LNCrawler

บทที่ 44 ป้ายวิญญาณไร้นามกับอดีตที่ไม่มีใครพูดถึง

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 44 ป้ายวิญญาณไร้นามกับอดีตที่ไม่มีใครพูดถึง

บทที่ 44 ป้ายวิญญาณไร้นามกับอดีตที่ไม่มีใครพูดถึง

 

หลงจู๊หยิบถุงใบใหญ่สองใบออกมาจากหลังร้าน ภายในบรรจุถุงเล็กถุงน้อยแยกประเภทไว้มากมาย ดูแล้วมีเมล็ดพันธุ์หลากหลายชนิดไม่น้อย ในยุคสมัยที่ผู้คนเน้นปลูกธัญพืชเพื่อประทังชีวิต 

การซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจึงมักซื้อกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ของในร้านหลงจู๊แม้จะมีหลายประเภทแต่ปริมาณแต่ละอย่างกลับมีไม่มาก ​เฉินสวี่อันมองดูรอบๆ นางเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าควรปลูกอะไรดี แต่หลงจู๊สอบถามเพียงไม่กี่คำก็ดูเหมือนจะเข้าใจความต้องการของนางทันที

​เมื่อทั้งสามเดินออกจากร้านขายธัญพืช ตะกร้าสะพายหลังของลู่หยวนเปาก็เต็มไปด้วยข้าวของ เจ้าตัวเล็กทำปากยื่นพลางกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ

“พ่อค้าหน้าเลือด! เห็นๆ อยู่ว่ารังแกท่านแม่ที่ไม่รู้ความเลยจงใจหลอกขาย ดูสิว่าซื้ออะไรมาบ้างเนี่ย!”

ลู่หยวนเปาโมโหมาก ในสายตาเขาแค่ซื้อเมล็ดหัวไชเท้ากับผักกาดขาวก็พอแล้ว เพราะปลูกง่ายแถมรสชาติดี แถมยังเก็บไว้ได้นาน แต่พอโดนหลงจู๊หว่านล้อมเข้าหน่อย 

ท่านแม่ของเขากลับซื้อทั้งแตงกวา บวบ ถั่วลันเตา ถั่วเหลือง กุยช่าย ต้นหอม ขิง และกระเทียมมาเสียยกใหญ่ ​ในความคิดของเขา ต้นหอม ขิง และกระเทียมพวกนี้หาได้ตามป่าเขา ไม่เห็นจำเป็นต้องปลูกเองเลย 

และสิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุดคือท่านแม่ยังซื้อเมล็ดพันธุ์แปลกๆ อีกสามอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แถมราคาตั้งหนึ่งร้อยอีแปะ! หากปลูกไม่ขึ้น เงินหนึ่งร้อยอีแปะนี้ก็เท่ากับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปชัดๆ

ลู่หยวนเปาที่เริ่มรู้ซึ้งถึงความลำบากในการหาเงิน รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังหลั่งเลือดไม่หยุด ​ตลอดทางขากลับเจ้าตัวเล็กบ่นพึมพำไม่หยุดจนแม้แต่ลู่หยวนเซินก็ทนไม่ไหว นางถลึงตาใส่พี่ชายพลางทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ

“พี่ใหญ่ ข้าเพิ่งรู้นะว่าท่านบ่นเก่งกว่าท่านย่าเสียอีก! ในเมื่อซื้อมาแล้วก็คือซื้อมาแล้ว ต่อให้ท่านบ่นจนถึงบ้านก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้หรอก สู้เอาเวลามาคิดดีกว่าว่าจะปลูกผักพวกนี้อย่างไร”

ลู่หยวนเปาถึงกับอึกอัก เขาเองก็รู้ว่าที่น้องสาวพูดนั้นเป็นความจริง เพียงแต่เขากังวลว่าหลังปีใหม่ต้องใช้เงินเข้าเรียนมหาศาล ใจเขาเลยว้าวุ่นเช่นนี้ ​เฉินสวี่อันเห็นลูกทั้งสองทะเลาะกันจนเงียบไป จึงเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย

“เอาล่ะ ปีใหม่ทั้งทีทำหน้าบึ้งใส่กันทำไม ลูกรองพูดถูกอย่างหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วการตัดพ้อไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มันมีแต่จะเพิ่มความขุ่นเคืองใจ สิ่งที่เราควรทำคือหาทางแก้ไขและเผชิญหน้ากับมัน ​

