำแพงบ้านเราต้องใช้ปูนและหินเท่าไหร่” หลี่เอ้อโก่ววางตะเกียบลง สีหน้าขี้เล่นหายไปกลายเป็นความจริงจัง
“พี่สะใภ้ ท่านถามถูกคนแล้วล่ะขอรับ ข้าเป็นช่างหินมานาน แม้จะไม่เคยรับงานใหญ่ขนาดนี้เอง แต่ตอนตามอาจารย์ข้าก็ทำมาไม่น้อย ตามที่ข้าคำนวณนะ
แค่ค่าเผาปูนขาวอย่างเดียวก็น่าจะเกือบหนึ่งตำลึงเงินแล้วขอรับ แน่นอนว่าข้ากับพี่ตงซานนับถือกันเป็นพี่น้องกัน และนี่ก็เป็นงานแรกที่ข้าได้รับ ข้าจะไม่เอากำไรจากพวกท่านเลย ขอเพียงแค่ค่าเหนื่อยเล็กน้อยก็พอ” เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเสนอแผนการ
“แต่การเผาปูนขาวต้องใช้เวลา อีกอย่างพวกท่านยังไม่ได้เตรียมหินและยังไม่ได้ทำอิฐดินดิบไว้เลย เอาอย่างนี้ดีไหมขอรับ วันนี้เราเริ่มเตรียมการกันไปก่อน อีกสักครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนค่อยเริ่มลงมือก่อสร้างจริง ตกลงไหมขอรับ”
เฉินสวี่อันลอบคำนวณในใจ ช่วงยุ่งวุ่นวายจากการทำนาเพิ่งผ่านพ้นไป คาดว่าอีกเดือนกว่าๆ อุณหภูมิจะเริ่มลดฮวบลง และประมาณสามเดือนหิมะน่าจะเริ่มตก
ขอเพียงสร้างกำแพงล้อมบ้านให้เสร็จก่อนหิมะตกก็เป็นอันใช้ได้ เมื่อคิดได้แบบนั้น เฉินสวี่อันจึงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม และกล่าวกับหลี่เอ้อโก่ว
“ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนเอ้อโก่วแล้วล่ะจ่ะ แต่ความตั้งใจของข้าคืออยากจะล้อมกำแพงให้กว้างขวางออกไปอีกสักหน่อย อย่างไรเสียที่บ้านก็มีเด็กหลายคน วันหน้าหากจะสร้างเรือนเพิ่มจะได้มีที่ทางเหลือพอ จริงไหมจ๊ะ”