บทที่ 43 ถึงจะรวยก็ต้องรวยอย่างเงียบๆ
บทที่ 43 ถึงจะรวยก็ต้องรวยอย่างเงียบๆ
บทที่ 43 ถึงจะรวยก็ต้องรวยอย่างเงียบๆ
ทั้งสามมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อย่างกรายเข้าสู่เขตป่าลึก ดวงตาของลู่หยวนเปาก็เริ่มกลอกไปมาอย่างซุกซนอีกครั้ง เขาจ้องมองไก่ป่าที่บินผ่านไปมาจนแทบจะน้ำลายสอ
โชคดีที่เขายังจำจุดประสงค์หลักของการมาครั้งนี้ได้ ไม่อย่างนั้นไก่ป่าเหล่านั้นคงต้องพบกับคราวเคราะห์เป็นแน่ แม้ลู่หยวนเปาจะยังไม่ได้ลงมือ แต่ลู่ตงซานกลับไม่ยอมปล่อยผ่าน
ทุกครั้งที่เห็นไก่ป่าเขาจะลงมือทันทีด้วยความแม่นยำกว่าแปดในสิบส่วน กว่าจะถึงชายทะเล พวกเขาจึงได้ไก่ป่ามาสี่ตัวและกระต่ายป่าอีกหนึ่งตัว ยามนี้อากาศหนาวเย็น ต่อให้เก็บไว้สักสองวันเนื้อก็ไม่เสีย
นี่จึงกลายเป็นเสบียงชั้นดีสำหรับทั้งสามคนตลอดสองวัน เมื่อรวมกับแผ่นแป้งที่เฉินสวี่อันเตรียมมาด้วยแล้วก็นับว่าเพียงพอเกินความต้องการเสียด้วยซ้ำ เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการสร้างบ้าน
เฉินสวี่อันจึงไม่ได้มาที่ริมทะเลเป็นเวลานาน เมื่อมาถึงครั้งนี้นางก็พบกับสิ่งของแปลกตาที่เพิ่มขึ้นมา ลู่ตงซานเห็นนางทำท่าทางสงสัย จึงพาเดินไปดูใกล้ๆ
“นี่คือหลุมที่ข้าขุดไว้ เอาไว้เก็บของและนอนพักแรมได้ ข้างบนทำเพิงหญ้าปิดไว้ ต่อให้ฝนตกก็ไม่กระทบ”
เฉินสวี่อันพิจารณาดูแล้วก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง หลุมนั้นกว้างและลึกประมาณหนึ่งจั้ง ผนังหลุมบุด้วยแผ่นไม้และไม้ไผ่เพื่อกันดินถล่ม มีบันไดไม้ไผ่สำหรับปีนขึ้นลง
เรียบง่ายแต่สะดวกสบาย ยามค่ำคืนแค่ลงไปหลบในหลุมแล้วก่อกองไฟก็รับรองว่าไม่หนาวตายแน่ๆ ดีกว่าเพิงพักที่นางเคยทำในชาติก่อนเสียอีก
“ท่านแอบมาทำไว้ตอนไหนกันเจ้าคะ”
เฉินสวี่อันถามพลางจ้องเขาสายตาเป็นประกาย ลู่ตงซานยืดอกขึ้นทันที และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงความภูมิใจ
“ก็ช่วงที่ผ่านมานี่แหละ อาศัยช่วงพักผ่อนก็ทำทีละนิดละหน่อย ไม่ได้ลำบากอะไร” เฉินสวี่อันยิ้มกว้าง ชมเชยเขาอย่างไม่ขาดปาก
“ท่านพี่เก่งที่สุด ครอบครัวเราจะร่ำรวยได้ก็ต้องหวังพึ่งท่านแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
ลู่ตงซานถูกชมจนฮึกเหิมราวกับฉีดเลือดไก่ ก่อนแบกเลื่อนโคลนเตรียมลงน้ำทันที เดิมทีเฉินสวี่อันจะตามลงไปด้วยแต่เขาห้ามไว้ เพราะอากาศหนาวเกรงว่านางจะเจ็บป่วย สุดท้ายจึงเป็นลู่หยวนเปาที่ลงไปช่วยบิดาทำงานแทน