แน่นอนว่าลูกรองก็มีส่วนผิด พี่ใหญ่เขาก็คือพี่ชาย จะพูดจาโผงผางใส่เขาแบบนั้นไม่ได้ มีอะไรก็ต้องค่อยๆ ปรึกษากัน แม่รู้ว่าเจ้ากดดันเรื่องเรียนหนังสือ แต่ความกดดันนั้นควรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน 

ในเมื่อเจ้ารู้ว่าพ่อแม่ลำบาก หาเงินไม่ง่ายก็ควรจะตั้งใจเรียนให้มาก แต่อย่าได้ทะเยอทะยานจนเกินตัว แม่หวังเพียงให้เจ้าก้าวไปข้างหน้าทีละนิดอย่างมั่นคง เส้นทางสายวิชาการนั้นลำบาก เดินไปได้ไกลแค่ไหนแม่ก็ไม่บังคับเจ้าหรอก”

​คำพูดของเฉินสวี่อันเปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องลงมากลางใจ ลู่หยวนเปาครุ่นคิดตามครู่หนึ่งก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง เขาหน้าแดงด้วยความละอายและรีบขอโทษท่านแม่และน้องสาวทันที

​เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินสวี่อันรีบให้ลูกๆ เข้าไปผิงไฟในห้องครัวหลังใหม่ พื้นห้องครัวไม่ได้ปูไม้ แต่ใช้ปูนขาวผสมดินและหินกรวดเม็ดกลมมนจากแม่น้ำยงมาปูจนเรียบเนียน รับรองว่าไม่เจ็บเท้า

​เตาไฟถูกจัดวางไว้อย่างดีตามความต้องการของเฉินสวี่อัน มีหม้อสองใบที่สามารถใช้งานพร้อมกันหรือแยกกันก็ได้ ใบหนึ่งหุงข้าว อีกใบต้มน้ำ นอกจากนี้ยังมีเตาเล็กอีกสองเตาสำหรับตุ๋นซุปหรือต้มยา ​เฉินสวี่อันโยนเผือกสองสามหัวเข้าไปในกองไฟแล้วบอกลูกๆ

“เดี๋ยวเผือกสุกแล้วก็ขุดออกมากินกันนะ แม่จะเริ่มทำกับข้าวแล้ว” ​เมื่อลู่ตงซานหาบน้ำจนเต็มตุ่ม เขาก็เดินเหงื่อท่วมเข้ามาถามด้วยความตื่นเต้น

“เมียจ๋า พรุ่งนี้เราจะกินอะไรกันดีจ๊ะ”

​เด็กๆ ทุกคนหันขวับไปมองเฉินสวี่อันเป็นตาเดียวด้วยความคาดหวัง ปีนี้ครอบครัวร่ำรวยขึ้น มีบ้านใหม่ มีห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยเสบียง จะกินทิ้งกินขว้างสักวันคงไม่เป็นไร ​เฉินสวี่อันหัวเราะอย่างเอ็นดู ก่อนจะร่ายเมนูที่เตรียมไว้ 

​ขาหมูน้ำแดงใส่เกาลัด ​กุ้งอบ ​ปลาหมึกสายผัดฉ่า ปลานึ่ง ​ไก่ป่าย่าง ​ซุปซี่โครงหมูใส่เผือก ​บะหมี่ทะเลที่อัดแน่นไปด้วยหมูกุ้งหอยปูปลามีเท่าไหร่ใส่หมด! แผ่นแป้งทอดไส้หมูสับแป้งขาวล้วนๆ ที่รับรองว่าหอมฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้าน

​เด็กๆ ตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดทะลุหลังคาบ้าน แม้แต่ลู่หยวนจงที่เงียบขรึมที่สุดก็ยังส่งเสียงเฮ ​ในวันสิ้นปีขณะที่เฉินสวี่อันเตรียมพิธีไหว้บรรพบุรุษ 

นางก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นลู่ตงซานไปอัญเชิญป้ายวิญญาณบรรพบุรุษออกมาจาก... ตู้เสื้อผ้าของนางจางซื่อ! ลู่ตงซานเกาหัวแก้เก้อ

“เมื่อก่อนบ้านเราที่มันแคบนี่ เลยไม่มีที่ทางจะตั้งหิ้งพระหิ้งบรรพบุรุษกลางห้องโถงให้คนเดินผ่านไปมาดูไม่ดี”

​ความจริงคือเขาเกรงใจเฉินสวี่อันคนเก่าที่มักจะหงุดหงิดและไม่ยอมเข้าร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษ เขาเลยแอบเอาไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าแม่ของเขามาตลอด เฉินสวี่อันนึกย้อนดูวีรกรรมเก่าๆ ของตัวเองแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ ​ด้วยความรู้สึกผิดนางจึงเสนอขึ้น

“ในเมื่อตอนนี้เราย้ายมาอยู่เรือนหลังแล้ว เราควรจัดห้องเก่าของท่านแม่ให้เป็นห้องสำหรับตั้งป้ายวิญญาณบรรพบุรุษโดยเฉพาะ ต่อไปจะได้จุดธูปบูชาทุกวัน ท่านว่าดีหรือไม่” 

ลู่ตงซานดีใจจนเนื้อเต้น เขาพยักหน้าหงึกๆ รอยยิ้มกว้างกว่าตอนหาเงินได้เสียอีก! ในเมื่อต้องจัดห้องใหม่ ของทุกอย่างในห้องของนางจางซื่อจึงถูกขนออกมา ส่วนโต๊ะสำหรับตั้งป้ายวิญญาณก็ใช้โต๊ะตัวเก่าจากห้องโถงเดิมไปก่อน 

อย่างไรเสียลานบ้านส่วนหน้าก็ต้องได้รับการปรับปรุงใหม่ในอนาคตอยู่แล้ว รอถึงตอนนั้นค่อยทำเครื่องเรือนใหม่ ตอนนี้ก็จำต้องใช้ของเก่าแก้ขัดไปพลางๆ

​ระหว่างที่ทำความสะอาดห้อง เฉินสวี่อันก็พบว่านางจางซื่อเก็บเสื้อผ้าเด็กไว้มากมาย นอกจากนี้ป้ายวิญญาณที่ตั้งบูชาอยู่กลับมีป้ายหนึ่งที่เป็น ป้ายไร้นามที่ไม่มีชื่อระบุไว้

​ตระกูลลู่เริ่มมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านซานฝูตั้งแต่รุ่นปู่ทวดของลู่ตงซาน และสืบทอดสายเลือดเพียงคนเดียวมาตลอดทุกรุ่น ปู่ทวดของเขาเป็นเด็กกำพร้า ไม่รู้ว่าบิดามารดาเป็นใคร 

ดังนั้นป้ายวิญญาณตระกูลลู่จึงเริ่มจากปู่ทวดและย่าทวดเป็นต้นมา นับรวมแล้วมีป้ายที่ระบุชื่อครบถ้วนสามรุ่น แล้วไอ้ป้ายไร้นามนี่มันมาจากไหนกัน ​เฉินสวี่อันหันไปมองลู่ตงซานด้วยความสงสัย 

“ตงซาน ป้ายนี่ของใครหรือ”

​ไม่แปลกที่เฉินสวี่อันจะสงสัย เพราะเวลาไหว้บรรพบุรุษก็ต้องมีการกล่าวคำเซ่นไหว้ หากไม่รู้แม้กระทั่งว่าเป็นใคร แล้วจะให้ไหว้ใครเล่า ​เมื่อลู่ตงซานมองเห็นป้ายวิญญาณนั้น สีหน้าของเขาก็สลดลงพลางถอนหายใจยาว 

“นี่ของพี่ชายใหญ่ข้าเอง แต่ข้าไม่เคยเห็นหน้าเขาหรอกนะ ฟังจากที่ท่านป้าฝูเล่าให้ฟังว่าข้ามีพี่ชายและพี่สาวอยู่ พี่ชายถูกน้ำท่วมพัดหายไปตั้งแต่เด็ก คนตายไปแล้วพ่อแม่ข้าเสียใจมาก ผ่านไปหลายปีถึงเพิ่งมาคลอดข้า ข้านับว่าเป็นลูกหลงของพวกท่านล่ะมั้ง” ​เฉินสวี่อันไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้ของตระกูลลู่มาก่อน นางจึงหลุดปากถามออกไปทันที 