เฉินสวี่อันแยกมาจัดการไก่ป่า นางตั้งใจจะทำไก่ย่างครึ่งหนึ่งและต้มซุปอีกครึ่งหนึ่ง พร้อมกับไปขุดขิงป่ามาทำน้ำขิงเพื่อขับความหนาวให้สองพ่อลูก
ในขณะที่สองพ่อลูกเก็บของทะเลกันอย่างสนุกสนาน เจออะไรก็กวาดเรียบ โดยเฉพาะปลาที่ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวใหญ่ก็เอาหมด ส่วนหอยเลือกเอาเฉพาะตัวที่อ้วนท้วน
ลู่ตงซานยังเก็บเม่นทะเลมาได้หลายตัว ตอนแรกเขาไม่รู้จักแต่เพราะมันดูแปลกดีเลยหยิบมา พอเอามาต้มรวมๆ กันก็พบว่าเนื้อข้างในนุ่มและรสชาติดี จึงเก็บมาเพิ่มอีกเพียบ
ครอบครัวทั้งสามทำงานกันอย่างหนักจนน้ำหนุนสูงจึงขึ้นฝั่ง เฉินสวี่อันเตรียมน้ำขิงร้อนๆ ไว้รอท่าแล้ว สองวันเต็มๆ ที่พวกเขาทำงานจนมั่นใจว่าขนกลับไม่ไหวจึงได้หยุดมือ
ลู่ตงซานรีบนำของไปขายในเมืองทันที ครั้งนี้เขาได้เงินกลับมาถึง 5 ตำลึงเงิน เนื่องจากอากาศหนาวขึ้น ของทะเลเลยเริ่มหายากราคาจึงพุ่งสูงขึ้นตามลำดับ
พวกเขาขยันทำงานจนกระทั่งหิมะแรกของเดือนสิบสองโปรยปรายลงมาจึงหยุดพักอย่างแท้จริง เมื่อหักค่าใช้จ่ายเรื่องเสื้อผ้า เครื่องนอน และของใช้ในครัวเรือนแล้ว บ้านตระกูลลู่ยังมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอีกถึง 20 ตำลึงเงิน
ตอนนี้เหลือเพียงเครื่องเรือนสำหรับเรือนหลังใหม่ ลู่ตงซานตั้งใจจะเข้าอยู่ให้ทันก่อนปีใหม่ เขาเร่งมือทำโต๊ะตัวใหญ่ ม้านั่ง และเตียงอีกสามหลังรวมถึงตู้เสื้อผ้า โดยมีฝูกวงมาช่วยปูพื้นไม้ให้ ฝูกวงมองดูเรือนใหม่ 12 ห้องอันโอ่อ่าแล้วก็อดอิจฉาไม่ได้
“ตงซาน ชีวิตเจ้าตอนนี้ดีขึ้นจริงๆ ในหมู่บ้านซานฝูไม่มีใครสร้างบ้านได้ดีเท่ากับเจ้าอีกแล้ว บ้านหินแบบนี้อยู่ได้เป็นร้อยปีก็ไม่พัง ถ้าข้ามีเงินข้าก็อยากสร้างแบบนี้บ้าง”
“ก็เพราะทำเลบ้านเรามันพิเศษน่ะสิ ข้าเลยลองทำดู แต่เมียข้าบอกว่าหลังคายังไม่ดีเท่าไหร่ เสียดายที่เราไม่มีปัญญาซื้อกระเบื้องมามุง เลยต้องใช้หญ้าแฝกปูทับไม้ไผ่ไปก่อน วันหน้าถ้ามีเงินค่อยว่ากันใหม่” ลู่ซานตอบอย่างถ่อมตัว
กว่าจะยุ่งเรื่องงานไม้เสร็จก็ล่วงเข้าสู่วันที่ 22 เดือนสิบสอง เฉินสวี่อันพาลูกๆ จัดเตรียมเรือนใหม่ นางทิ้งผ้าห่มเก่าๆ ที่ใช้มานานหลายปีแล้วซื้อผ้าใหม่มาเย็บเป็นผ้าห่มนวมหนาๆ ทั้งผ้าห่มสำลีและผ้าห่มขนเป็ด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะอบอุ่นตลอดหน้าหนาว
ในวันย้ายเข้าบ้านใหม่ ทั้งคู่จัดพิธีไหว้เทพเจ้าและตั้งกระถางไฟให้ทุกคนเดินข้ามตามธรรมเนียม เมื่อได้เห็นบ้านที่สวยงามและมั่นคง ทั้งคู่สบตากันแล้วยิ้มออกมา
“เมียจ๋า ข้าไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะได้อยู่บ้านที่สวยงามขนาดนี้” ลู่ตงซานถอนหายใจด้วยความตื้นตัน
ปีนี้เขาเกือบจะเสียเมียไป บ้านเกือบแตกสาแหรกขาด แต่เพียงไม่กี่เดือนเขากลับพลิกฟื้นฐานะขึ้นมาได้จนคนทั้งหมู่บ้านต้องอิจฉา ก่อนจะจบวันลู่ตงซานหันไปกำชับลูกชายคนโต
“เจ้าใหญ่ ปีหน้าพ่อจะส่งเจ้าไปเรียนหนังสือ แต่เรื่องนี้ห้ามบอกใครข้างนอกเด็ดขาด ถ้าใครถามก็ให้บอกว่าไปเป็นเด็กฝึกงานอย่างอื่นเสีย บ้านเราสร้างบ้านใหม่ล้อมกำแพงสูงขนาดนี้ก็เด่นพอแล้ว ถ้าคนรู้ว่าเจ้าเรียนหนังสืออีก ชีวิตเราคงจะหาความสงบไม่ได้” เฉินสวี่อันเสริมขึ้นทันที
“เราต้องรวยเงียบๆ ทำตัวให้เรียบง่าย ยิ่งทำตัวต่ำต้อยคนยิ่งไม่จ้องเล่นงาน จำไว้ให้มั่นนะลูก”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ! เรื่องทำตัวต่ำต้อยข้าถนัดนัก!” ลู่หยวนเปารับคำอย่างหนักแน่น เพราะเขารู้ดีว่าความลับคือเกราะป้องกันความมั่งคั่งของครอบครัว
เจ้าตัวเล็กทั้งหลายต่างพากันรับคำเป็นพัลวัน ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะไม่ป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป ลู่ตงซานจึงค่อยเบาใจ ความจริงเขาก็ไม่มีอะไรต้องกังวลนัก
เพราะตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เด็กๆ ถูกปล่อยปละละเลยจนออกไปเที่ยวเล่นทั่วหมู่บ้าน ยามนี้เฉินสวี่อันสอนให้พวกเขาหัดอ่านเขียนทุกวัน ประกอบกับงานในบ้านที่มีมากขึ้น พวกเขาจึงแทบไม่มีเวลาออกไปไหนเลย
วันที่ 29 เดือนสิบสอง หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง ชาวบ้านที่เคยเก็บตัวหนีหนาวต่างพากันมุ่งหน้าเข้าตำบล อย่างน้อยที่สุดในช่วงปีใหม่ก็ต้องซื้อเนื้อสักหน่อยเพื่อมาทำอาหารดีๆ ฉลองกัน
ครอบครัวตระกูลลู่ก็เช่นกัน สองสามีภรรยาตื่นแต่เช้าตรู่ เฉินสวี่อันพกเงินติดตัวพาลูกคนโตและลูกสาวคนรองออกเดินทาง ทั้งสามคนคือกำลังหลักในการซื้อของวันนี้ ส่วนลู่ตงซานรับหน้าที่สำคัญคือการเติมน้ำให้เต็มตุ่มทุกใบในบ้าน
ลำธารในหมู่บ้านกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้วหลังจากหิมะตกหนัก การหาน้ำกินน้ำใช้จึงลำบากขึ้น ต้องไปหาบมาจากแม่น้ำยงแทน เมื่อเริ่มมีเงินลู่ตงซานก็ไม่ขี้เหนียว เขาซื้อตุ่มน้ำใบใหญ่มาถึงสี่ใบ การจะเติมให้เต็มต้องเดินไปกลับร่วมสิบกว่ารอบ ซึ่งกินเวลาไปค่อนวัน
ในขณะที่ลู่ตงซานกำลังทำงานหนัก เฉินสวี่อันและลูกๆ ก็เดินทางถึงตำบล หลังจากทักทายชาวบ้านคนอื่นตามมารยาทแล้ว ทั้งสามก็มุ่งตรงไปยังตลาดทันที เป้าหมายนั้นชัดเจนคือ