“แล้วพี่สาวท่านล่ะ” ลู่ตงซานชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเหลือบมองเฉินสวี่อันก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วเอ่ย

“ตอนข้าอายุได้สามขวบ พี่สาวก็ถูกพ่อแม่ส่งตัวออกไป บอกว่าให้ไปเป็นลูกสะใภ้ที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็กของบ้านอื่น ตอนนั้นข้ายังเล็กมากเลยจำอะไรได้ลางๆ หากท่านป้าฝูไม่คอยพูดถึง ข้าก็คงลืมไปแล้วว่ายังมีคนคนนี้อยู่”

​การเป็นลูกสะใภ้ที่ถูกเลี้ยงไว้แต่เด็ก ถือเป็นเรื่องปกติในหมู่คนยากจน หากครอบครัวไหนมีลูกเยอะจนเลี้ยงไม่ไหว ก็มักจะส่งลูกสาวไปอยู่บ้านอื่นเพื่อแลกกับเสบียงหรือเงินเล็กน้อย ส่วนฝ่ายชายที่ไม่มีเงินแต่งสะใภ้ก็ได้ภรรยามาไว้ใช้งาน ถือว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

​แม้จะดูเหมือนพ่อแม่ใจร้าย แต่การเป็นลูกสะใภ้เลี้ยงก็ยังดีกว่าถูกขายเป็นทาสรับใช้ ทว่าลู่ตงซานมีพี่สาวเพียงคนเดียว พ่อแม่เขาคิดอย่างไรถึงได้ส่งลูกสาวไปให้คนอื่น 

แถมหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ไม่เคยมีการติดต่อกันเลย อย่างน้อยๆ ตั้งแต่เฉินสวี่อันแต่งเข้าตระกูลลู่ นางก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพี่สาวสามีคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ลู่ตงซานเห็นเฉินสวี่อันทำหน้างุนงงจึงยิ้มขื่นพลางอธิบายต่อ

“เอาจริงๆ ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องแน่ชัดนักหรอก เหมือนว่าที่พี่ชายเกิดอุบัติเหตุตอนนั้นก็เพราะพี่สาวข้า พ่อกับแม่ข้าเลยผูกใจเจ็บเกลียดชังนาง 

พอข้าอายุได้สามขวบ พวกท่านก็เลยส่งนางไปให้พ้นหูพ้นตาเสีย แต่เรื่องพวกนี้ข้าก็ฟังมาจากท่านป้าฝูอีกที ข้าไม่เคยถามท่านแม่ตรงๆ หรอก” ​เฉินสวี่อันถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค้อนขวับให้เขาด้วยความระอา 

“ทำไมท่านถึงได้เป็นคนไม่ใส่ใจอะไรแบบนี้ อย่างไรนางก็เป็นพี่สาวแท้ๆ ของท่านนะ ท่านไม่เคยคิดจะตามหานางบ้างเลยหรือ”

“แต่ข้าจำนางแทบไม่ได้เลยนี่ ในความทรงจำของข้า พี่สาวมักจะเก็บตัวเงียบอยู่ในครัว เอาแต่ทำงานงกๆ หน้าตาดำปิ๊ดปี๋ ข้าไม่เคยเห็นนางยิ้มหรือร้องไห้เลย เหมือนนางจะทำหน้าไร้ความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา 

ตอนนี้แม้แต่หน้าตานางเป็นอย่างไรข้ายังนึกไม่ออกเลย ​ข้าเคยไปถามท่านป้าฝูว่าพี่สาวถูกส่งไปที่ไหน แต่ท่านป้าฝูบอกว่านางเองก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าพ่อแม่เอาข้าไปฝากไว้ที่บ้านตระกูลฝูสามวัน พอกลับมาพี่สาวก็กลายเป็นคนของบ้านอื่นไปแล้ว 

ท่านป้าฝูเคยลองซักถามดู แต่ท่านแม่ก็ปิดปากเงียบตลอด พอเวลาผ่านไปนานเข้า คนเขาก็เลิกถามกันไปเอง ตอนนี้ท่านแม่ก็ไม่อยู่แล้ว... คนก็ยิ่งไม่มีทางตามหาเจอหรอก”