ต้องซื้อเนื้อหมูมาหลายจินรวมถึงขาหมูด้วย เครื่องปรุงก็ต้องซื้อน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู และเครื่องเทศต่างๆ จนเต็มตะกร้า เด็กทั้งสองตั้งใจจะช่วยแบกของ ทว่าเฉินสวี่อันกลับดึงพวกเขาเข้าไปในร้านขายธัญพืช
ลู่หยวนเซินที่ช่วงนี้รับหน้าที่ทำกับข้าว ย่อมรู้ดีว่าในบ้านเหลือเสบียงอยู่เท่าไหร่ เมื่อเห็นท่านแม่จะซื้อข้าวอีก นางจึงรีบดึงแขนไว้ทันที
“ท่านแม่เจ้าคะ ตอนนี้ที่บ้านเราไม่ขาดแคลนข้าวแล้วนะเจ้าคะ ท่านอย่าซื้อเพิ่มเลย เดี๋ยวจะขนกลับกันไม่ไหว” ที่สำคัญคือตอนนี้ข้าวปลาอาหารราคาสูงลิบลิ่ว! ลู่หยวนเปารีบเสริมคำน้องสาว
“ใช่ขอรับท่านแม่ ท่านลืมเผือกที่เราปลูกไว้ที่เนินหลังบ้านแล้วหรือขอรับ ตอนนี้ในห้องใต้ดินก็มีกองอยู่เพียบ พอให้เรากินไปได้อีกหลายเดือนเลยนะขอรับ” เฉินสวี่อันเห็นเด็กๆ พูดจาฉะฉานเป็นต่อยหอยก็นึกขำปนเอ็นดู นางจึงเอ่ยขึ้น
“ใครบอกพวกเจ้ากันว่าแม่จะมาซื้อข้าว แม่แค่จะมาถามว่าที่นี่มีเมล็ดพันธุ์ผักขายบ้างไหมต่างหาก เมื่อก่อนบ้านเราไม่มีรั้ว ปลูกผักอะไรไปก็มักถูกขโมยหรือไม่ก็โดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากิน
แต่ตอนนี้เรามีกำแพงบ้านแล้วมันไม่เหมือนเดิม อย่างน้อยๆ ปลูกผักใบเขียวไว้สักสองสามแปลงย่อมทำได้แน่ นอกจากนี้แม่ยังกะว่าจะกั้นคอกเล็กๆ ไว้ริมกำแพงเพื่อ เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดอีกด้วย วันหน้าพวกเจ้าจะได้มีไข่ไก่กินกันทุกวันอย่างไรเล่าจ๊ะ”
เด็กทั้งสองคนถูกเฉินสวี่อันวาดวิมานในอากาศให้จนมึนงง จึงเดินตามนางเข้าไปในร้านขายธัญพืชอย่างงงๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ กิจการของร้านขายธัญพืชก็นับว่าไม่เลว ชาวบ้านที่ประหยัดมัธยัสถ์มาตลอดทั้งปี หากพอมีเงินบ้างก็จะมาซื้อข้าวขัดขาวสักครึ่งจินหนึ่งจิน
ภายในร้านมีผู้คนเดินเข้าออกขวักไขว่ ส่วนใหญ่ซื้อของเสร็จก็รีบไป ไม่ค่อยมีใครพาลูกๆ มาเดินดูไปเรื่อยเหมือนเฉินสวี่อัน หลงจู๊จึงสั่งให้เสี่ยวเอ้อคอยต้อนรับแขกคนอื่น แล้วเดินตรงมาหาเฉินสวี่อัน
“แม่นาง ท่านนี้ต้องการซื้ออะไรหรือ”
“หลงจู๊ ที่นี่มีเมล็ดพันธุ์ผักขายหรือไม่เจ้าคะ” เฉินสวี่อันเอ่ยถาม
หลงจู๊ชะงักไปครู่หนึ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะไม่ใช่ธัญพืชแต่เป็นเมล็ดพันธุ์ อย่างไรก็ตามเขามีของพวกนั้นจริงๆ
“ท่านรอสักครู่นะ เดี๋ยวข้าไปหยิบมาให้ ไม่ทราบว่าแม่นางต้องการซื้อเท่าไหร่ และต้องการเมล็ดพันธุ์อะไรบ้าง”